บล็อค

วางแผน shopping

มีผลการวิจัยที่ระบุว่า เวลา shopping นั้น ผู้ชายจะค่อนข้างวางแผนล่วงหน้าว่าต้องการซื้ออะไร ดังนั้นเวลาไปเดินห้างหรือร้านค้า ผู้ชายจะมุ่งตรงไปยังบริเวณที่วางขายสิ้นค้าที่ตนเองต้องการ และเลือกซื้อเฉพาะสิ่งที่คิดเอาไว้ก่อน ในขณะที่ผู้หญิงมักจะไม่ค่อยวางแผนการซื้อ แต่จะใช้วิธีการเดินเข้าไปในบริเวณที่มีสินค้าที่ตนเองสนใจ (แต่อาจจะยังไม่ถึงเวลาที่ต้องการซื้อ) และนี่เอง เป็นสาเหตุที่ง่ายต่อการเกิดภาวะที่เรียกว่า การซื้อโดยไม่ทันคิดหรือ ‘Impulsive buying’ ซึ่งผู้ซื้อเอง ก็ไม่ได้มีความต้องการสินค้านั้นๆ อย่างแท้จริง แต่ซื้อเพราะเสียดายเงื่อนไขอันน่าดึงดูด หรือ กลยุทธ์ทางการตลาดที่ยื่นข้อเสนอสุดพิเศษ เช่น สินค้าลดราคาลงมามาก, ซื้อในราคาส่งแต่ต้องซื้อ 3 ชิ้นขึ้นไป, สิ้นค้ากำลังจะหมดและจะไม่มีมาอีกนาน เป็นต้น ดังนั้นข้อเตือนใจคือ ขอให้ผู้อ่านฉุกคิดก่อนซื้อว่า ที่ซื้อเพราะต้องการสิ้นค้าทั้งหมดนั้นจริงๆ หรือ ซื้อเพียงเพราะเสียดายของแถมหรือเงื่อนไขที่ผู้ขายหยิบยื่นให้ เพื่อที่จะขายของ

HUG magazine vol.03 กุมภาพันธ์ 2009

 

 

 

 

 

 

 

 

"There are no hopeless situations, only people who think hopelessly." by Michael Tan

(ไม่มีสถานการณ์ที่ไร้ซึ่งความหวัง มีเพียงคนที่คิดอย่างสิ้นหวังเท่านั้น)

Eagles vantage point; March - April 2009

 

ช่วงที่ผ่านมาได้ดูซีรี่ส์ญี่ปุ่นเรื่องหนึ่งชื่อว่า '1Litre of Tears' (น้ำตา 1 ลิตร) สร้างจากเรื่องจริงของหญิงสาวนามว่า

คิโต้ อายะ

เธอป่วยเป็นโรค 'Spinocerebellar Atrophy' คือสมองส่วนการสั่งการของเธอเริ่มเสื่อมลงเรื่อยๆ ตั้งแต่ อายุ 14ปี

โดยอาการจะแย่ลงเรื่อยๆจนกระทั่งเดินไม่ได้ พูดก็ไม่ชัด กลืนอาหารลำบาก สุดท้าย ต้องเป็นอัมพาต ทั้งๆที่สมองส่วน

ความคิดอ่าน เกือบจะเป็นปกติดีทุกอย่าง เป็นโรคที่ทรมานมากและไม่มีทางรักษาหายในช่วงชีวิตของเธอ

ปัจจุบันเธอเสียชีวิตไปแล้ว แต่ ไดอารี่ที่มีชื่อว่า '1 Litre of Tears' ที่บรรยายความรู้สึกของเธอ ตลอดจน

ข้อคิดมุมมองต่อโลกใบนี้ที่พิเศษกว่าเด็กอายุรุ่นเดียวกัน สามารถขายได้เกินกว่า 1.8ล้านเล่มแล้ว

ดูแล้วก็ร้องไห้ไปหลายตลบ ดูฉากเดิมก็ยังร้องได้อยู่ คุณแม่ของผมอยู่ๆเดินเข้ามาดูกลางเรื่อง ยังไม่ทันได้รู้เรื่อง

ก็สามารถร้องไห้ได้ ไม่รู้ซีรี่ส์นี้เค้าทำได้ยังไงของเค้า แต่ถ่ายทำได้สวยงามจริงๆ เพลงก็เพราะ ขอขอบคุณ

Mr.Sukree ที่แนะนำ ซีรี่ส์ดีๆแบบนี้นะครับ

ก็เป็นเรื่องราวที่ให้กำลังใจ+แรงบันดาลใจนะครับ ว่าอุปสรรคที่เราเจอๆกันนั้น ถ้าเทียบกับของน้องคนนี้แล้ว

คงเป็นเรื่องเล็กๆไปเลย

สู้ สู้ นะครับ..................

