เคล็ดลับความมั่งคั่ง

หนังสือ EARN concept เคล็ดลับความมั่งคั่ง

พิมพ์ครั้งที่ 3 ฉบับปรับปรุงใหม่

เรื่อง/ภาพ: ธนภัทร รุ่งธนาภิรมย์

 

เริ่มวางจำหน่ายตั้งแต่วันเสาร์ที่ 28 พฤษภาคม 2011 เป็นต้นไป

สิ่งที่เปลี่ยนไปมากๆ ของ Edition 3 นี้ นอกจากหน้าปก, ขนาดรูปเล่ม, และภาพเพิ่มเติมภายในเล่มแล้ว

ก็คือ ช่องคำพูดภายในเล่ม มีการใช้ font ตัวพิมพ์แทนที่จะเป็นลายมือ

ดังนั้น Edition 1 และ 2 ที่เขียนด้วยลายมือ จะกลายเป็น Classic Edition

ที่จะไม่มีการพิมพ์ซ้ำอีกต่อไป

 

ขอบคุณครับ,

ทีมงาน EARN concept

 

สวัสดีครับทุกๆ ท่าน ในที่สุดวันนี้ก็มาถึงจนได้นะครับ...

 

วันอะไร?


ก็...วันที่บรรดาหนังสือจากทีมงาน EARN concept จะมีชื่อสำนัก

เป็นของตัวเองอย่างเป็นทางการว่า "สำนัก EARN concept" น่ะสิครับ ^^


(ไปจดทะเบียนมาในวันศุกร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ 2011 ที่สำนักงานเขต คนโล่ง...

รู้สึกคิดถูก เพราะถ้าไปวันจันทร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ คงต้องเข้าคิวยาววววว

เนื่องจากมีคู่รักจำนวนมากมายไปจดทะเบียนสมรสกันแน่นขนัด)


จริงๆ แล้วผมก็ดีใจไปคนเดียวล่ะครับ เพียงแต่คิดว่าถ้าได้เขียนออกมา

เป็นลายลักษณ์อักษรก็คงจะดีไม่น้อย ^^


ครั้งที่แล้วได้เขียนถึงช่วงชีวิตหนึ่งที่พยายามที่จะศึกษาเกมหมากล้อม

หรือ โกะ (GO) แต่แล้วก็ต้องถอดใจ เพราะคำว่า "สูตรมุม" หรือ Joseki นั่นเอง


ในตอนแรกที่ชอบหมากล้อมเพราะเสน่ห์ของเกมนี้ อยู่ที่การสร้างกองทัพของเราขึ้นมา

จากความว่างเปล่า ไปสู่ภาพเต็มกระดาน และในเกมๆ หนึ่งมีสงครามย่อยๆ เกิดขึ้นมากมาย

ต้องอ่านให้ออกว่าสงครามไหนสำคัญที่สุด ถ้าอ่านพลาดก็สามารถแพ้เอาง่ายๆ

อารมณ์ของเกมช่างแตกต่างจากหมากรุก ที่มีเพียงสงครามเดียว

และเริ่มจากเต็มกำลังกองทัพ 100% ไปสู่ความว่างเปล่า


หมากล้อมมันเหมือน ขาวกับดำแข่งกันวาดภาพ ใครที่วาดสวยกว่าจะเป็นฝ่ายชนะ...

ผู้ที่มองภาพรวมของเกมได้ดีกว่า ย่อมเป็นต่อ

ดังนั้นผู้ที่ถนัดใช้สมองด้านขวา เบื้องต้นจึงดูเหมือนจะได้เปรียบ

เพราะเป็นด้านที่ทำหน้าที่ในการมองภาพรวม...


แนวคิดฟังดูมีเสน่ห์มากสำหรับผม เพราะชอบอะไรที่เป็นภาพรวมอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน

แต่แล้วก็มาพบว่า ในช่วงเริ่มเกมนั้น มันมีเรื่องที่ต้องจดจำเยอะมาก ซึ่งเป็นเรื่องของรายละเอียด

สิ่งนั้นเรียกกันว่า "สูตรมุม" ซึ่งมีรูปแบบเป็นพันๆ แบบ มันคือวิธีการวางหมากในช่วงเริ่มเกม

ที่บริเวณมุมกระดาน อันเกิดจากภูมิปัญญานับพันปี จนกลายเป็นสูตรขึ้นมา

ถ้ามองในมุมนี้บ้าง ผู้ที่ถนัดใช้สมองด้านซ้ายมากกว่า จะได้เปรียบขึ้นมาทันที

เพราะจะถนัดในการจดจำรายละเอียด

 

ยิ่งไปกว่านั้น ในช่วงใกล้จบเกม การวางหมากแต่ละที

ส่งผลละเอียดถึงขั้นการแพ้ชนะกันเพียงแค่ครึ่งคะแนน

ผู้ที่เล่นเป็น จะวางไป คำนวณคะแนนไปด้วย ต่างจากมือสมัครเล่นที่เล่นจบแล้ว

ค่อยมานั่งจิบน้ำชา นับแต้มว่าตกลงนี่เราแพ้ หรือชนะกันแน่ ความละเอียดแม่นยำนี้ยิ่งทำให้

นักเล่นสมองซ้ายได้เปรียบเข้าไปใหญ่...


