กลยุทธ์ความมั่งคั่ง

ในตอนที่แล้วสัญญาว่าจะ กลับมาพูดถึงเรื่อง Earnings Yield หรืออัตรากำไรต่อหุ้น กัน ก็มาว่ากันเลยดีกว่าครับ ^^

Earnings Yield หรือส่วนกลับของ PE Ratio (P/E)

คำนวณได้จาก Earnings/Price (E/P)
สำหรับ Earnings ที่ประกาศออกมาแล้ว ผมขออนุญาตใช้สัญลักษณ์ว่า E0
แต่ถ้าเป็น Earnings ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในปีต่อๆ ไปเป็นปีที่ 1, 2, 3…ก็จะขอใช้สัญลักษณ์เป็น E1, E2, E3… ตามลำดับละกันนะครับ

 

 

คราวนี้ที่มาของ E1, E2, E3 ถ้าจำความจากบทความที่แล้วได้ >>> http://www.earnconcept.com/node/846

E1, E2, E3 ที่พูดถึงนี้จะมาจากการคาดการณ์การเติบโต (Growth) หรือ g ในแต่ละปี ซึ่งขอใช้สัญลักษณ์อีกชุดหนึ่งว่า  g1, g2, g3 สำหรับอัตราการเติบโต (%) ในปีที่ 1,2,3…ตามลำดับ  เช่นนั้นก็จะสามารถแสดงการคำนวณได้ดังนี้;

 
E1 = E0(1+g1)
E2 = E1(1+g2)
E3 = E2(1+g3)

 

ที่อธิบายมาทั้งหมดก็เพื่อที่จะแสดงให้เห็นว่า Earnings Yield สำหรับหุ้นใดๆก็ตามจะเปลี่ยนไปตามผลกำไร  ที่เกิดขึ้นในปีต่างๆ สำหรับในแง่นักลงทุนนั้นหลังจากทำการบ้านหา E1, E2, E3 ได้แล้วก็ลองมาคำนวณดูว่าราคาหุ้นที่ระดับไหนจึงน่าสนใจเข้าลงทุน เช่น ถ้าได้ว่า E1 จะออกมาที่ 6.75 บาทต่อหุ้น และ ต้องการอัตรากำไรต่อหุ้นที่ 15% ระดับที่ควรเข้าซื้อก็คือ 6.75/0.15 = 45 ยิ่งถ้า E2 ออกมาที่ 7.25 บาทต่อหุ้น หุ้นที่ซื้อไว้ ก็จะให้อัตรากำไรต่อหุ้นที่  7.25/45 =16% ดีเข้าไปอีก!!  แต่ก็ต้องคอยติดตามดูว่า E3 จะออกมาเป็นเช่นไร หุ้นที่ควรมี Earnings ที่เป็นแนวโน้มขาขึ้นหรือไม่ก็ค่อนข้างคงที่ในระดับหนึ่ง

ดูเผินๆการเลือกหุ้นและระดับที่น่าเข้าลงทุนในหุ้นผ่านอัตรากำไรต่อหุ้นหรือ Earnings Yield นั้นคล้ายๆกับ Dividend Yield

 

จริงๆแล้ว Dividend Yield นั้นมาจาก Earnings Yield คูณกับอัตราการจ่ายปันผล (Dividend Payout Ratio, p) ของบริษัทนั้นๆนั่นเอง ดังนี้ DY = EY x p
Earnings Yield นั้นสามารถนำไปพลิกแพลงในการมองหุ้นหรือแม้กระทั่งตลาดหุ้นโดยรวมได้อีกมากมาย ในตอนหน้าจะมาต่อกันครับ

 

ธนวัฒน์ รุ่งธนาภิรมย์

The Wealth Strategy

05.07.11

*หมายเหตุ : บทความนี้เป็นเพียงความคิดเห็นของคอลัมนิสต์เท่านั้น ผู้อ่านโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านบทความและการลงทุน

จากบทความที่แล้วตลาดหุ้นไทยได้ปรับตัวขึ้นมากว่า 100 จุด นักลงทุนบางกลุ่มก็เริ่มรู้สึกว่าหุ้นเริ่มแพงไปในขณะที่อีกกลุ่มยังเชื่อมั่นว่าตลาดหุ้นไทยยังถูกและจะสามารถปรับตัวขึ้นต่อได้จากสภาพคล่องอันล้นหลามที่ไหลเข้าประเทศอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปลายเดือนพฤษภาคม   ที่ว่าถูกหรือแพงไปนักลงทุนส่วนใหญ่ดูได้จากอะไร วันนี้เราจะมาหาคำตอบกัน…

 

เชื่อว่าผู้อ่านเกือบทุกท่านคงจะคุ้นเคยกับค่า พีอีเรโช (P/E Ratio หรือ PER) กันไม่มากก็น้อย ซึ่งค่านี้จะปรากฏให้เห็นในหนังสือพิมพ์ธุรกิจหน้าที่เป็นตารางราคาหุ้นเป็นประจำทุกวันเพื่อเป็นค่าที่นักลงทุนทั่วไปใช้บอกความแพงความถูกของหุ้นเป็นรายตัวหรือตลาดหุ้นทั้งตลาด  โดยมากหุ้นที่มี PER สูงจะถูกมองว่าแพงและหุ้นที่ PER ต่ำจะถูกมองว่าต่ำ… แต่ก็มีในบางกรณีเช่นกันที่หุ้น A ที่มี PER 10 เท่าถูกมองว่าเป็นหุ้นที่ถูกแต่หุ้น B ที่มี PER  6 เท่ากลับถูกมองว่าแพง สงสัยมั้ยครับว่าทำไม?

