Article 37 : Cheapaholic

เนื่องด้วยทฤษฎี “การดูแลบ้านน้องเงิน เพื่อเรียกน้องเงิน” นั้น

ยิ่งทำไปเรื่อยๆเงินก็ยิ่งเข้ามาอย่างน่าประหลาดนะคะ

ทำให้ดิชั้นได้ทำการตัดสินใจซื้อกระเป๋าสตางค์ใหม่

ที่มีช่องใส่บัตร และเหรียญอย่างเป็นระบบ

(แต่ก่อนใช้กระเป๋าที่เหมือนกระเป๋าถือใบเล็กๆ)

ทำให้ชีวิตง่ายขึ้นมากๆค่ะ

ก็งงตัวเองว่าทำไมไม่หาซื้อกระเป๋าสตางค์ดีๆซะตั้งแต่แรก

 

บ้านน่าอยู่ขึ้นอีกระดับ

น้องเงินจงมาอีกๆๆ 555

 

เข้าเรื่องดีกว่านะคะ

ด้วยความที่วันนี้นึกไม่ออกจริงๆว่าจะเขียนถึงอะไร

(ฮ่าๆๆ ขออภัยคุณนนท์ด้วย)

เลยมองไปรอบๆห้องเพื่อจะหาแรงบันดาลใจ

... ก็ไม่เจอนะคะเพราะห้องค่อนข้างรก 555

แต่ในความห้องรกนั้น ก็ได้เห็นความตลกเกี่ยวกับการใช้เงินของตัวเองอีกข้อหนึ่ง

เลยอยากขอเล่าให้ฟัง เผื่อว่าจะมีใครคล้ายคลึงกับดิชั้นอยู่บ้าง

 

ต้องบอกก่อนว่า ดิชั้นเป็นคนที่มีวิถีในการช้อบปิ้งที่ว่า

จะไม่ซื้อของที่มีราคาแพงมากๆ

 

ดูเข้าใจง่ายนะคะ

แต่ขออธิบายสักเล็กน้อยจะได้เห็นภาพ

 

พวกครีมบำรุงผิว

ถ้าให้ดิชั้นซื้อของลาแมร์ หรือ ดิออร์ ก็คือจะไม่มีแน่ๆนะคะ

(แต่ถ้ามีคนซื้อให้ก็อีกเรื่องค่ะ 55)

แต่ถ้ามีของที่คนโน้นนี้บอกว่าดีและราคาไม่แพงมาก ตามห้างร้านทั่วไป

ก็จะซื้อๆไว้ แล้วก็มาลองใช้ดูนะคะ ถ้าไม่เวิร์ค ก็เปลี่ยน

 

หรือ อีกตัวอย่างหนึ่งคือ เสื้อผ้ากระเป๋า รองเท้า เครื่องประดับ

ก็จะเป็นคนไม่นิยมซื้อหลุยส์ วิตตอง โค้ช เบเบ้ จิมมี่ชู ทิฟฟานี่ โรเล็กซ์ อะไรใดๆ

ยิ่งของจุ๊กๆจิ๊กๆ เช่น เสื้อ และ เครื่องประดับนี้

ขอสารภาพเลยว่า 70% นี่มาจากพลาตินั่มนะคะ 555

หรือถ้าอยากซื้อของดีหน่อยก็จะซื้อพวกแบรนด์ที่อยู่ในระดับแพงปานกลาง

เช่น ซาร่า เกรย์ฮาวด์ เซนาด้า ชาร์ลส์แอนด์คีท ประมาณนั้นไปค่ะ

ผู้หญิงด้วยกันคงพอเห็นภาพนะคะ

 

จริงๆดิชั้นก็ไม่ใช่คนประหยัดอะไรเลยค่ะ

แต่จะมีแนวคิดมาตั้งแต่เด็กว่า ของแบรนด์เนี่ยไม่จำเป็นหรอก ไร้สาระน่า

เวลาไปดูกระเป๋าที่ราคาสูงหน่อย ถึงแม้จะชอบ แต่สมมติว่าหลักหมื่น ก็จะคิดว่า

“เนี่ย ซื้อนี่ใบเดียวซื้อกระเป๋าที่พลาตินั่มได้เกือบร้อยใบเลย”

และทำให้ตัดใจไปในที่สุด ไปซื้อของจุ๊กๆจิ๊กๆราคาถูกแทนตามนิสัย

 

ก็ไม่ได้แปลกอะไรใช่ไหมคะ?