แต่อย่าลืมว่า โกะ เป็นเกมที่ต้องมองภาพรวม...


สุดท้ายเลยค้นพบสัจธรรมว่า... ผู้ที่จะเป็นเซียนหมากล้อมได้นั้น จะต้องใช้สมองเก่ง

ทั้ง 2 ด้าน ซ้ายและขวาพร้อมๆ กัน คือเก่งทั้ง ภาพรวม เก่งทั้ง รายละเอียด

นอกจากจะต้องจำสูตรต่างๆ ได้แม่นแล้ว (รายละเอียด)

ยังสามารถเลือกใช้ให้เหมาะกับสถานการณ์อีกด้วย (มองภาพรวมออก)


ซึ่งอันที่จริงแล้ว ไม่ใช่แค่หมากล้อมเท่านั้น ศาสตร์อื่นๆ ก็เช่นกัน

ผู้ที่จะไปถึงที่สุดของศาสตร์ใดๆ ได้ จะต้องพึ่งพาสมองทั้ง 2 ด้าน

ต้องเข้าใจทั้งภาพรวมและรายละเอียดของสิ่งนั้นๆ เป็นอย่างดี


การจะทำเช่นนั้นได้ จะต้องทุ่มเทและมีความหลงใหลอย่างมากมายเกินขีดจำกัด

ของคำว่า เล่นสนุกๆ หรือ เล่นขำๆ... ผมจึงเริ่มรู้ตัวว่า หากเป็นเช่นนั้น ไม่สู้

นำพลังและเวลาไปใช้กับสิ่งที่เราหลงใหล หรือหลงรักจะดีกว่า


มีผู้ที่กล่าวว่า การร่ำรวยนั้นไม่ยากเลย ขอเพียงรู้ในสิ่งที่เราทำอย่างดีที่สุด

เพียงแค่อย่างเดียว อะไรก็ได้ทั้งนั้น แต่ต้องรู้ให้มากกว่าใครทั้งหมด...

โอ้!...จริงๆ แล้วมันยากนี่นา T_T


ขอให้ทุกๆ ท่านมีความสุขในสิ่งที่กำลังทำอยู่...

เนื่องในเดือนแห่งความรัก (ถึงจะช้าไปหน่อย แต่ก็ยังทัน ^^)


ธนภัทร รุ่งธนาภิรมย์

26.02.11


สวัสดีครับ ใกล้จะถึงปีใหม่เข้าไปทุกทีแล้วนะครับ

ปีนี้ เพื่อนๆ ตั้งใจที่จะฉลองปีใหม่กับคนที่เรารักอย่างไรกันบ้าง?


เส้นทางนักเขียนตอนที่ 3 นี้ ผมก็จะขอเล่าเรื่องราวต่อจากตอนที่แล้ว

ที่ได้ใช้เวลา 1 ปีในการค้นหาว่าตนเอง อยากที่จะทำอะไร...


ในช่วงเวลาที่กำลังค้นหาอยู่นั้นเอง มันมีกระแสของเกมกระดานเกมหนึ่ง ที่ชื่อว่า

เกมหมากล้อม หรือ โกะ (Go) กำลังมาแรงมากๆ ผมเองก็พลอยสนใจ

อยากเล่นไปด้วย จึงพยายามเริ่มศึกษาด้วยตนเองโดยการ

หาหนังสืออ่าน ยิ่งอ่านไปก็ยิ่งรู้สึกสนุก และอยากจะลองเล่นจริง

แต่จำได้ว่า หาคนเล่นด้วยยากทีเดียว พอได้ยินว่าสามารถเล่น online ได้

ก็ลองอยู่สักพัก แต่เนื่องจากสมัยนั้น net ช้า เลยไม่ค่อยสนุก


ประสบการณ์ส่วนใหญ่ของผมเกี่ยวกับหมากล้อมจึงค่อนข้างที่จะ

อยู่ในหนังสือ แต่แม้กระนั้น ก็ได้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่างจากเกมกระดานสุดมหัศจรรย์นี้


โกะ เป็นเกมที่ผู้เล่นทั้งสองฝ่าย ผลัดกันวางหมากคนละหนึ่งหมากไปเรื่อยๆ (ดำ VS. ขาว)

สุดท้ายผู้ชนะคือผู้ที่สามารถครอบครองพื้นที่ว่าง ได้มากกว่าอีกฝ่าย

ง่ายแค่นั้นเอง...

แต่...