 

ก่อนจะไปต่อผมอยากจะเริ่มต้นที่พื้นฐานก่อนสักเล็กน้อย (อาจจะน่าเบื่อสำหรับนักอ่านบางท่านที่รู้อยู่แล้ว สามารถข้ามไปได้นะครับ) PER นั้นเต็มๆมาจาก Price to Earnings Ratio หรืออัตราส่วนราคาหุ้น ต่อกำไรต่อหุ้น (Earnings Per Share: EPS) โดยราคาหุ้น (Stock Price) คือราคาที่วิ่งขึ้นลงทุกวันของหุ้นตัวหนึ่งๆ และ กำไรต่อหุ้น (EPS) คือผลกำไรรวมทั้งปีของบริษัทหารด้วยจำนวนหุ้นทั้งหมดที่ออกโดยบริษัท ดังนั้น PER ก็คือต้นทุนในการได้มาซึ่งกำไร 1 บาทต่อหุ้นนั่นเอง ซึ่งหากมองถึงจุดนี้ PER สูงก็คือแพง PER ต่ำก็คือถูก…แต่ตลาดหุ้นมักจะมีการมองไปยังอนาคตข้างหน้าหรือ Forward Looking เสมอ!

 

กลับมาดูหุ้น A ที่ PER 10 เท่าที่นักลงทุนมองว่าถูกเพราะมีการคาดการณ์ว่ากำไร 1 บาทของหุ้น A ในปีนี้จะโตเป็น 1.25 บาทในปีหน้า ทำให้ PER หุ้น A มีแนวโน้มปรับลงเป็น 10 ÷ 1.25 = 8 เท่าในปีหน้า ในขณะที่การคาดการณ์โดยกลุ่มนักลงทุนเดียวกันมองว่ากำไร  1 บาทของหุ้น B ในปีนี้จะลดลงเหลือ 80 สตางค์หรือ 0.8 บาทต่อหุ้นในปีหน้า ทำให้ PER หุ้น B มีแนวโน้มปรับขึ้นเป็น 10 ÷ 0.8 = 12.5 เท่าในปีหน้า เมื่อเทียบกับ PER หุ้น A ปีหน้าที่ 8 เท่าเลยถูกมองว่าแพงกว่า    การดู PER ที่ใช้ผลกำไรในปีหน้าเป็นการดู Forward Looking PER ส่วนการดู PER ที่ใช้ผลกำไรของปีนี้ซึ่งจริงๆก็คือผลกำไรที่บริษัทประกาศออกมาแล้วเป็นการดู Trailing PER

 

โดยสรุปก็คือ ถ้าจะดูหุ้นว่าถูกหรือแพงโดยใช้ PER ให้ทะลุปรุโปร่งแล้วละก็ควรที่จะใช้ Forward Looking PER ที่มีการรวมการคาดการณ์ผลประกอบการในอนาคตไปด้วยแล้ว

 

ในตอนหน้าเราจะมาดูส่วนกลับของ PER ที่เรียกว่า Earnings Yield กัน…

 

Happy Investing ครับ

ธนวัฒน์ รุ่งธนาภิรมย์

The Wealth Strategy

09.08.10

*หมายเหตุ : บทความนี้เป็นเพียงความคิดเห็นของคอลัมนิสต์เท่านั้น ผู้อ่านโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านบทความและการลงทุน

โดยมากเพื่อนฝูงมักจะถามผมว่า “ซื้อหุ้นตัวนั้นดีมั้ย? ตัวนี้ดีมั้ย? ซื้อตรงนี้แพงมั้ย(ทั้งๆที่ก็มีคำตอบในใจอยู่แล้ว และก็คงหวังให้ผมช่วยสนับสนุนอยู่ลึกๆ)” โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนที่ตลาดหุ้นหรือหุ้นตัวนั้นๆได้ทำการปรับตัวขึ้นไปแล้วอย่างค่อนข้างร้อนแรง และ คำตอบที่ผมมักจะถามกลับไปก็คือ “ไปอยู่ไหนมาตอนตลาดหุ้นอยู่ต่ำกว่านี้(หรือหุ้นตัวนั้นถูกกว่านี้)?”

 

ฟังเผินๆเหมือนจะกวน (ซึ่งจริงๆก็มีนัยแฝงเช่นนั้นอยู่ลึกๆ) แต่ข้อเท็จจริงของนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จข้อแรกๆเลยคือ “ควรซื้อหุ้นเมื่อราคาถูกและขายทำกำไรออกไปบ้างเมื่อราคาแพง” ส่วนอีกข้อที่แถมมาด้วยเลยละกันคือ

 

“อย่าใช้จิตวิทยาหมู่ (Herd Instinct หรือ Herd Psychology) เป็นตัวนำ” คือพอเห็นคนแห่เข้าซื้อหุ้นดันตลาดพุ่งแรง กลัวตกรถเลยอยากเข้าบ้าง Herd Instinct นี้แหละที่เป็นตัวทำให้ตลาดหุ้นสวิงกิ้ง (Swinging)ได้ทั้งขาขึ้นและขาลงเพราะคนเรามักจะ overreact ไปกับเหตุการณ์ต่างๆ เป็นเรื่องธรรมดา

 

เรื่อง Herd Instinct นี้เป็นหนึ่งในบทเรียนวิชา Behavioral Finance ซึ่งพยายามใช้โมเดลคณิตศาสตร์ที่ซับซ้อนเรียนกันไปถึงปริญญาเอก คอร์สหนึ่งก็ใช้เวลากันเป็นเทอมๆที่เดียว บทสรุปที่ผมรวบรวมได้คือ ไม่มีโมเดลใดโมเดลหนึ่งเลยที่นักลงทุนสามารถนำไปใช้พึ่งพาสำหรับการลงทุนที่ก่อให้เกิดกำไรในทุกสถานการณ์ เมือเกิดเหตุการณ์ที่อยู่นอกเหนือการคาดการณ์ขึ้น อาทิ การล่มสลายของ Lehman Brothers และวิกฤติตลาดทุนโลกในปี 2008 นักคิดค้นโมเดลก็จะออกมาบอกว่าเหตุการณ์ดังกล่าวยังไม่เคยมีขึ้นมาก่อน (Unprecedented Event) จึงยังไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะนำไปใช้คาดเดา…

 

นอกเรื่องซะยาว…กลับมาประเด็นที่ว่า “ซื้อหุ้นตอนนี้ดีมั้ย?” ผมแค่อยากตอบสั้นๆว่า “ถ้า(ค่อนข้าง)มั่นใจว่าจะสามารถขายหุ้นออกไปที่ราคาสูงกว่านี้โดยได้รับผลตอบแทนหลังหักค่าคอมมิชชั่นแล้วละก็ ซื้อไปเถอะครับ”

…..
………….