 

 

          

จากการเฝ้าติดตามดูผลประกอบการของบริษัทที่ได้ลงทุนไป ผมพบว่าบริษัทที่มี CEO ที่ดีและเก่ง มักจะมีความสำเร็จที่สูงกว่า

          ผมจึงให้ความสำคัญกับการประเมินผลตัว CEO และได้พบกับแบบฟอร์มในการชั่งคุณภาพของCEO โดยคณะกรรมการบริษัท ซึ่งมีด้วยกัน 8 ข้อคือ

·         การวางแผนกลยุทธ์

·         ภาวะผู้นำ

·         ผลลัพธ์ทางการเงิน

·         การบริหารงาน

·         การพัฒนาและการสืบทอด

·         การดูแลคน

·         การสื่อสาร

·         ความสัมพันธ์กับคณะกรรมการ

ซึ่งเมื่อผมนำมาใช้ประเมินกับ CEO ที่ผมรู้จัก พบว่าคนที่เจ๋งจริงๆจะได้คะแนนเต็ม 5 เกือบทุกข้อ

ที่สำคัญคือคนเหล่านี้มีลักษณะโดดเด่นของผู้นำ

          ผมจึงหันมาทำความเข้าใจกับเรื่องภาวะผู้นำ ที่เรียกกันว่า Leadership ให้มากขึ้น เพราะเริ่มคิดว่าภาวะผู้นำเป็นเรื่องจำเป็นยิ่งของ CEO

          สิ่งที่ยืนยันความคิดนี้มาจากลม เปลี่ยนทิศ เจ้าของคอลัมน์ หมายเหตุประเทศไทย ในไทยรัฐ

ชื่อ 'อยู่อย่างไทย ทำงานอย่างฝรั่ง' พูดถึงทางกลุ่ม ซีพี ได้ไปเชิญ ศ.เอนคาร์เนชั่น จาก ฮาร์วาร์ด

มาช่วยในการจัดตั้ง Leadership Center แต่ดูเหมือนเป้าหมายคือพัฒนาผู้นำในระดับต่างๆของเครือซีพี

ไม่ได้เน้นเฉพาะ CEO

          ผมหวังว่า Centerนี้จะเปิดกว้างและเน้นการฝึกอบรมให้กับ CEO จากนอกเครือบ้าง เช่นเดียวกับที่เรามี IOD สำหรับอบรมกรรมการ และสมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทยที่อบรมผู้ถือหุ้น

เพราะเมืองไทยยังต้องการ CEO ดีและเก่งมาเป็นแม่ทัพกันอีกมาก

          จากการที่ได้ติดตามด้านการสร้างผู้นำ ผมได้ไปเจอหนังสือเล่มเล็กๆ ชื่อ สุดยอดผู้นำ

จัดพิมพ์โดยซีเอ็ด แปลจาก “ The Handbook for Leaders” ของ McGrawhill เขียนโดย John H.Zenger. และ Joseph Folkman ผู้แปลและเรียบเรียงคือ ดร.ฐิติพร  ชมภูคำ

          ผมรีบซื้อมาอ่านด้วยความสนใจ แล้วก็ไม่ผิดหวัง เพราะแนวคิดที่นำเสนอชัดเจนและง่ายมาก

ซึ่งผู้เขียนฟันธงเลยว่าใครๆก็สามารถกลายเป็นผู้นำที่เจ๋งได้ ด้วยหลักการ 5 ข้อเท่านั้น คือ

·         ลักษณะนิสัย

·         ความสามารถส่วนบุคคล

·         การมุ่งเน้นที่ผลลัพธ์

·         ทักษะด้านมนุษย์สัมพันธ์

·         การนำการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในองค์กร

ผมชอบใจมากครับ

ที่ได้แบ่งคุณสมบัติของผู้นำออกมาเป็น 5 เรื่องอย่างชัดแจ๋วแหว๋ว อ่านแล้ว นึกออกเลยว่า ผู้นำต้องมีและทำอะไรบ้าง!! ถือเป็นหนังสือดีที่ทุกคนควรมี

          ขออนุญาตพูดถึงแต่ละหัวข้อแบบสั้นๆนะครับ

1. ลักษณะนิสัย

เรื่องนี้เป็นประเด็นหัวใจ คือ ผู้นำต้อง

·         รักษาคำพูด

·         ให้เกียรติคน

·         เป็นคนเปิดเผย

·         คิดถึงส่วนรวมมากกว่าส่วนตัว

·         มองคนแบบเชิงบวก

·         มุ่งให้ความร่วมมือ

·         ปรับปรุงตนเองอยู่เสมอ

              คนที่พูดอย่างทำอย่างไม่มีสิทธิได้คะแนนในข้อนี้ เซียนหุ้นบางคนบอกว่า ถ้าได้อ่านรายงานประจำปีย้อนกลับไปหลายๆปี จะพอดูออกว่า CEO ทำได้ตามที่สัญญาหรือไม่

2. ความสามารถส่วนบุคคล

ต้องเก่งและรู้เรื่อง

·         ธุรกิจที่รับผิดชอบ

·         สินค้าหรือบริการที่นำเสนอ

·         การวิเคราะห์ปัญหาและการแก้ไข

·         การนำเสนอ

·         การนำเทคโนโลยี่มาใช้

              ขอเสริมว่าต้องกล้าตัดสินใจอย่างมีความเชื่อมั่นด้วย เวลาฟัง CEO พูดในOpportunity Day แล้วพอดูออกว่าเก่งจริงหรือเก่งเทียม