เกมที่ดูเหมือนง่ายๆ เช่นนี้ ได้แฝงไว้ด้วยกลยุทธ์มหาศาลนับไม่ถ้วน ในกระดานๆ หนึ่ง

เนื่องจากแต่ละฝ่าย ได้รับทรัพยากรจำนวนเท่าๆ กัน (คือ การวางหมากได้ครั้งละ 1 หมาก)

ดังนั้นผู้ที่สามารถวางแต่ละหมากให้เกิดประสิทธิภาพ (Efficiency) สูงกว่าอีกฝ่าย

ย่อมเป็นผู้ชนะในที่สุด...


กลยุทธ์นับไม่ถ้วนที่เกิดขึ้นระหว่างเกมนี่ล่ะครับ ที่ผมคิดว่ามันช่างน่ามหัศจรรย์ยิ่งนัก

เพราะสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการวางแผนชีวิตได้อย่างดีเยี่ยม

ยกตัวอย่างเช่น...


หัวข้อที่ 22 ในคู่มือบริหารใจของผมก็ได้แนวคิดมาจากเกมหมากล้อม

นั่นคือ ทางเลือกที่ดี คือทางเลือกที่ไม่ว่าจะออกหัวหรือก้อยก็ดีทั้งนั้น


ผู้ที่ได้เปรียบในเกมโกะคือ ผู้ที่มีทางเลือกมากกว่าคู่ต่อสู้ ในขณะที่ถูกบีบ

ให้เข้าสู่ทางตัน ถ้ามีทางเลือกมากกว่าย่อมไม่เสียเปรียบง่ายๆ

จึงเป็นที่มาของการเลือกในทางเลือกที่จะส่งผลดีทั้งสองทาง

เนื่องจากหลายๆ ครั้งเราไม่สามารถควบคุมผลที่จะออกมาได้

การสร้างทางเลือกให้ตนเองจึงเป็นเรื่องที่ดี...


แนวคิดนี้นอกจากจะช่วยในการวางแผนชีวิตแล้ว ยังช่วยให้

มีสติปัญญาในการวางแผนการลงทุนอีกด้วย เช่น ในช่วงที่หุ้นขึ้นมากๆ นั้น

คนเราจะเกิดความโลภ และคิดว่าน่าจะกู้เงินมาเล่นหุ้น เพราะมั่นใจว่ายังไงหุ้นก็ต้องขึ้นต่อ

เมื่อได้กำไรแล้วค่อยขายมาใช้หนี้ แล้วเอาส่วนต่าง เท่ากับได้เงินฟรีๆ


การวางแผนเช่นนี้ เป็นการไม่คำนึงถึงผลที่จะออกทั้งหัวและก้อย

จะเกิดอะไรขึ้นถ้าผลออกมาตรงข้ามกับที่เก็งเอาไว้?


เช่นนี้แล้วไม่ควรลงทุนในหุ้นด้วยเงินร้อนเลย แต่ควรใช้เงินเย็น

เพราะการใช้เงินเย็นทำให้เราได้รับทางเลือกที่มากกว่า หากหุ้นขึ้น

เราจะทยอยขายบางส่วน หรือ ถ้าหุ้นลง เราจะถือไว้ รับเงินปันผล

ก็ไม่มีเจ้าหนี้ที่ไหนสามารถมาบังคับให้เราขายหุ้นได้

เพราะเป็นเงินและสิทธิ์ของเราเอง


สรุปคือ ถ้าพยายามเลือกในทางเลือกที่ไม่ว่าออกหัวหรือก้อยก็ดีทั้งนั้นอยู่เสมอๆ

ก็คงเป็นการยากขึ้น ที่จะมีใครหรือสถานการณ์ใดมาบีบเราให้จนมุมได้


นี่เป็นหนึ่งในข้อคิดที่ผมได้รับจากการศึกษาหมากล้อม ณ เวลานั้น

และเป็นแนวทางที่ผมใช้ในการเลือกอาชีพของตนเอง ในเวลาต่อมา...


หลังจากศึกษาได้ระยะหนึ่งและชื่นชมกับข้อคิดอันมีประโยชน์

มหาศาลแล้ว ผมก็รู้เลยว่า ตนเองไม่สามารถเป็นเซียนหมากล้อมได้

เพราะอะไรเหรอครับ?...

เพราะการจะเป็นเซียนหมากล้อมได้นั้น

เรียกร้องในสิ่งที่ผม

ไม่สามารถให้ได้ครับ...

(ซึ่งจะอธิบายในตอนต่อไป)


เช่นนั้นแล้ว ก็ขอรับเอาแต่เพียงข้อคิดอันมีประโยชน์มาเล่าสู่กันฟัง...


ขอให้ทุกท่านมีความสุขมากๆ

ในช่วงใกล้สิ้นปี 2010 :)


ธนภัทร รุ่งธนาภิรมย์

20.11.10



 



 


 

 

 

สวัสดีอีกครั้งครับ ทุกๆท่าน :)


นี่เป็นตอนที่ 2 ของคอลัมน์ เส้นทางนักเขียน นะครับ

สำหรับเพื่อนๆ ที่ติดตามอ่านมาเรื่อยๆ คงพอจะทราบว่าปกติแล้ว

เว็บของเรา ยังมีนักเขียนไฟแรง อีกสองท่านคือ คุณ Winny

ผู้เขียนเกี่ยวกับเรื่องกลยุทธ์การลงทุนสไตล์ชิลๆ แต่ไม่ขาดทุน

และคุณ Bejuk ผู้เขียนเล่าประสบการณ์ชีวิตการเงินของตนเอง

ในสไตล์อุทธาหรณ์ สอนใจวัยรุ่นอีกจำนวนมาก...