…………………

………………………….

ผู้อ่านคงอยากเตะผมเข้าให้บ้างแล้วใช่มั้ยครับ? หากผมจบลงเพียงแค่นั้น?

 

จริงๆ แล้ว ประเด็นการลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนมันมีอยู่แค่นั้นหากแต่ว่าการจะนำมาซึ่งความมั่นใจดังกล่าวต่างหากที่ต้องแลกมาด้วยหยาดเหงื่อ แรงกาย และ ความอดทน อดกลั้น…

 

“หยาดเหงื่อ แรงกาย” คือการที่เราต้องทำตัวหูกว้างไกล ต้อง อ่าน อ่าน แล้วก็ อ่าน เกี่ยวกับปัจจัยที่กระทบการลงทุน ปัจจัยเหล่านี้มีเป็นร้อยแปดฯ ต้องหัดมีตะแกรงร่อนส่วนตัวด้วย มิเช่นนั้นอาจโดนข้อมูลท่วมท้นหรือที่เรียกกันว่า Information Overload ได้ (ถ้าอยากรู้ว่าปัจจัยที่กระทบดังกล่าวมีอะไรได้บ้าง ลองกลับไปอ่านบทความเก่าๆ ของผมดูนะครับ) จากนั้นก็ต้องนำสิ่งที่เราอ่านมาวิเคราะห์จนตกผลึกเพื่อใช้เป็นพื้นฐานในการมองอนาคตให้ได้ 6 เดือนข้างหน้าเป็นอย่างน้อย

เพราะตลาดหุ้นมักจะมีปฏิกิริยาต่อสิ่งที่จะเกิดขึ้นไปก่อนล่วงหน้าประมาณ 6 เดือนจากการเก็บข้อมูลย้อนหลังมาโดยสำนักวิจัยต่างๆ เมื่อมองเทรนด์หรือแนวโน้มพอที่จะออกแล้วก็เริ่มตัดสินใจลงทุน แต่ก็ต้องมีการประเมินมูลค่าแท้จริง (Fair Value) ของหุ้นที่จะเข้าลงทุนประกอบด้วย โดยทั่วไปหาก Fair Value ที่ประเมินได้อยู่สูงกว่าราคาที่จะเข้าซื้อซักประมาณ 20%-25% ก็น่าจะทยอยเข้าลงทุนได้ (เรื่องการประเมินมูลค่าหุ้น (Stock Valuation) ก็ว่ากันได้เป็นฉากๆ ไว้คราวหน้า หรือหากผู้อ่านอยากทราบเรื่องใดเป็นพิเศษก็ Vote เข้ามาได้ครับ)

 

ส่วน “อดทน อดกลั้น” ก็คือความพยายามไม่ตกเป็นเหยื่อของ Herd Instinct ซึ่งเท่าที่ผมสังเกตดูมักจะมีความรุนแรงสุดช่วงที่ตลาดกำลังจะเปลี่ยนเทรนด์ การลงทุนตาม Herd Instinct อาจนำมาซึ่งปรากฏการณ์ “ติดดอย” (ซื้อแพง) หรือ “ขายหมู”(ขายถูก) ในเวลาชั่วพริบตา           ในทางกลับกัน การลงทุนโดยไม่เร่งรีบ ผ่านการวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ และ ค่อยเป็นค่อยไป ในระยะยาวจะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าจริงครับ

 

Happy Investing ครับ

by ธนวัฒน์ รุ่งธนาภิรมย์

*หมายเหตุ : บทความนี้เป็นเพียงความคิดเห็นของคอลัมนิสต์เท่านั้น ผู้อ่านโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านบทความและการลงทุน

ช่วง 3-4 เดือนที่ผ่านมาผมได้ย้ายแผนกในบริษัทเดิมจากจัดการกองทุนหุ้นไทยไปรับผิดชอบการลงทุนกองทุนต่างประเทศและออกผลิตภัณฑ์การลงทุนใหม่ๆ  โอ้!…ผมไม่เคยบอกเลยใช่มั้ยครับว่าผมทำงานอยู่ที่หลักทรัพย์จัดการกองทุน กสิกรไทย หรือ ที่คนส่วนใหญ่เรียกสั้นๆว่า บลจ. กสิกรไทย นี้นี่เอง (ให้คิดถึงเสียงคนพากษ์ทีวีแชมเปี้ยนประกอบไปด้วย)

 

จากหน้าที่รับผิดชอบใหม่เลยได้รับมอบหมายให้ไปเป็นวิทยากรในงานสัมมนาที่จัดสำหรับลูกค้าธนาคารกสิกรไทยที่จัดเป็น

ซีรียส์เรื่อยมาตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่แน่ใจ รู้แต่ว่ามีประมาณ 3 เดือนครั้งโดยจะใช้ชื่องานสัมนาว่า Wisdom of Wealth แล้วก็ตามด้วยหัวข้อที่งานในวันนั้นจะพูดถึง ในครั้งนี้ชื่องานคือ Wisdom of Wealth: Opportunities beyond Thailand ซึ่งเล็งที่จะกล่าวถึงว่าทำไมเราจึงต้องออกไปลงทุนต่างประเทศ ผมเลยอยากเอาสไลด์ของวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิอีกท่านที่หลายคนคงรู้จักกันดีและเป็นเจ้านายเก่าของผมเอง คุณ วิวรรณ ธาราหิรัญโชติมาแบ่งปันในตอนนี้