3. มุ่งเน้นที่ผลลัพธ์

คือสามารถแปลงความคิดให้เป็นผลงานได้ด้วยการ

·         สร้างเป้าหมายที่ท้าทาย

·         สนับสนุนให้กลุ่มดำเนินการตามเป้า

·         ให้คำแนะนำและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

ตรงนี้ดูได้ง่ายจากตัวเลขผลประกอบการย้อนกลับไปหลายๆปี

ว่ามีแนวโน้มดีขึ้นหรือแย่ลง

4. ทักษะด้านมนุษย์สัมพันธ์

ตรงนี้ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะผู้นำบางคนเก่งแต่เน้นที่ผลลัพธ์

แต่ไม่เก่งเรื่องคน  ทำให้มีปัญหาในการสร้างทีมงาน ไปอย่างน่าเสียดาย  ถ้าเก่งงานและเก่งคนด้วย

สุดท้ายจะเป็นCEO ชั้นยอดแน่นอน ดังนั้น CEO จึงต้อง

·         สื่อสารอย่างทั่วถึง

·         กระตุ้นผู้อื่นให้มีผลงาน

·         ทำให้คนอื่นไว้วางใจ

·         พัฒนาคนอื่น

·         ร่วมมือและพัฒนาทีมงาน

·         ฝึกหัดทุกคนให้เป็นผู้นำ

CEO คือแม่ทัพ จะรบใหญ่ต้องมีผู้ช่วยแม่ทัพแจ๋วๆช่วยหลายคน

ถ้าแต่ละคนมีฝีมือและอยู่นานก็คงพอบอกได้ว่า CEO เก่งเรื่องคนหรือไม่

5. ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขององค์กร

ผู้นำที่ดีจะนำให้องค์กรมีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

·         สร้างวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล

·         ทำให้วิสัยทัศน์เป็นเป้าหมายที่ชัดเจน

·         ทำให้คนอยากร่วมมือร่วมใจในการเปลี่ยนแปลง

กลยุทธ์การรบต้องมีการพลิกแพลงไปตามสถานการณ์ CEO จึงต้องมียุทธศาสตร์ใหม่ๆ

 ในการสร้างมูลค่าหุ้นโดยต้องศึกษาติดตามกระแสความเปลี่ยนแปลงของลูกค้าตลาด  เพื่อนำหน้าคู่แข่งขันได้อย่างทันเกม

          ถ้า CEO มีคุณสมบัติส่วนใหญ่ตามที่กล่าวไว้ ก็ถือว่าสอบผ่านในฐานะผู้นำของกองทัพ(หุ้น)

ผู้ถือหุ้นก็สบายใจ นอนตาหลับได้

          เพราะเมื่อเป็นผู้นำแบบในฝันแล้ว การทำผลงานดีๆให้ผู้ถือหุ้นก็ต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

          แต่ถ้าตรวจสอบแล้ว  CEO คนไหนยังทำได้คะแนนน้อยอยู่ ต้องรีบปรับปรุงนะครับ

ไม่งั้น เดี๋ยวถูกสภาสงครามคือคณะกรรมการบริษัท สั่งปลดกลางอากาศ

          จะหาว่าไม่เตือนไม่ได้นะครับ

บทความตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร M&W

 

                                                           

 

 

 

 

ประโยชน์ของการบันทึกรายจ่าย
     การจดบันทึกรายจ่ายประจำวันเป็นวินัยข้อที่สำคัญอันดับต้นๆของผู้มั่งคั่ง หากผู้อ่านมีวินัยข้อนี้อยู่แล้วก็เป็นเรื่องน่ายินดียิ่งนัก แต่หากท่านใดไม่เคยคิดที่จะทำมาก่อน ขอแนะนำให้ลองทำดูตั้งแต่วันที่ 1 ของเดือนหน้าเป็นต้นไป ในตอนแรกๆ อาจจะรู้สึกเป็นภาระบ้าง เนื่องจากเป็นสิ่งที่ต้องทำทุกวัน แต่ถ้าฝึกจนเป็นนิสัยแล้วจะเห็นถึงประโยชน์อย่างมากมาย ยกตัวอย่างเช่น

1. ทำให้เราใช้เงินอย่างระมัดระวังมากขึ้น
2. ทำให้รู้ว่าเรามีค่าใช้จ่ายต่อเดือนโดยเฉลี่ยเท่าไหร่ และ ยังมีเงินออมเหลือตามที่ตั้งใจไว้หรือไม่
3. สามารถนำมาคำนวณค่าใช้จ่ายต่อปี เพื่อนำไปสู่การวางแผนการลงทุนในอนาคต

 

จากตัวอย่าง จะเห็นว่าเอิร์นใช้วิธีลงบันทึกในโปรแกรม Excel ซึ่งมีความสะดวกยิ่งนัก อีกทั้งยังช่วยคำนวณยอดรวมเป็นรายเดือนหรือรายปีได้ด้วย แต่บางท่านอาจชอบที่จะจดบันทึกลงในสมุดโน๊ต ก็ใช้ได้เหมือนกัน สำคัญอยู่ที่ความตั้งใจเท่านั้นเองครับ...