สาเหตุที่ไม่ค่อยได้เห็นคอลัมน์ของทั้งสองท่านนั้น ก็ไม่ใช่อะไรอื่น

(อะไรอื่น เช่น หมดไฟในการเขียน หรือ ทะเลาะกับ บก.

คือ ไม่ใ่ช่อะไรแบบนั้นนะครับ)

แต่เป็นเพราะว่าปัจจุบันนี้ คุณ Winny เลื่อนตำแหน่งขึ้นไปสูงกว่าเดิม

ทำให้ค่อนข้างจะยุ่งไม่มีเวลามานั่งเขียนชิลๆ

ส่วนคุณ Bejuk บินไปเรียนต่อในด้านถนัดของตนเอง คือด้านกราฟฟิค

ที่ลอนดอน ก็ยุ่งอีกเช่นกันครับ...


ดังนั้น เพื่อไม่ให้ earnconcept.com จอดับ ผมเองจึงต้องรับหน้าที่

เขียนบทความต่อไป... โดยเฉพาะวันนี้เป็นวันที่เลขสวยเกินห้ามใจเหลือเกิน

คือ วันที่ 10 เดือน 10 ปี '10 ใครๆ ที่ไม่ต้องไปร่วมงานแต่งงานในวันนี้

ก็ต้องอยู่บ้าน เขียนบล๊อกกันทั้งนั้น...

ซึ่งบล๊อกของวันนี้ก็คือ...


ใช่แล้วครับ! ตอนที่ 2 ของ เส้นทางนักเขียน...

ก็ขอเริ่มด้วยคำถาม เบสิคๆ นะครับว่า...


"ปัจจุบันนี้ มีใครไหมครับที่กำลังได้ทำงานตรงกับในสายที่ตนเองร่ำเรียนมา

และยิ่งไปกว่านั้น คือกำลังมีความสุขในงานที่ทำอยู่ด้วย?"


ถ้ากำลังได้ทำในงานลักษณะเช่นที่ว่านี้อยู่ ผมต้องขอแสดงความยินดีด้วยมากๆ

นั่นก็เพราะ เป็นสถานการณ์ที่ไม่ใช่จะเกิดขึ้นกับใครได้ง่ายๆ เลย...


เนื่องจากช่วงเวลาที่กำลังเลือกว่าจะต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัย ไหน หรือสอบเข้าคณะอะไรนั้น

เป็นช่วงที่เราๆ ท่านๆ ยัง งงๆ เบลอๆ กันอยู่ว่า ฉันเป็นใคร? ควรทำงานทำอาชีพอะไร?

แล้วคณะที่พอจะสอบเข้าได้นั้น มันจะให้ความรู้ที่จำเป็นต่อ งานที่ฉันอยากจะทำจริงๆ

หรือไม่? และ อีกหลายๆ คำถาม...


ผมสามารถบอกได้เลยว่า... เป็นหนึ่งในบรรดาผู้เลือกอาชีพที่ไม่ตรงกับสายที่ร่ำเรียนมา

(ซึ่งผมเรียน สถาปัตยกรรม เอกภูมิสถาปัตยกรรมศาสตร์ หรือ Landscape Architecture นะครับ)


คำถามสำคัญคือ จะรู้ได้อย่างไรว่า

สุดท้ายแล้ว เราจะเลือกทำอาชีพอะไร?

จะได้เลือกเรียนคณะให้มันถูกต้องซะตั้งแต่แรกไปเลย...


ตอนเรียนจบสถาปัตย์ใหม่ๆ ขณะที่เพื่อนๆ เริ่มได้งานทำตามบริษัทต่างๆ

เมืองไทยบ้าง ต่างประเทศบ้าง ขณะนั้น ผมจำได้ว่าตนเอง ตั้งใจที่จะไม่สมัครงาน

เป็นเวลา 1 ปี เพราะอยากจะให้เวลาตนเองบ้าง ในการคิดทบทวนว่า


"อยากทำงานอะไร และอยากเป็นใคร ฯลฯ"


เพื่อจะได้ใช้เวลาที่เหลืออย่างคุ้มค่ามีความหมาย...


ต้องบอกก่อนนะครับว่า บรรยากาศของครอบครัวผม คือ

ทุกคนต้องทำงาน ไม่ใช่ว่าจะอยู่เฉยๆ ได้

โดยเฉพาะช่วงเวลานั้น เศรษฐกิจกำลังตกสะเก็ดจากวิกฤติต้มยำกุ้งซะด้วย

ดังนั้นการใช้เวลา 1 ปี ที่ว่า

จึงย่อมมีความกดดันจากทางบ้าน และจากสภาพแวดล้อม เช่น

เพื่อนๆ ที่กำลังได้ดิบได้ดีจากการสมัครเข้าทำงานในบริษัทใหญ่ๆ...