 

 

จากกราฟ 2 รูปข้างบนคงเห็นเป็นอย่างดี ถึงขนาดของตลาดหุ้นไทยเมื่อเทียบกับตลาดโลก เอาแค่ในตลาดภูมิภาคเอเชีย

แปซิฟิคตลาดไทยเรามีขนาดคิดเป็นแค่ 1% ของตลาดรวมในภูมิภาคเมื่อไปถึงระดับโลกซึ่ง ตลาดเอเชียแปซิฟิค คิดเป็นแค่ 1 ใน 3 แล้วละก็ตลาดไทยก็จะมีน้ำหนักคิดเป็นเพียง 0.33 x 1% หรือแค่ 0.33% เท่านั้น

 

เพราะฉะนั้นการที่เราจำกัดการลงทุนของเราไว้เฉพาะในตลาดหุ้นไทยก็ย่อมเป็นการจำกัดโอกาสไปลงทุนในพื้นที่ที่เหลืออยู่อีกถึง 99.67% เลยทีเดียว หลายคนพอพูดถึงตลาดสหรัฐฯ ยุโรป ญี่ปุ่น ก็ยังอาจจะติดอยู่กับภาพการล่มสลายที่น่ากลัวของระบบการเงินตะวันตกที่ส่งผลให้ตลาดหุ้นในบริเวณดังกล่าวหล่นตุ้บตั้บกันลงไปอย่างไม่เป็นท่า และ อาจจะคิดว่าดีแล้วที่ไม่ได้ไปลงทุนก่อนหน้านี้ แต่ผมอยากให้ค่อยๆหันกลับมามองตลาดเหล่านี้เนื่องจากดัชนีชี้นำเศรษฐกิจโลกต่างๆก็ส่งสัญญาณว่ากำลังฟื้นตัวและสำนักวิเคราะห์วิจัยรวมถึงนักเศรษฐศาสตร์ดังๆต่างก็มองว่าสิ่งเลวร้ายที่สุดได้ผ่านไปแล้ว ในขณะที่ราคาหุ้นที่ปรับตัวลงมาในระดับนี้ทำให้ Valuation มีความน่าสนใจกว่าแต่ก่อนเกิดวิกฤตโดยบริษัทข้ามชาติยักษใหญ่อย่าง เนสท์เล่ ที่เรารู้จักกันดีตอนนี้ก็ให้ปันผลสูงถึงราว 5-6%

 

มาถึงตรงนี้ผมไม่ได้ต้องการให้ทุกท่านที่อ่านเสร็จแล้วตรงรี่ออกไปซื้อลงทุนหุ้นต่างประเทศทันทีเลยนะครับเพราะในช่วงสั้นๆที่ผ่านมาราคาหุ้นโลกก็ได้ปรับขึ้นไปค่อนข้างแรงและเร็วน่าจะมีโอกาสหย่อนลงไปบ้างและนั่นก็จะเป็นจังหวะสำหรับผู้ที่สนใจจะเข้าลงทุนจริงๆ สำหรับตอนนี้ผมเพียงแค่ต้องการให้ทุกท่านทราบไว้เพียงแต่ว่ายังมีโอกาสลงทุนอีกมากมายในต่างประเทศก็พอครับ…

by ธนวัฒน์ รุ่งธนาภิรมย์

*หมายเหตุ : บทความนี้เป็นเพียงความคิดเห็นของคอลัมนิสต์เท่านั้น ผู้อ่านโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านบทความและการลงทุน

 

เมื่อปลายเดือนที่แล้วได้มีโอกาสไปออกรายการ Smart Planning ที่ช่อง Money Channel ของตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยเป็นหัวข้อที่พูดถึงเกี่ยวข้องกับการลงทุนในทองคำ เนื่องจากเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนดีในปี 2009 คือราคาทองโลกปรับตัวขึ้นเกือบ 30% หลายคนจึงอยากทราบว่าราคาทองคำจะเป็นอย่างไรต่อไปในปีเสือนี้…

 

โดยรวมผมเล่าให้พิธีกรรายการคุณมะเหมี่ยว ฟังว่าปัจจัยหลักในการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำอย่างมีนัยสำคัญในช่วงเวลาดังกล่าวปัจจัยหนึ่ง คือการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐที่หย่อนลงกว่า 4% (สำหรับประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างค่าเงินดอลลาร์กับราคาทองคำรวมถึงราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ผมจะเล่าให้ฟังในคราวหน้าครับ) ในขณะที่ธนาคารกลางต่างๆ ก็ได้เข้าซื้อทองคำเพิ่มขึ้นเพื่อใช้เป็นเงินสำรองทดแทนเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่กำลังได้รับความเชื่อมั่นน้อยลงในฐานะสกุลเงินกลางสำหรับการค้าโลก…

 

ผมคงเปิดประเด็นที่ต้องขยายความเล่าสู่กันฟังในครั้งต่อไปมากพอสมควรแล้ว จึงขอสรุปด้วยปัจจัยที่น่าจะสนับสนุนราคาทองคำไปใน 12 เดือนข้างหน้าดังนี้ครับ

 

 

1. การอ่อนค่าของดอลล่าร์สหรัฐ - คาดการณ์ว่ากลุ่มสหภาพยูโร (EU) จะมีมาตรการช่วยเหลือประเทศกรีซออกมาในช่วง 2 – 3 เดือนข้างหน้า ซึ่งจะลดความกดดันของอัตราแลกเปลี่ยนสกุลยูโร/ดอลล่าร์สหรัฐ โดยคาดว่าอัตราแลกเปลี่ยนสกุลยูโรน่าจะกลับขึ้นมาอยู่ที่ 1.38 – 1.40 

 