ใช่ค่ะ ดิชั้นเองก็เคยคิดว่าตัวเองมีทักษะในการเลือกช้อบปิ้งที่ยอดเยี่ยมแล้ว

 

…………..

แต่ประเด็นสำคัญที่ดิชั้นลืมไปคือ

คนเราจะเอากระเป๋าราคา199มาทำอะไรตั้งร้อยใบคะ!?

 

คือเป็นการเปรียบเทียบที่ไม่ Make sense เอามากๆ

แต่สามารถบ่งบอกถึงระบบของจิตใต้สำนึกของดิชั้นได้เป็นอย่างดี

เรื่องนี้ดิชั้นคิดได้ จากสภาพที่เกิดขึ้นในห้องนอนตัวเองตอนนี้

(…คืออยากถ่ายรูปมาให้ดูนะคะ แต่ด้วยรู้สึกว่า

มันน่าอับอายจนเกินไป เลยรบกวนทุกท่านจินตนาการภาพตามค่ะ)

 

โต๊ะเครื่องแป้งที่มี ครีม โลชั่น แป้ง ยาทาสิว ครีมกันแดด ยาทาเล็บ

เจลบำรุง วิตามิน ทรีตเมนต์บำรุงผม สครับขัดหน้า ฯลฯ จำนวนร่วม 70 ขวด!

ถูกวางจนแทบจะไม่มีพื้นที่เหลือสำหรับการวางอย่างอื่น

 

ถ้านับราคารวมกันก็น่าจะซื้อชุดบำรุงผิวของดิออร์ได้ 2-3 ชุด

พร้อมของแถมและคอร์สบำรุงผิวด้วยนะคะ!

ที่แย่คือของที่มีมากมายเนี่ย ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ถูกใช้ในชีวิตประจำวัน

ใช้จริงก็แค่ไม่กี่ตัวเท่านั้น

 

สภาพนี้มันก็ไม่ต่างอะไรกับกระเป๋า199 ร้อยใบเลยค่ะ

เวลาของที่ถูกๆ(ส่วนใหญ่)ก็จะมีอายุการใช้งานสั้น

หรือมีคุณภาพพอประมาณ ตามราคาของมัน

ก็ไม่ใช่ว่า ของราคาถูกจะไม่ดีเสมอไปหรือไม่ควรซื้อนะคะ

เพราะของที่ดีๆก็มีมากมาย อยู่ที่การเลือกสรรมากกว่า

 

แต่เรื่องนี้ก็ทำให้ดิชั้นมองอะไรได้กว้างขึ้นว่า

ถ้าของราคาแพงชิ้นนั้น

เป็นของที่สามารถให้ประโยชน์กับเราได้คุ้มค่า

มันก็ไม่ใช่สิ่งที่ควรเมินเสมอไปใช่ไหมคะ?

 

ตัวอย่างที่ดีอันหนึ่งคือ

กระเป๋าหลุยส์วิตตองรุ่นคลาสสิค ของคุณแม่ที่ยังใช้อยู่ณ.ปัจจุบัน

มันยังอยู่ในสภาพยอดเยี่ยมแม้จะผ่านการใช้งานมาอย่างมากมายร่วม 10 ปี!