 

 HUG magazine vol.02 มกราคม 2009

มีประเด็นการลงทุนอยู่เรื่องหนึ่งที่นักลงทุนมักจะถามเป็นประจำว่าตอนนี้ควรจะถือเงินสดไว้กี่เปอร์เซ็นต์?

            ที่น่าสนใจคือ  มีนักวิเคราะห์จำนวนไม่น้อยได้ทำหน้าที่ตอบคำถามนี้อย่างเป็นรูปธรรมโดยโยงกับการมองแนวโน้มตลาดหุ้น

            ถ้ามองว่าคุณกระทิงจะมาเยือนก็แนะให้ถือเงินสดนิดเดียว  เช่นไม่เกิน 5 10%

            ถ้ามองว่าคุณหมีจะมาตะปบ ก็จะแนะให้ขายหุ้น เปลี่ยนมาถือเงินสดแทน เช่น  60 70 % เป็นต้น

            ผมเองมีความลำบากใจ เพราะนักวิเคราะห์แต่ละท่านก็มีแนวคิดแตกต่างกัน บางทีฟังแล้ว ไม่ทราบจะยืดของใครเป็นหลัก และบางที  ผมก็ถูกนักลงทุนคนอื่นถามปัญหานี้ ก็ต้องบอกกันตรง ๆ ว่า ไม่สามารถจะให้คำตอบที่ชัดเจนได้

เพราะในความเป็นจริง ถ้าใครสามารถคาดราคาหุ้นในตลาดได้ คงจะรวยล้นฟ้าไปแล้ว

            ผมตระหนักดีว่าการลงทุนในตลาดหุ้นมีความเสี่ยงค่อนข้างมากแต่ก็เป็นสถานที่ที่ให้โอกาส

สำหรับการเลือกหุ้นดี ๆ มีผลตอบแทนสูงได้ เช่นกัน

            ผมจึงได้วางแผนการลงทุนแบบระยะยาว โดยยึดหลัก 4 ข้อ ดังนี้

1.      ออมเงินให้เป็นนิสัย

2.      จัดให้มีกองทุนฉุกเฉิน

3.      ลงทุนในหุ้นปันผล

4.      ลดต้นทุนหุ้นในมือ

            

1.   การออมเงิน

ผมได้พูดถึงความสำคัญของการออมเงินไว้พอสมควรแล้ว คราวนี้ก็ยกตัวอย่างให้เห็นชัดๆ ถ้าผมออมเงินได้ปีละ 100,000 บาทเป็นเวลา 5ปี ผมก็จะมีเงินออมสะสมไว้ถึง 500,000บาท

ซึ่งถ้าเก็บไว้เป็นเงินสดติดตัว ก็จะไม่มีดอกผลงอกเงย ผมจึงต้องนำเงินออมไปลงทุนเพื่อหาผลตอบแทน

            ผมยังทำการเก็บเงินออมไว้อย่างสม่ำเสมอไม่ทำบ้าง หยุดบ้าง เพราะกลัวเดี๋ยวจะเคยตัว พอเก็บเล็กผสมน้อยไปเลยๆ รวมๆกันก็เป็นเงินก้อนใหญ่ขึ้นมาได้เอง

 

  2.  กองทุนฉุกเฉิน

            ทีนี้ก่อนที่จะนำเงินทั้ง  500,000 บาท ไปลงทุน ซึ่งอาจจะดีก็ได้  เสียทั้งหมดก็ได้

เพื่อความปลอดภัย ผมจึงนำเงินส่วนหนึ่ง  เอาเป็นว่า 200,000 บาท ไปฝากออมทรัพย์ไว้กับธนาคาร เพื่อใช้ในกรณีที่มีความต้องการอย่างฉุกเฉินรีบด่วน และเดี๋ยวนี้ผมมีข่าวดีมาบอก ว่าบริษัทจัดการกองทุนรวมได้จัดตั้งกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น มีกำหนด  1  เดือนบ้าง  3  เดือนบ้าง ซึ่งให้ดอกเบี้ยสูงกว่าดอกเบี้ยสะสมทรัพย์ของธนาคาร

แถมไม่ต้องเสียภาษี 15% อีกด้วย

            ผมเลยแบ่งเงิน150,000 ไปฝากกองทุนรวม เพื่อให้มีผลตอบแทนที่สูงขึ้น เหลือเงินสะสมทรัพย์ไว้เพียง 50,000 บาทเท่านั้น อย่างไรก็ดีเงินทั้ง 2 ก้อนนี้ คือ 150,000บาท กับ 50,000บาท รวมเป็น 200,000บาท ผมจะไม่นำไปใช้ในการลงทุนหุ้น เพราะเป้าหมายหลักคือ เตรียมไว้ใช้ในยามฉุกเฉินเท่านั้น