แม้ว่าในระยะสั้นค่าเงินดอลล่าร์สหรัฐจะแข็งค่าขึ้น เนื่องจากเงินทุนไหลเข้าหา Safe haven แต่ยังมีการคาดการณ์ว่าดอลล่าร์สหรัฐน่าจะอ่อนตัวลงต่อเนื่องในระยะยาว เมื่อเทียบกับสกุลเงินของประเทศเกิดใหม่(รวมประเทศไทยด้วย) เนื่องจากแนวโน้มการขาดดุลการคลังในระดับสูงต่อเนื่องไปอย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 5 ปีจากปัญหาเรื้อรังของวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ที่เพิ่งผ่านไปหมาดๆ ในขณะที่เศรษฐกิจของสหรัฐฯน่าจะเติบโตได้ช้ากว่าเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศเกิดใหม่อย่างมีนัยสำคัญ

 

2. อุปสงค์และอุปทานทองคำ เริ่มเข้าสู่ภาวะสมดุล – คาดว่าจะยังไม่มีการผลิตทองคำใหม่ๆในช่วง 5 – 10 ปีข้างหน้า และ IMF และธนาคารกลางชาติต่างๆชะลอการขายของ gold reserve อย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่กลางปี 2000 นอกจากนั้นมีความต้องการทองคำเพื่อใช้ในการผลิตเครื่องประดับและชิ้นส่วนอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น จากประเทศเกิดใหม่ (Emerging Market) และธนาคารกลางของประเทศเหล่านี้ก็ได้เพิ่มการลงทุนในทองคำสำหรับสำรองอัตราแลกเปลี่ยน (FX Reserve)

 

3. มองทองคำเป็นการลงทุนและเครื่องมือป้องกันความเสี่ยง – เริ่มมีการลงทุนในทองคำมากขึ้น เนื่องจากมองว่าเป็นกระจายความเสี่ยงของพอร์ตลงทุนอย่างหนึ่ง ทำให้มีความต้องการลงทุนในทองคำของทั้งนักลงทุนสถาบันและรายย่อยเพิ่มมากขึ้น และพบว่าการลงทุนทองคำเป็นเครื่องมือการป้องกันความเสี่ยงที่อาจจะเกิดจากเงินเฟ้อที่มีประสิทธิภาพ นอกจากนั้นการลงทุนในทองคำยังนิยมเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการเกิดเหตุการณ์เชิงลบและวิกฤตการณ์ต่างๆ เช่น ความล้มเหลวของตลาด และความไม่สงบทางการเมือง เป็นต้น

 

แนวโน้มราคาทองคำ ทางเทคนิค

ผมคาดว่าราคาทองคำในช่วง 3-6 เดือนข้างหน้าน่าจะอยู่ในช่วง USD1,050-1,150 ต่อออนซ์เนื่องจากตลาดทุนทั่วโลกยังรอมาตรการช่วยเหลือประเทศกรีซโดยกลุ่มสหภาพยูโรด้วยความระมัดระวัง อย่างไรก็ตามในระยะยาวราคาทองคำน่าจะปรับตัวขึ้นจากช่วงราคานี้ไปได้โดยผมคาดว่าราคาทองคำมีโอกาสขึ้นไปทดสอบระดับ High เดิมคือ  USD1,250 ต่อออนซ์ ในช่วง 12 เดือนข้างหน้า

 

คาดการณ์ราคาทองคำจากสำนักต่างๆ

Source: Deutsche Bank, Goldman Sachs, Bank of America Merrill Lynch,
RBS, Societe Generale, Bloomberg

*หมายเหตุ : บทความนี้เป็นเพียงความคิดเห็นของคอลัมนิสต์เท่านั้น ผู้อ่านโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านบทความและการลงทุน

กราฟแสดงสัดส่วนการลงทุนที่เหมาะสมสำหรับช่วงอายุ 20-80 ปี


ช่วงหลังมานี้มักมีคนถามผมเกี่ยวกับการลงทุนในตลาดหุ้นหลังจากที่หุ้นไทยปรับตัวขึ้นมากว่า 60% ตั้งแต่ต้นปี 2009  เช่น “ตรงนี้ยังเข้าได้มั้ย?”   “แพงไปหรือยัง?”  “มีหุ้นอยู่ควรขายไปก่อนแล้วกลับมารับดีมั้ย?”  “เข้าตอนไหนดี?” 

 

 

ก่อนจะอ่านต่อไปผมอยากให้ผู้อ่านลองถามตัวเองดูว่า “คุณลงทุนเพื่ออะไร?” หากคำตอบคือเพื่อสร้างความมั่งคั่งและผลตอบแทนที่ยั่งยืนได้ในระยะยาว ลองอ่านต่อไปครับ

 

การจัดพอร์ตลงทุนส่วนบุคคล (Personal Investing) ส่วนใหญ่มักจะเกี่ยวข้องกับตราสารการลงทุนอยู่ 4 ประเภทได้แก่

 

ตราสารหนี้ (Fixed Income) เป็นตราสารที่มีความเสี่ยงต่ำที่สุดแต่ก็ให้ผลตอบแทนคาดหวังต่ำที่สุดในบรรดา 4 ประเภท เป็นตราสารที่คุ้มครองเงินต้นส่วนใหญ่ในระดับหนึ่ง (ขึ้นอยู่กับความเสี่ยงของผู้ออกตราสาร) และให้ผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ยรายปีคงที่ราวๆ 1%-7% แล้วแต่อายุและความเสี่ยงของตราสารที่ถือ หลักๆตลาดตราสารหนี้ประกอบด้วยพันธบัตรรัฐบาล (Government Bonds) และ หุ้นกู้เอกชน (Corporate Debentures)

 

ตราสารทุน (Equities/Stocks) หรือหุ้นของบริษัทที่เข้าจดทะเบียนและเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์เป็นตราสารที่มีความเสี่ยงสูงกว่าตราสารหนี้ ไม่มีการคุ้มครองเงินต้น แต่การลงทุนโดยกระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสมเช่น stock index funds หรือ ETF ก็ให้ผลตอบแทนคาดหวังที่สูงในระดับเฉลี่ยราวๆ 12%-15% ต่อปี