และขอเดาว่าถ้านำออกขายตอนนี้ก็ยังได้ราคาอยู่

ในความแพงนี่ก็มีเหตุผลแฝงอยู่นะคะ

 

หรือ มีหลายครั้งที่ดิชั้นคิดอยากได้นาฬิกาดีๆให้ตัวเองซักเรือน

แต่ก็ไม่ได้ซื้อ เพราะความคิดที่ว่า

โหยย ซื้อนาฬิกาแพงขนาดนี้ เอาไปซื้อนาฬิกาใส่เล่นได้ 100 เรือนเลยเหอะ (อีกแล้ว55)

ในขณะที่ ความจริงก็คือนาฬิกาที่ดี มันก็มีศูนย์การมีรับประกันซ่อมได้ตลอด

ถ้าซื้อถูกรุ่น ก็สามารถใส่ได้ทุกวันยันแก่ ไม่เบื่อกันง่ายๆ

แถมยังสามารถเก็บไว้เป็นมรดกให้ลูกหลานได้อีก

 

ทุกครั้งที่ช้อบปิ้ง

คงต้องชั่งใจและคิดกันมากขึ้นว่าจะ

A. เก็บเงินไว้เพื่อของ 1 ชิ้นที่คุ้มค่า

B. ทยอยจ่ายให้ของ 100 ชิ้นไปเรื่อยๆ เพราะมันก็ไม่ต่างกัน

 

จริงๆทั้งสองมันก็มีข้อดีข้อเสียของมันอยู่ แล้วแต่กรณีไป

แต่อย่างน้อยจากวันนี้ไปดิชั้นก็มี ทางเลือก เพิ่มให้สมองน้อยๆของตัวเองแล้ว

เป็นการค้นพบที่มีค่านะคะ

 

ขอบคุณ The Journey to Wealth และทุกท่านที่อ่านอยู่ด้วย

ที่ทำให้ดิชั้นได้ใส่ใจและมีสติกับชีวิตตัวเองขึ้นทุกครั้งที่เขียนบทความนี้

 

ขอให้เลือกใช้น้องเงินอย่างคุ้มค่าและมีความสุขค่ะ

=)

 

Bejuk

The Journey to Wealth

26.09.09

 

555 คนละซีกเลย แปลกจริง

555 คนละซีกเลย

แปลกจริง มีคนอีกจำนวนมากที่ยังไม่รู้ว่าโค้กอังกฤษนั้นรสชาติอร่อยที่สุดในโลก

สมการข้างล่างนี้จะช่วยให้คนเข้าใจความอร่อยล้ำของมัน

โค้กอังกฤษที่เปิดทิ้งไว้ 1 ชม. = โค้กไทย

โค้กอังกฤษ = การฉลองวันเกิด 3หน+งานคริสต์มาส 5หน และ งานปีใหม่อีก 7 หน

ชาวอังกฤษที่มาเที่ยวไทย เวลาซื้อโค้กเซเว่นกิน จะนึกว่าเป็นโค้กปลอม

ใครก็ตามที่ได้กินโค้กอังกฤษไปแล้วครั้งหนึ่ง จะกินโค้กไทยโดยจินตนาการถึงโค้กอังกฤษไปด้วยและเฝ้ารอวันที่จะมีคนซื้อโค้กอังกฤษมาฝาก

ช่วยไม่ได้จริงๆ มันเป็นอย่างนั้น...

แด่...โค้กอังกฤษ

ป่าวฮ่ะ

ป่าวฮ่ะ ถ้าจำไม่ผิดรู้สึกจะเป็นจิมซาจุ่ย 555

รูปสวยดีอะ ถ่ายแถวย่าน Oxford

รูปสวยดีอะ ถ่ายแถวย่าน Oxford street รึเปล่า?

แสดงความคิดเห็น

อีเมลของคุณจะถูกรักษาเป็นความลับและไม่แสดงต่อสาธารณะ

CAPTCHA
กรุณาพิมพ์อักษรในรูปภาพเพื่อป้องกันการส่งข้อความสแปม
Image CAPTCHA
กรอกตัวอักษรในรูปโดยไม่เว้นวรรค