            ส่วนท่านใดจะกันไว้ในกองนี้เท่าใดย่อมขึ้นอยู่กับความสมัครใจสำหรับผมตั้งหลักว่า ถ้ามีอะไรที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้น ผมสามารถอาศัยเงินจากกองทุนนี้เลี้ยงตัวได้ซัก 1 ปีก็พอ

 

3. การลงทุนในหุ้นปันผล

            สำหรับเงินที่เหลืออยู่ 300,000บาท ผมจะนำเข้าฝากสะสมทรัพย์กับธนาคาร เป็นบัญชีเพื่อใช้ในการซื้อขายหุ้นโดยเฉพาะไม่เกี่ยวกับบัญชีที่มียอด 50,000 บาท ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกองทุนฉุกเฉิน

            บัญชีสะสมทรัพย์ 300,000 บาทนี้ ผมได้เซ็นยินยอมให้ทางโบรกเกอร์ สามารถหักบัญชีโดยอัตโนมัติเมื่อมีการซื้อหุ้น และ ให้นำเงินเข้าบัญชีนี้เหมือนกับในกรณีขายหุ้น

            ทำแบบนี้แล้วสบาย ไม่ต้องวิ่งไปวิ่งมาในการเคลียร์บัญชี สะดวกจริงๆครับ

หน้าที่หลักของผมในการลงทุน คือพยายามศึกษาค้นคว้า หุ้นปันผลดีๆ เพื่อซื้อลงทุนเข้าพอร์ต

            ที่สำคัญคือ พอมีเงินออมเพิ่มขึ้น ผมก็นำมาเติมในกองทุนหุ้นได้อีก ไม่ได้จำกัดว่าต้องมีเพียง300,000บาท

 

4.  การลดต้นทุนหุ้นในมือ

ด้วยหลักการนี้  ผมจึงไม่ต้องกังวลว่า ตอนไหนควรถือเงินสดกี่เปอร์เซ็นต์ หุ้นกี่เปอร์เซ็นต์

            ผมมองว่า  เมื่อซื้อหุ้นแล้ว ก็เหมือนขึ้นเวทีมวย จำเป็นต้องชก 2 มือ ผมเปรียบเงินสดเหมือนมือซ้าย

หุ้นในมือเหมือนมือขวา คู่ต่อสู้คือราคาหุ้น หน้าที่ผมคือพยายามเก็บคะแนนการชก ด้วยการทำให้ต้นทุนหุ้นในมือลดลงอย่างต่อเนื่อง หรือบางทีต้นทุนหุ้นอาจสูงขึ้น เพราะปัจจัยพื้นฐานของหุ้นที่ลงทุนเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น จำเป็นต้องซื้อแพงขึ้นก็ยอม เพราะคำนวณแล้วเห็นว่ามูลค่าหุ้นสูงกว่าเดิมที่ตั้งไว้

            เงิน 300,000 บาทที่ผมมีแต่แรกเปรียบเหมือนหมัดซ้ายมีพลังมาก ส่วนหมัดขวายังไม่มีแรง  จนเมื่อผมมีการซื้อหุ้นเข้าพอร์ต แปลว่าผมเริ่มทำคะแนนด้วยหมัดซ้าย คราวนี้  พอราคาหุ้นวิ่งสูงขึ้นมาก ผมกลับมาทำคะแนนด้วยหมัดขวาบ้าง ด้วยการขายหุ้นบางส่วน กำไรจากการขายหุ้นก็จะช่วยทำให้พอร์ตการลงทุนเติบโตขึ้น

            พอทำอย่างนี้  เงินสดผมก็มี ต้นทุนหุ้นในมือก็ลดลง  แล้วพอราคาหุ้นเกิดตกลงมา ผมสามารถกลับไปซื้อใหม่ด้วยราคาที่ถูกลง เป็นโอกาสเพิ่มหุ้นในมือให้มีมากขึ้น

            ทำๆไปก็ค่อยๆชำนาญ คะแนนผมก็ดีขึ้นเรื่อยๆ

มีบางครั้งที่ผมถูกชกบ้าง  เพราะราคาหุ้นบางตัวต่ำกว่าต้นทุน ต้องถอยมาตั้งหลักแล้วแย็บทำคะแนนด้วยการเก็บหุ้นที่ราคาต่ำสุดๆ ที่สำคัญ ผมมีตัวช่วย คือ เงินปันผลที่ได้รับ  มาทำให้คะแนนการชกดีขึ้นเป็นของแถม

            ผมอยากเรียนว่า การวางแผนลงทุนแบบนี้ ทำให้ผมอยู่ในตลาดหุ้นได้แบบระยะยาว โดยไม่ต้องกังวลว่า  ช่วงไหนต้องมีเงินสดหรือหุ้นเป็นสัดส่วนเท่าใดตามภาวะตลาดหุ้น

            สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่า การจัดสัดส่วนของพอร์ต คือ การรู้จักธุรกิจ ผู้บริหาร และมูลค่าหุ้นของบริษัทเป็นอย่างดี

            เพราะถ้ารู้จริงทั้ง 3 ข้อ

            จะได้ประโยชน์จากการลงทุนในตลาดหุ้นเต็มๆครับ

 

 

 

 

ทำไมถึงต้องออม ?