 

สินค้าโภคภัณฑ์ (Commodities) เพิ่งจะเริ่มมาฮิตในหมู่ผู้ลงทุนทั่วไป (ที่ไม่ใช่นักลงทุนสถาบัน) เมื่อไม่นานมานี้เองโดย “น้ำมัน” และ “ทองคำ” เป็น 2 ปัจจัยหลักที่ปลุกกระแสให้เกิดความสนใจเข้ามาลงทุนในตลาดนี้ จริงๆแล้ว ตลาด Commodities ยังประกอบด้วย Basic Materials สำคัญๆ เช่น เหล็ก ทองแดง สังกะสี ฯลฯ Precious Metals อื่นๆ นอกจากทองได้แก่ เงิน แพลทินัม พัลลาเดียม ฯลฯ รวมถึง Soft Commodities ได้แก่ ถั่วเหลือง น้ำตาล ข้าวโพด ฯลฯ การลงทุนใน Commodities สามารถทำได้หลายวิธีแต่ยังไม่ขอกล่าวถึงในตอนนี้

 

ตลาด Commodities โดยทั่วไปจะผันผวนและเสี่ยงกว่าตลาดหุ้นเนื่องจากผู้เล่นในตลาดจะซื้อขายหรือ Trade บนข่าวที่เข้ามากระทบเร็วกว่า  บางสินค้าเช่น น้ำมัน หรือ ถั่วเหลือง เล่นกันเป็นรายนาทีก็มี จากการรวบรวมข้อมูลการลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์ให้ผลตอบแทนคาดหวังในระดับเฉลี่ยราวๆ 15%-20% ต่อปี

 

การลงทุนทางเลือก (Alternative Investments) เป็นการลงทุนอื่นๆที่อยู่นอกเหนือจากที่กล่าวมาทั้งหมดโดยส่วนใหญ่มักเกียวข้องกับตราสารอนุพันธ์ (Derivatives) และวิศวกรรมการเงิน (Financial Engineering) รูปแบบการลงทุนได้แก่ Hedge Funds และ Structured Products ที่ให้ผลตอบแทนสูง นอกจากนี้การลงทุนทางเลือกยังสามารถลงทุนผ่านกองทุนที่ลงทุนในบริษัทเกิดใหม่ (Venture Capital Fund) หรือ Private Equity Fund ที่เลือกลงทุนในบริษัทจดทะเบียนไม่กี่บริษัทแต่เข้าในสัดส่วนทีสูงถึงขั้นเป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นรายใหญ่    Alternative Investments มีความเสี่ยงสูงที่สุดแต่ก็ให้ผลตอบแทนคาดหวังเฉลี่ยสูงที่สุดเช่นกันราวๆปีละ 20%-25%

 

ตอนหน้าจะกลับมาโยงว่าทำไมการจัดพอร์ตลงทุนถึงต้องคิดยาวๆ ครับ…

ธนวัฒน์ รุ่งธนาภิรมย์

The Wealth Strategy

03.11.09

*หมายเหตุ : บทความนี้เป็นเพียงความคิดเห็นของคอลัมนิสต์เท่านั้น ผู้อ่านโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านบทความและการลงทุน

ที่มา http://www.heraldsun.com.au

 

ภาพนี้เป็น Investment Clock ที่กล่าวถึง “วัฎจักรการลงทุน” ซึ่งเชื่อมโยงกับ “วัฎจักรเศรษฐกิจ” อันประกอบด้วยช่วงหลักๆคือ

 

1) ช่วงขยายตัว 6-12 (Recovery ไป Boom) และ

2) ช่วงหดตัว 12-6 (Slow down ไป Recession)


ตั้งแต่โลกของเรามีเศรษฐกิจตลาดเสรี (Free Market Economics) ที่ถูกนิยามโดย Adam Smith (1723-1790) เป็นต้นมา ระบบเศรษฐกิจทั่วโลกต่างก็ผ่านวัฎจักรดังกล่าวมาตลอด โดยแต่ละวัฎจักรจะกินเวลา 5-10 ปี แต่บางประเทศอย่างเช่นญี่ปุ่นอาจใช้เวลานานกว่า 20 ปี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสาเหตุและกลไกในการเกิดวัฎจักรแต่ละรอบ

 

จนมาถึงวิกฤตเศรษฐกิจโลกที่เพิ่งเกิดขึ้นในปีที่แล้ว(2008) หากเราติดตามข่าวสารตามหน้าหนังสือพิมพ์หรือสื่อต่างๆ เช่น CNN, CNBC จะเห็นเป็นอย่างดีว่าระบบเศรษฐกิจทั่วโลกได้ผ่านช่วงหดและขยายตัวเหมือนกับวัฎจักรก่อนๆ โดยผมนับแล้วจาก เที่ยงตรง มาถึง 5 ทุ่ม บน Investment Clock ใช้เวลาประมาณ 8 ปีกว่าๆ


มาดูว่าผมพูดถึงอะไรกันครับ…

 

12:00 หรือ เที่ยงตรง Investment Clock บอกว่า Rising real estate values ซึ่งก็คือการปรับขึ้นของราคาอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเริ่มในสหรัฐฯ ในราวปี 2001 (โปรดอ่านตอนที่ 2 U.S. Housing Bubble) จากนั้นไปที่


1:00 Rising interest rates ซึ่งก็คือการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในช่วง 2005-2007 (ตอนที่ 1 Fed Fund Rate และ ตอนที่ 2)


2:00 Falling share prices ที่เกิดขึ้นทั่วโลกในปีที่แล้วต่อมาถึงต้นปีนี้


3:00 Falling commodities price -> ราคาน้ำมันลงจากจุดสูงสุด 140 เหรียญ ต่อ บาร์เรลในเดือนกรกฎาคม 2008 ไปที่ 30 กว่าเหรียญในเดือนธันวาคม