ผมเองคิดว่า ทำไมเรียนจนอายุ 18 ปี จบ ม.6 แล้วก็ต้องพยายาม

สอบเอ็นท์ฯ ให้ติด เข้าเรียนได้ก็ต้องพยายามเรียนให้จบ ตามเวลา 5 ปี (สถาปัตย์เรียน 5 ปี)

จบมาก็ยังต้องหาที่ทำงานให้ได้เลยหรือ?

มันน่าจะมีเวลาให้คิดให้หายใจกันบ้างสิน่า...


ช่วงเวลา 1 ปีนั้น ผมก็ไม่ใช่แบบว่านอนอยู่บ้านเฉยๆ นะครับ ก็พยายามรับ Jobs

ไปด้วย ทำมันหมดทุกอย่าง ตั้งแต่ ออกแบบ website (โออ...ช่วงนั้นมาแรงสุดขีด),

วาดภาพประกอบ, วาดสีน้ำ, วาดรูปคนเหมือน, ออกแบบ landscape, ทำโมเดล,

วาดการ์ตูน, ทำโปรแกรมคอมต่างๆ ฯลฯ

นั่นคือ พยายามลองทำหลายๆ อย่างดู



ช่วงรับปริญญา ยิ่งเห็นได้ชัด ยิ่งกดดันครับ เพราะเพื่อนแต่ละคน (ส่วนใหญ่)

ค่อนข้างได้ดิบได้ดี มีงานทำมีสังกัดกันแล้ว ต่างก็มาแลกนามบัตรกัน ส่วนผมเวลาถูกถาม

ว่าทำอยู่ที่ไหน?

ได้แต่ตอบว่า...ก็ดูๆ อยู่


จนเวลา 1 ปี ล่วงโรยผ่านไป... (หรือ ร่วงโรย หรือ ล่วงเลย?)

ผมก็ยังไม่สามารถหาคำตอบได้อยู่ดี ว่าอยากจะทำอะไร

อันที่จริงแล้ว ที่น่าตกใจคือ อีกหลายๆ ปี ต่อจากนั้น

ผมก็ยังหาคำตอบไม่เจอเลยครับ...


แต่...

มา ณ เวลานี้ ผมรู้สึกว่า ได้ตัดสินใจถูกต้องแล้ว

ที่เริ่มถามคำถามเช่นนั้นกับตนเองในเวลาที่เหมาะสม...

และ ต้องขอบคุณ คุณพ่อและคุณแม่ อีกนับไม่ถ้วน

ที่คอยสนับสนุน และอนุญาตให้ผมทำในสิ่งที่กำลัง

จะเกิดขึ้นในเวลาต่อมา...

 

ขอให้ทุกท่านสุขสันต์ๆ เนื่องในวันเลขสวย...


ธนภัทร รุ่งธนาภิรมย์

10.10.10 <<< เลขสวยจริงๆ ด้วย


ปล. เร็วๆ นี้ จะมีผลงานหนังสือเล่มใหม่จากนักเขียนกิตติมศักดิ์แห่ง

สำนักเอิร์นคอนเซ็ปต์ คาดว่าจะออกทันงานสัปดาห์หนังสือใน

วันที่ 21 ตุลาคมนี้ แล้วจะแจ้งรายละเอียดให้ทราบอีกครั้งครับ :)


สวัสดีครับ ทุกท่าน ในระหว่างที่กำลังคิดๆ

ว่าจะเขียนอัพบล๊อกเรื่องอะไรดีนั้น

ก็เหลือบไปเห็นหนังสือ 3 เล่มที่ชั้นวางหนังสือในห้องทำงาน

หนังสือทั้ง 3 เล่มนั้นก็คือ หนังสือที่เป็นผลงานของผมนั่นเอง

อันประกอบไปด้วย EARN concept, คู่มือบริหารเงิน, และ คู่มือบริหารใจ


ถึงแม้ว่าในขณะนี้ จะยังไม่สามารถพูดได้อย่างเต็มปากว่า

ตนเองเป็น "นักเขียน" (ไม่รู้ว่าต้องให้หนังสือเป็น Bestseller

หรือว่าได้รับรางวัลทรงคุณค่า ซะก่อนหรือไม่)

แต่อย่างน้อยก็รู้สึกยินดีที่ได้ทำหนังสือออกมาถึง 3 เล่มแล้ว

(ไม่น่าเชื่อ!!! เพราะว่าไม่เคยคิดฝันว่าอยากมีอาชีพเป็นนักเขียนเลย)


และถึงจะยังไม่มีเล่มไหนเป็น Bestseller หรือได้รับรางวัลแขนงใดๆ เลยก็ตาม

ผมกลับรู้สึกว่าสิ่งที่ได้ทำนั้น มันสนุกไม่น้อยเลยทีเดียว...