คนเราทุกๆคนล้วนอยากมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นด้วยกันทั้งนั้น แต่คงจะเป็นเรื่องแปลกทีเดียว ถ้าหากอยู่ๆ ชีวิตของเราก็ดีขึ้นมาได้เอง โดยปราศจากการวางแผนที่ถูกต้อง ดังนั้นหากคุณเป็นผู้หนึ่งที่ปรารถนาจะมีอนาคตที่สุขสบายล่ะก็ คุณจำเป็นที่จะต้องวางแผนซะตั้งแต่ตอนนี้ และหนึ่งในแผนนั้นก็คือการออมนั่นเอง

     การออมคือการ กันเงินส่วนหนึ่งที่เรามีอยู่ หรือหามาได้ เก็บไว้ เพื่อใช้ในยามฉุกเฉิน หรือ เพื่อนำไปลงทุนให้เกิดดอกออกผล เป็นการแลกความสุขชั่วคราว ณ ปัจจุบัน กับชีวิตที่ดีกว่าในอนาคต ทั้งนี้ไม่ได้หมายถึงว่าห้ามใช้จ่ายอะไรเลย หรือ ห้ามแสดงน้ำใจช่วยเหลือผู้อื่น แต่คงจะมีรายจ่ายอีกหลายอย่างที่ยังไม่ใช่สิ่งจำเป็นจริงๆ ที่เราจ่ายออกไปด้วยอารมณ์ชั่ววูบ การออมไม่ต้องใช้ความรู้ซับซ้อนแต่ต้องใช้วินัยและความยับยั้งชั่งใจ อันดาได้แนะนำให้เอิร์น กัน 10% ของเงินเดือนเอาไว้เป็นเงินออม แผนนี้นอกจากจะมีความเป็นไปได้สูงแล้ว ยังได้รับการรับรองจากผู้มั่งคั่งอีกหลายท่านว่า 10% นี้สามารถนำไปลงทุนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงในชีวิตคนเราได้เลยทีเดียว รู้อย่างนี้แล้วมาเริ่มออมเงินกันเลยดีกว่าครับ

 

HUG magazine vol.01 ธันวาคม 2008

 

สำหรับผู้เริ่มต้นลงทุน หรือ มีความสนใจที่จะลงทุนในหุ้น (ในแนวที่ไม่ใช่การเล่นหุ้นหรือการเก็งกำไร) ผมขออนุญาตแนะนำหนังสือเกี่ยวกับการลงทุนที่อ่านแล้วเข้าใจง่าย อ่านสนุก และ ทำให้มีกำลังใจที่อยากจะศึกษาเรื่องหุ้นเพิ่มเติมนะครับ เริ่มกันเลยครับ...
 


ในบทความเรื่องการสร้างความมั่งคั่ง ผมได้พูดถึง  เรื่องของเงินอยู่ 4 ข้อ คือ
• หาเงิน
• ใช้เงิน
• เก็บเงิน
• ทำเงิน