5:00 Tighter money ระบบเครดิตและสถาบันการเงินหยุดชะงักในปลายปี 2008 (ตอนที่ 4 ความล้มเหลวของระบบการเงินสหรัฐฯ)


6:00 Falling real estate value -> จริงๆ เริ่มลงมาตั้งแต่แถวๆ บ่าย 2-3 แล้ว


6 ชั่วโมงบน Investment Clock ที่ผ่านมาคือ สรุปกลไกสู่วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ที่ผมเล่าให้ฟังมาทั้ง 4 ตอน


จาก 6 โมง ไปถึง 5 ทุ่ม นี่สิครับ เป็นอะไรที่วงการการเงินและการลงทุนทั่วโลกต้องจดจำไปอีกนาน (ไม่ใช่ว่าช่วงก่อนหน้าที่เศรษฐกิจและตลาดทุนโลกผ่านการหดตัวที่รุนแรงและเจ็บปวดไม่น่าจดจำนะครับ) เนื่องจากการ “ทุ่ม” ออกนโยบายการเงินการคลังของรัฐบาลและธนาคารกลางต่างๆทั่วโลกเพื่อปั๊มหัวใจให้เศรษฐกิจโลก (อันนี้แทนโดย 7:00 Falling interest rates (ตอนที่ 1)) ส่งผลให้สภาพคล่องกลับมาท่วมตลาดเงินและตลาดทุนอย่างมหาศาลอีกครั้งในเวลาอันรวดเร็วทำให้เกิด...


8:00 Rising share prices -> ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับขึ้นเฉลี่ย 60-70% ตั้งแต่ต้นปี 2009 ถึงปัจจุบัน


9:00 Rising commodities prices -> น้ำมันขึ้นมาเกือบ 80 เหรียญต่อบาร์เรล ณ เวลาที่เขียนอยู่นี้


11:00 Easier money -> เงินทุนเริ่มหมุนเวียนง่ายขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาส 4 ปีที่แล้ว


ตอนหน้าจะพูดถึงการประยุกต์ Investment Clock ในการวางกลยุทธ์ลงทุนที่เหมาะสมกับปัจจัยและเวลาต่างๆ ครับ

ธนวัฒน์ รุ่งธนาภิรมย์

The Wealth Strategy

20.10.09

*หมายเหตุ : บทความนี้เป็นเพียงความคิดเห็นของคอลัมนิสต์เท่านั้น ผู้อ่านโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านบทความและการลงทุน

 

 

รูปข้างบนเป็นผลของ “ตลาดทุนเสรี” ที่เกริ่นไปคร่าวๆในตอนที่แล้ว…


ระหว่างปี 2003-2007 อัตราส่วนหนี้สินต่อเงินทุน (Leverage Ratios) ของสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นอย่างมากตั้งแต่ เลย์แมน บราเธอร์ส, แบร์ สเติรนส์ (ทั้ง 2 ล้มละลายไปแล้ว), เมอร์ริล ลินช์ (ปัจจุบันถูก แบงค์ออฟอเมริกา เทคโอเวอร์ ไปแล้ว), โกล์ดแมน แซคส์ และ มอร์แกน สแตนลีย์ (2 แห่งหลังรอดมาได้ แต่ก็ต้องเพิ่มทุนกันชนิดหืดขึ้นคอ)

 

จากระดับที่สูงอยู่แล้วราวๆ 15-27 เท่า อัตราส่วนดังกล่าวไต่ขึ้นไปถึงระดับ 25-32 เท่า… ถ้าเป็นธนาคารบ้านเราคงขาดความน่าเชื่อถือจนไม่มีใครทำธุรกรรมด้วยแล้ว ก็เล่นมีหนี้สินเป็นจำนวนถึง 20-30 เท่าของเงินทุนที่มีอยู่จริงขนาดนั้น! แต่นี่เป็นถึงสถาบันการเงินชั้นแนวหน้าระดับโลกที่ว่ากันว่ามีระบบควบคุมความเสี่ยงขั้นเทพ จำนวนหนี้แค่นี้ บริหารได้สบายาก

 

แล้วทำไมต้องสร้างหนี้ให้สูงถึงขนาดนั้นด้วย ? ไม่ใช่ว่าฐานเงินทุนต่ำนะครับ บริษัทระดับนี้มีทุนขั้นต่ำอยู่ในระดับ 2-3 ล้านล้านบาทกันทั้งนั้น ใช่แล้วครับ “ล้านล้านบาท” (ถ้าจะให้เห็นภาพก็คือประมาณ 2 เท่าของงบที่รัฐบาลคุณอภิสิทธิ์จะใช้ลงทุนให้กับประเทศไทยตั้งแต่ปี 2010-2015!)

 

นั่นก็เพราะสิ่งที่มากับ “ตลาดทุนเสรี” นอกจากสภาพคล่องทางการเงินที่ท่วมท้นตลาดแล้วยังมีนวัตกรรมทางการเงินใหม่ๆอีกนับพันๆหมื่นๆชนิดที่เรียกรวมๆ กันว่า Structured Products ด้วยความที่เจ้าสินค้าตัวนี้มีความยืดหยุุ่นสูง (ผู้ลงทุนสามารถออกแบบผลตอบแทนและความเสี่ยงได้ตามต้องการ) เป็นที่ต้องการของนักลงทุนในวงกว้างทั้งสถาบันและรายย่อยในเวลาอันรวดเร็ว จนนำไปสู่ตลาดการเงินที่ทั้งใหม่แล้วก็ใหญ่  สถาบันการเงินต่างๆจึงถูกดึงดูดให้ออกตราสารตัวนี้ชนิดมือเป็นระวิง


การออกตราสารการเงินแบบใหม่นี้เองเป็นที่มาของการเพิ่มภาระหนี้เข้ามาในงบดุลของบริษัทการเงินสหรัฐฯอย่างมหาศาล