คิดว่าความสนุกนี้เอง ที่เป็นรางวัลในตัวเองอยู่แล้ว


และในเมื่อมันสนุก ก็คงหลีกเลี่ยงได้ยากที่จะไม่พยายามหาโอกาสทำมันอีก

(ดังที่ได้รายงานไว้ใน คู่มือบริหารใจ

คือเมื่อใดก็ตามที่สมองค้นพบสิ่งที่ทำแล้วมีความสุข

สมองจะหาโอกาส ทำในสิ่งนั้นอีกโดยอัตโนมัติ)

ซึ่งสำหรับผม น่าจะหมายถึง การหาโอกาสทำหนังสือเล่มต่อๆ ไปอีกเรื่อยๆ...

 

ก็เลยเป็นที่มาของคอลัมน์ต่อๆ จากนี้ไปครับ...


ที่จะขออนุญาตเขียนเล่าประสบการณ์ที่มาที่ไปว่า

ทำไม และอย่างไร ถึงได้มาทำอย่างที่ทำอยู่

นั่นคือ ถึงจะยังไม่ใช่นักเขียนเต็มตัว แต่ก็เรียกได้ว่า

กำลังเดิน อยู่ในเส้นทางของการเป็นนักเขียน


ซึ่งนอกจากจะเป็นการเตือนใจตนเองแล้ว

ประสบการณ์หรือข้อคิดบางอย่างยังอาจที่จะเป็นประโยชน์แก่เพื่อนๆ ผู้แวะเวียนเข้ามาอ่าน

ผู้กำลังเดินทางอยู่ในเส้นทางสายใดสายหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็น

เส้นทางแห่งการค้นหาความฝัน, เส้นทางแห่งการทำฝันให้เป็นจริง,

หรือเส้นทางแห่งความมั่งคั่งในสไตล์ของตนเอง

เพื่อที่จะให้เว็บ earnconcept.com นี้

ได้ทำหน้าที่เป็นเพื่อนร่วมทางสู่ความมั่งคั่ง ตามที่ตั้งใจไว้

 

ก็ขอฝากคอลัมน์ "เส้นทางนักเขียน" ไว้ด้วยนะครับ

หากมีอะไรติชมแนะนำสอบถาม ก็เขียนลงมาได้เลยเต็มที่ครับ

 

ขอให้ทุกท่านมีความสุข,

ธนภัทร รุ่งธนาภิรมย์

18.9.10

 

ป.ล. ขณะที่กำลังเขียนบทความนี้ iPhone 4G กำลังเป็นที่จับตามอง ของตลาดเป็นอย่างมาก

เนื่องจากความบางสวยงามรวดเร็วทันสมัย แต่ที่ยังได้แต่จับตามองกันอยู่นั้น

เพราะสนนราคายังคงสูงส่งเสียเหลือเกิน (ประมาณเครื่องละ 3 หมื่นกว่าบาท)

 

ผมเองขณะนี้เพิ่งเริ่มใช้ iPhone 3G S และพบว่าทำให้ชีวิตง่ายขึ้นมาก

ทันที ที่ sketch งานเสร็จ ไม่ว่าจะอยู่แห่งไหนที่มีสัญญาณโทรศัพท์

(ใช้ promotion VAS ของ DTAC คือ 99 บาท ใช้ net ได้ 20 ชม./เดือน)

ก็สามารถถ่ายรูปแล้วส่งไปให้ลูกค้า feedback ได้ทันที

หากจะบอกว่า รู้งี้ ใช้นานแล้ว ก็คงจะไม่แฟร์ เพราะทั้งราคาเครื่อง, ประสิทธิภาพ,

และราคา promotion มันเพิ่งจะมาน่าสนใจเมื่อไม่ช้าไม่นานมานี้เอง

ได้ข่าวอีกว่า 4G ก็กำลังจะเข้ามาในราคาที่ถูกลงอย่างมาก

 

 



 

 

ขออนุญาตแนะนำหนังสือใหม่ จากสำนัก EARN concept ครับ;

 

"คู่มือบริหารใจ" เป็นหนังสือแนวจิตวิทยาที่กล่าวถึงข้อคิด

ที่มีประโยชน์ในการดำเนินชีวิตให้มีความสุข อันเป็นความมั่งคั่ง

ที่มากไปกว่า การครอบครองเงินทองทรัพย์สิน

 

โดยเล่าเรื่องผ่านตัวละครชื่อ "ลุค" สถาปนิกหนุ่มผู้เหลือเวลาในโลกนี้

อีกเพียงแค่ 13 วัน กับ "อาเช่" นักจิตวิทยาบำบัด ผู้คอยเป็นเพื่อนให้กำลังใจ

และ ให้คำแนะนำแก่ลุคในช่วงเวลาที่เหลืออยู่

 