        โดยผมได้เขียนไว้ว่า  หากมีการจัดการที่ดีใน 4 ข้อดังกล่าวคนธรรมดาที่มีความตั้งใจย่อมสามารถสร้างความมั่งคั่งให้กับตนเองได้ เพราะเมื่อขยันหาเงินก็ทำให้มีรายได้ไม่ว่าจะมาจากรายได้ประจำ หรือรายได้พิเศษ ก็ถือว่าประสบกับความสำเร็จของชีวิตเบื้องต้นแล้ว
        คนที่หาเงินด้วยตัวเองไม่ได้ เป็นคนน่าสงสาร  ชีวิตจะมีแต่ความลำบากแม้ในตอนแรก อาจอยู่ได้เพราะมีพ่อแม่คอยเลี้ยง หรือมีมรดกไว้จับจ่ายใช้สอย แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ประกันว่าจะอยู่ได้ตลอดไม่ช้าก็มีวันหมด
        ดังนั้น คนจึงต้องพึ่งตนเอง ต้องหัดหารายได้ด้วยแรงกายแรงใจของตน อย่ามัวคิดพึ่งแต่คนอื่น
 ทีนี้พอมีรายได้เข้ามาแล้ว ต้องเรียนรู้เทคนิคการใช้เงิน ซึ่งผมเคยบอกสูตรลับไปแล้วว่าต้องใช้เงินไม่เกิน 9 ส่วนของเงินที่หาได้ เหลือไว้ 1 ส่วนเพื่อเก็บออมไว้
         บางคนสงสัยว่าทำไมต้องเก็บไว้ 10% ขอเรียนว่าผมปฏิบัติตามที่อ่านจากหนังสือชื่อ The Richest Man in Babylon มีผู้แปลเป็นไทยว่าเศรษฐีชี้ทางรวย ซึ่งถือเป็นคำแนะนำที่มีค่าอย่างยิ่งยวดต่อผม
         เนื่องจากว่าก่อนหน้าจะพบกับหนังสือเล่มนี้ ผมไม่เคยมีเงินถึงล้านบาทเลย จึงเรียกตัวเองเป็น Millionaire ไม่ได้
 พอได้อ่านหนังสือเล่มจิ๋วนี้แล้ว ผมจึงถึงบางอ้อว่าทำไมจึงไม่มีเงินเป็นกอบเป็นกำ สาเหตุมาจากผมรู้เรื่องการเงินเพียง 2 ข้อ คือ หาเงิน แล้วก็ใช้เงิน
         ผมโชคดีในเรื่องหาเงิน ได้ทำงานกับสถาบันการเงินที่มีความมั่นคงและชื่อเสียงดีมาก เงินเดือนก็เริ่มต้นจากหลักพันจนกลายเป็นหลักแสน ทำให้ผมคิดไปว่าชีวิตมีแต่ความมั่นคงและปลอดภัย ได้เงินมาเท่าไรก็ใช้หมด (เพราะประมาทเกินไป)
         เมื่อได้ความรู้จากหนังสือแล้ว ผมก็เริ่มนำมาประยุกต์ใช้อย่างจริงจัง ด้วยการเก็บเงินไว้อย่างน้อย 10%ของเงินเดือน ทำๆไปปรากฏว่าผม เก็บเงิน ได้มากขึ้นเรื่อยๆ
         จึงเริ่มคิดลงทุนในตลาดหุ้น เพราะคิดว่าการลงทุนจะทำให้เงินที่เก็บไว้ เพิ่มขึ้นได้รวดเร็วขึ้น
         นี่คือสาเหตุที่ผมผิดพลาดไป (ประมาทซ้ำสอง) เพราะในช่วงนั้น  ผมลงทุนซื้อหุ้นตามคำเชียร์
พอใครบอกหุ้นตัวไหนจะขึ้น ก็ซื้อเลย หากหุ้นขึ้นจริง ก็ดีใจ  เก็บไว้ดูตัวเลขกำไรอย่างมีความสุข แต่พอหุ้นลง  กำไรในกระดาษก็หายวับ มีแต่ผลขาดทุน ทำให้เกิดความทุกข์ จนเกิดความกลัวต่อตลาดหุ้น
         ครั้นมาเจอหนังสือ  Rich Dad เข้า ก็ได้ความคิดว่า การลงทุนในตลาดหุ้น มีโอกาสทำให้มีเงินเพิ่มได้ แต่ต้องศึกษาข้อมูล และต้องมีความรู้ทางการเงิน ผมจึงเริ่มค้นหาหุ้นที่ให้เงินปันผล เพราะต้องการให้เงินที่ออมไว้ ไปลงทุนในหุ้นที่จะให้รายได้ดอกผล ดังนั้นหุ้นปันผลจึงเป็นคำตอบที่ผมต้องการ
เป็นการใช้เงินไปทำเงิน
        ไม่น่าเชื่อว่า การเงินทั้ง 4 ข้อ คือ หาเงิน ใช้เงิน เก็บเงิน และทำเงิน จะสามารถเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของคนได้อย่างน่าอัศจรรย์ เพราะมันเป็นเรื่องพื้นๆที่ง่ายแสนง่าย แต่เพียงเพราะในตอนแรกผมไม่เข้าใจถึงพลังอำนาจของการเก็บเงิน จึงทำให้ผมไม่มีโอกาสแตะเงินล้านได้เลย
         ในทางตรงข้าม ผมมีเพื่อนรุ่นน้องคนหนึ่ง เธอแปลกใจมากที่ทราบว่า  แต่ก่อนผมเก็บเงินไม่เป็นเพราะเธอเองนั้นถูกสอนจากผู้ใหญ่ว่า เวลาได้รับเงินมาต้องเก็บส่วนหนึ่งไว้เสมอ เธอจึงมีเงินออมอยู่ในเกณท์สูง แม้ว่ารายได้เธอจะน้อยกว่าผมอีก แต่เพราะเธอตั้งใจเก็บเงินไว้ให้มากที่สุด และที่เธอทำได้เพราะเธอควบคุมการใช้เงินของเธออย่างเข้มงวด