อย่างไรก็ตาม  การออก Structured Products ในแต่ละครั้งบริษัทผู้ออกจะต้องคอยบริหารความเสี่ยงจากรูปแบบผลตอบแทนที่มักมีมากกว่าหนึ่งกลไกตลาดเข้ามากระทบในเวลาเดียวกัน จึงมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดความผิดพลาดในการบริหารความเสี่ยงขึ้น…

 

และแล้วการบริหารความเสี่ยงที่ผิดพลาดก็มาเกิดกับ Structured Products ชนิดหนึ่งที่เรียกว่า Collateral Debt Obligation (CDO) ซึ่งเป็นตราสารประเภท Mortgage Backed Securities ที่สถาบันยักษ์ใหญ่เหล่านี้เป็นผู้ออกไปให้กับผู้ลงทุนทั่วโลก เมื่อเกิดปัญหาซับไพร์มในภาคอสังหาริมทรัพย์ (ซึ่งเป็นตลาดที่ตราสารเหล่านี้ผูกอยู่ด้วยเป็นส่วนใหญ่) ตั้งแต่กลางปี 2007 ผู้ลงทุนก็เลยแห่นำตราสาร CDO มาขายคืนเป็นจำนวนมหาศาล* มากเกินกว่าที่ระบบควบคุมความเสี่ยงขั้นเทพจะคาดการณ์ถึง จนงบดุลของแต่ละบริษัทรับไม่ไหวเพราะแต่ละคนก็มีอัตราส่วนหนี้ต่อทุนในระดับสุดโต่งกันทั้งนั้น


ในที่สุดก็เกิดความล้มเหลวครั้งใหญ่ที่สุดในระบบการเงินสหรัฐฯ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของวิกฤตเศรษฐกิจโลกครั้งสำคัญที่สุดตั้งแต่ปี 1930


*ยังมีตราสาร Structured Products ชนิดอื่นๆ รวมถึง Hedge Funds ที่มีผลต่อการล้มเหลวของระบบการเงิน แต่ CDO เป็นตราสารที่มีการพูดถึงกันบ่อยที่สุด จริงๆแล้วความล้มเหลวของระบบการเงินที่ว่านั้นพาดพิงไปถึงประเทศต่างๆในทวีปยุโรปอีกด้วย ทั้งนี้ก็เป็นผลพวงของแนวคิดตลาดทุนเสรีอีกแหละครับที่ทำให้ตลาดการเงินฝั่งตะวันตกเชื่อมกันเป็นหนึ่งเดียว


ธนวัฒน์ รุ่งธนาภิรมย์

The Wealth Strategy

06.10.09

*หมายเหตุ : บทความนี้เป็นเพียงความคิดเห็นของคอลัมนิสต์เท่านั้น ผู้อ่านโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านบทความและการลงทุน

 

หากจะพูดว่าการคงดอกเบี้ยนโยบายในระดับต่ำ เป็นเพียงสาเหตุเดียวที่นำไปสู่การแตกของฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ในอเมริกาก็คงไม่ถูกนัก จริงๆแล้วมันควรที่จะกล่าวรวมถึงแนวคิดตลาดทุนเสรีหรือ Free Capital Market ที่ถูกสนับสนุนอย่างเด่นชัดโดยธนาคารกลางสหรัฐฯ ในช่วงที่คุณ Alan Greenspan คุมบังเหียน (1987-2006)

 

 

ในช่วงดังกล่าวถึงแม้ว่า Fed Fund Rate จะมีการเปลี่ยนทิศทางสำคัญๆอยู่ 4 ครั้งแต่ก็อยู่ในทิศทางขาลงมาโดยตลอด ส่งผลให้สภาพคล่องออกมาท่วมระบบเงินทุนอย่างมหาศาล ในเวลานั้นสถาบันการเงินต่างๆไม่ว่าจะใหญ่หรือเล็กต่างก็เล็งเห็นโอกาสในการทำกำไรกับสภาพคล่องอันล้นหลามนั้น จึงนำไปสู่การออกสินค้่าทางการเงินชนิดใหม่่ๆภายใต้การสนับสนุนของธนาคารกลาง…และหนึ่งในนี้คือ Subprime Mortgage Lending ที่เสนอเงินกู้ให้กับผู้ต้องการซื้อบ้านแต่มีเครดิตตำ่ในอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าเงินกู้ธนาคารทั่วไป จากนั้นก็นำเงินกู้ดอกเบี้ยสูงเหล่านี้ไปค้ำตราสารการเงินที่เรียกว่า Mortgage Backed Securities (MBS) เพื่อนำไปเสนอขายให้กับผู้ลงทุนต่อไป

 

ในช่วงที่เศรษฐกิจอเมริกายังดีอยู่ผู้กู้เงินชนิด Subprime นั้น ยังคงมีความสามารถในการผ่อนหนี้ได้ แต่เมื่อมาถึงช่วงกลางปี 2007 เศรษฐกิจส่อเค้าชะลอตัวลง Subprime Mortgage Lending เริ่มมีปัญหาส่งผลไปสู่ MBS ที่ถืออยู่โดยผู้ลงทุนทั่วโลก และนั่นก็เ็ป็นจุดเริ่มต้นของวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ที่ได้ส่งผลกระทบไปสู่เศรษฐกิจโลกในวงกว้างนั่นเองครับ

 

ในตอนหน้าจะพูดถึงแนวคิดตลาดทุนเสรีที่เปิดกว้างเสียจนนำไปถึงการล้มของยักษใหญ่อย่างเลย์แมน บราเธอร์ส (Lehman Brothers) ครับ…

ธนวัฒน์ รุ่งธนาภิรมย์

The Wealth Strategy

22.09.09

*หมายเหตุ : บทความนี้เป็นเพียงความคิดเห็นของคอลัมนิสต์เท่านั้น ผู้อ่านโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านบทความและการลงทุน