"คู่มือบริหารใจ" จะเริ่มวางจำหน่ายที่ร้านหนังสือซีเอ็ดทุกสาขา

ตั้งแต่วันอังคารที่ 31 สิงหาคม 2010 เป็นต้นไป และทยอยวางจำหน่าย

ที่ B2S และ Kinokuniya

มีปกให้เลือก 2 แบบ คือ ปกมาตรฐาน เป็นรูป Portrait ของ ลุค

และปกพิเศษ เป็นรูป Portrait ของพิ้งค์ (คนรักเก่าของลุค)

ขอบคุณครับ,

ทีมงาน EARN concept :)

 

 

 

บทความนี้ขออนุญาตแนะนำตัวละครหลักที่จะมาปรากฎตัวในหนังสือเล่มล่าสุดแห่งสำนักเอิร์นคอนเซ็ปต์นะครับ

 

1. ลุค (23ปี) -สถาปนิกหนุ่มหน้าตาดี มีความสามารถสูงทั้งด้านศิลปะและการดนตรี อนาคตไกล

2. อาเช่ (25ปี) - นักจิตวิทยาสาวไฟแรงสูง ผู้มุ่งมั่นที่จะช่วยเหลือบำบัดทุกข์แก่เพื่อนมนุษย์

3. พิ้งค์ (22ปี) - เจ้าหน้าที่โบรคเกอร์ อารมณ์สนุกสนานร่าเริง ผู้รักการช้อปปิ้งเป็นชีวิตจิตใจ

(ถ้ายังจำกันได้ พิ้งค์ คนนี้คือ เพื่อนสุดเลิฟของเอิร์นนั่นเอง)

 

โดยเล่มนี้ได้นักกราฟิคหญิงประจำสำนักมาช่วยดูแลเรื่องเสื้อผ้าสไตลิสต์ให้ตั้งแต่เริ่มต้นโปรเจค

ขอขอบคุณ Bejuk มา ณ ที่นี้ด้วย

 

หนังสือกำลังใกล้เสร็จมากๆแล้วครับ ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดน่าจะเป็นเดือนสิงหาคม 2010

โดยจะแจ้งวันวางจำหน่ายทางเว็บนี้อีกครั้งหนึ่ง

 

ขอบคุณมากครับ,

ทีมงาน EARN concept :)

บทนำของ 'ลุค' ตัวเอกในหนังสือเล่มใหม่

จากสำนัก เอิร์นคอนเซ็ปต์

ที่กำลังจะมีการตีพิมพ์เร็วๆนี้...

โดยในบทนำนี้ จะอธิบายลักษณะโดยทั่วไปของตัวเอกและตัวละครรอบข้าง

เป็นการ์ตูนสั้น ความยาว 9 หน้า

 

โปรดคลิ้กที่นี่เพื่อเริ่มอ่านการ์ตูนหน้าถัดไป

 

ขอบคุณครับ

ทีมงาน EARN concept :)

เคยเป็นกันไหมครับ?
เวลาที่กำลังจะทำอะไรใหม่ๆที่ไม่เคยทำ
ใจก็มักจะกลัวๆกล้าๆ
เพราะไม่รู้ว่าผลที่ออกมา จะเป็นเช่นไร

 

ประมาณเดือนที่แล้วผมได้มีโอกาสชมภาพยนตร์
เรื่อง Yes man นำแสดงโดย จิม แครี่
ในเรื่องนางเอกชื่อ อัลลิสัน เป็นนักร้องนำของวงดนตรีแนวแปลกๆ
ที่เพลงไม่ค่อยจะดัง เพราะแปลกเกิน
และเวลาถ่ายรูป เธอชอบถ่ายวัตถุที่ไม่อยู่นิ่ง
เวลาถ่ายรูปคนแทนที่จะให้โพสต์นิ่งๆเท่ห์ๆ เธอก็มักจะกดตอนกำลังเคลื่อนไหว
ทำให้ภาพออกมาดูเบลอๆ แปลกๆ ซะงั้น

 

เธออธิบายให้พระเอกฟังว่า ที่ไม่กลัวการสร้างผลงานสุดแปลกแหวกแนว
ไม่ว่าจะด้านศิลปะหรือดนตรี
ก็เพราะเธอมองว่า โลกใบนี้เปรียบเสมือน สนามเด็กเล่น …

ซึ่งสนามเด็กเล่นก็คือ ที่ที่เวลาเด็กกำลังเล่นนั้น ไม่เห็นจะต้องสนใจว่าทำถูกหรือผิด
เล่นได้อย่างอิสระสร้างสรรค์เต็มที่ และมีความสุข
(ขอแค่อย่าไปแกล้งเด็กคนอื่นก็พอแล้ว)

 

พอดูจบ ก็มีกำลังใจขึ้นมา เพราะขณะนั้นกำลังพยายามเขียนหนังสือเล่มใหม่
ที่แนวทางค่อนข้างจะแตกต่างไปจากที่เคยเขียนมา…

แต่พอคิดได้ว่า เป็นสนามเด็กเล่น
ก็ไม่ต้องกลัวอะไรอีกแล้ว…

 

ลุยเลย...

ภาพร่างของตัวละครเอกทั้ง 2 คนในเรื่องใหม่

by

ธนภัทร รุ่งธนาภิรมย์

 

คุณใช้เวลากับสิ่งใดนานถึง 10,000 ชั่วโมง แล้วหรือยัง?

หนังสือ Outlier เขียนโดย Malcolm Gladwell

(แนะนำโดยคุณวิตต)
ได้กล่าวไว้ว่า หากคุณใช้เวลาทำสิ่งใดเป็นเวลา 10,000 ชั่วโมง
คุณจะมีความสามารถในด้านนั้น ระดับ World Class เลยทีเดียว...

 

และถ้ามีความสามารถระดับขั้น World Class แล้วล่ะก็ ไม่ว่าจะยังไง สิ่งที่คุณทำมันต้องได้เงินมหาศาลอย่างแน่นอน มันจึงย้อนกลับมาสู่คำถามที่ว่า...

 

แล้วมีความสามารถใดบ้างที่คุณสามารถที่จะอยู่กับมันได้นานถึง 10,000 ชั่วโมง?

 

ถ้าลองหารด้วย 8 ชั่วโมงต่อวัน 365 วันต่อปี จะได้ออกมาประมาณ 3 ปีครึ่ง
แต่ในชีวิตจริง คงไม่มีใครสามารถที่จะทำสิ่งเดิมๆ วันละ 8 ชั่วโมง ทุกๆวัน ไม่เว้นวันหยุดราชการ เป็นเวลา 3 ปีครึ่งหรอกนะครับ  เนื่องจากภารกิจอื่นๆที่ต้องรับผิดชอบอีกมากมาย

 

ดังนั้น 10,000 ชั่วโมง ของแต่ละคนนั้น อาจขยายเวลาไปได้ตั้งแต่ 5 ปี – 50 ปี หรือมากกว่านั้น ก็เป็นได้ ขึ้นอยู่กับ ความมุมานะส่วนตัว และโอกาสที่จะอำนวย

 

ผมเชื่อว่าการที่คนเราจะอยู่กับอะไรได้เป็นเวลา 10,000 ชม.นั้นคงไม่ใช่อะไรที่ทำเพื่อเงินแน่ๆ (เพราะถ้าทำเพื่อเงินแล้วมันมีอุปสรรค หรือไม่ได้เงิน ก็มักจะหยุดไปเองซะก่อน อย่าลืมว่า 10,000 ชม. เป็นอะไรที่มาราธอนจริงๆ)

 

หากแต่สิ่งนั้น เป็นสิ่งที่เรารักมากที่สุดต่างหาก....

 

"เริ่มต้นในสิ่งที่รัก จบลงที่ความมั่งคั่ง... เริ่มต้นที่เงิน จบลงที่ความว่างเปล่า"

 

สำหรับผม ทั้งที่ใช้เวลาเรียนวิชาสถาปัตยกรรมกับวิชาการเงิน รวมทั้งสิ้น 6 ปีครึ่ง สุดท้ายกลับพบว่าสิ่งที่ตนเองทำอยู่เกือบจะตลอดเวลา ทั้งที่รู้ตัว และไม่รู้ตัว ก็คือการวาดรูป คือเริ่มวาดมัน ตั้งแต่อนุบาลมาเรื่อยๆ แต่ไม่เคยลงเรียนอะไรจริงๆจังๆ เลย แล้วก็ไม่เคยส่งผลงานประกวดได้รางวัลอะไรกับเค้าเลยด้วย ช่วงเวลาที่เรียนสถาปัตย์กับการเงินนั้น ก็จะนั่งวาดรูปตลอดเวลา พอโดนอาจารย์หรือเพื่อนว่า ก็กลับรู้สึกภูมิใจซะงั้น...

 

การวาดรูป จึงเป็นเหมือนเพื่อนสนิท ที่คุ้นเคยกันอย่างมากถึงมากที่สุด

จนกว่าจะรู้ตัว ผมก็ตกหลุมรัก เพื่อนคนนี้ไปซะแล้ว...

จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่า จะใช้เวลา 10,000 ชั่วโมงกับอะไรดี ผมต้องใช้กับการวาดรูปอย่างแน่นอน
ที่สำคัญไปกว่านั้น คือ ผมไม่รู้ว่าตั้งแต่เริ่มวาดรูปมาจนถึงตอนนี้ ได้ใช้เวลาไปทั้งสิ้นกี่ ชม.แล้ว เพราะไม่รู้จะกลับไปนับยังไง

รู้แต่ว่า ถ้าสามารถทำได้ ก็อยากที่จะวาดไปตลอดชีวิต...
...
...
...
แล้วคุณล่ะ... อยากจะใช้เวลา 10,000 ชั่วโมงกับอะไรมากที่สุด?

 

by...

ธนภัทร รุ่งธนาภิรมย์ (นนท์)