 ตรงนี้สำคัญมาก เพราะไม่ว่าคนเราจะมีรายได้มากหรือน้อยเพียงใด ถ้ามีความตั้งใจเก็บเงินไว้  ด้วยการใช้เงินอย่างยั้งคิด จะมีเหลือนำไปลงทุนทำเงินได้เสมอ แต่ถ้าใช้จ่ายอย่างไม่บันยะบันยัง ดีไม่ดี ใช้จ่ายเกินตัว ทำให้ต้องมีเรื่อง เงินเข้ามาเกี่ยวข้องอีก 2 มิติคือ กู้เงิน    และ   คืนเงิน
         การกู้เงินมีทั้งประโยชน์และโทษ ผมเองก็เคยกู้เงินเพื่อซื้อบ้าน และเคยเก่งขนาดกู้เงินมาลงทุนในตลาดหุ้น ประโยชน์ของเงินกู้มีมาก ถ้าเลือกกู้เพื่อซื้อในสิ่งที่จำเป็นจริงๆ ที่สำคัญคืออย่ากู้มากจนเกินกำลังที่จะผ่อนใช้คืน
         ผมมีตัวอย่างครับ คือตัวผมได้กู้เงินจากธนาคารเพื่อซื้อบ้านเมื่อ 30 ปีก่อนในราคา 450,000 บาท
ตอนนี้ประเมินใหม่มีมูลค่าหลายล้าน ที่ต้องกู้เงินซื้อ เพราะไม่มีปัญญาซื้อบ้านด้วยเงินสด จึงต้องกู้เงินมาจ่ายค่าบ้าน แต่ผมก็สามารถใช้คืนเงินกู้ได้หมด แม้จะนานเป็น 10 ปีก็ตาม
         ที่ผมสามารถจ่ายคืนเงินกู้ได้ เพราะทุกๆเดือน  ผมจะกันเงินไว้ 20%ของเงินเดือนเพื่อผ่อนชำระคืน ทำให้ผมเหลือเงินใช้จ่ายเพียง 80% ซึ่งก็เป็นการดี  ทำให้ผมถูกฝึกให้มีนิสัยอดออม และพออ่านเรื่องเศรษฐีชี้ทางรวยผมก็ตั้งใจออมไว้อีก 10% กลายเป็นใช้จ่ายเพียง 70% ซึ่งก็น่าแปลกที่ผมและครอบครัวอยู่รอดมาได้
         การกู้เงินมีประโยชน์ทำให้ผมมีบ้านของตนเอง ถ้ามัวแต่รีรอ ไม่กู้เงินซื้อตอนนั้น ป่านนี้ก็ยิ่งไม่มีโอกาส เพราะราคาบ้านขึ้นไปหลายเท่าตัว
         แต่เรื่องที่ผมกู้มาซื้อหุ้นนั้น พูดแล้วยังหวาดเสียวไม่หาย คือผมกู้ธนาคารในรูป O/D หรือเงินเบิกเกินบัญชี แล้วก็ใช้เงิน O/D ไปซื้อหุ้นตัวที่คิดว่าเจ๋ง ใหม่ๆก็ดูดีเพราะหุ้นขึ้น   ขายได้กำไรก็โปะเข้าบัญชี O/D เพื่อลดยอด
         โชคชะตาไม่เข้าข้างผมตลอด เพราะต่อมาหุ้นลง ผมก็ขาดทุน ยอดบัญชีก็ค้างเติ่ง ทุกๆเดือนเห็นยอดดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายแล้วจะเป็นลมตาย สุดท้าย ตัดสินขายหุ้นทั้งหมดทิ้ง เอาเงินไปลดหนี้ได้บางส่วน ที่เหลือใช้วิธีลดค่าใช้จ่ายรายเดือนลง กัดฟันเอาเงินลดหนี้ O/D ใช้เวลาหลายปีกว่ายอดจะเป็นศูนย์ เป็นประสบการณ์ที่น่ากลัวมาก
         จึงขอสรุปว่า  เรื่องการเงินส่วนบุคคล เป็นของไม่ยาก มีแค่ 6 มิติเท่านั้นคือ
             หาเงิน
                ใช้เงิน
                เก็บเงิน
                ทำเงิน
                กู้เงิน
                คืนเงิน
          ถามว่าข้อไหนสำคัญที่สุด? ผมคิดว่าสำคัญทุกข้อ แต่ถ้าอยากมีชีวิตที่สบาย ต้องพยายามให้กระแสเงินจากการทำเงินมียอดสูงกว่าการใช้เงิน และถ้าเป็นได้อย่าพยายามกู้เงินเยอะเกินไป ถ้าไม่แน่ใจว่าจะสามารถใช้คืนได้ ทำได้อย่างนี้ การเงินก็จะเป็นผู้รับใช้เราครับ

          สาเหตุหนึ่งที่มีคนอีกมากไม่กล้าเข้ามาในตลาดหุ้นเพราะกลัวเรื่องความเสี่ยง
แต่ในเมื่อชีวิตคือการลงทุนจะมัวแต่กลัวเรื่องความเสี่ยงจนเกินไปก็ไม่ดี เพราะจริงๆแล้วการลงทุนในหุ้นมีอะไรดีๆ เยอะเหมือนกัน
          สิ่งสำคัญที่ต้องทำคือต้องเข้าใจเรื่องความเสี่ยงให้ดีซะก่อน
 
ผมขอแบ่งความเสี่ยงเป็น 2 เรื่อง เพื่อจะได้เห็นกันชัดๆ คือ
1. ความเสี่ยงภายนอก
2. ความเสี่ยงภายใน

1. ความเสี่ยงภายนอก  มาจากราคาหุ้น เพราะทุกวันมีคนสั่งซื้อ สั่งขายหุ้นกันเยอะมาก ทำให้ราคาหุ้นมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา บางครั้งก็ผันผวนขึ้นลงได้มากอย่างน่าพิศวง
        ทีนี้พอนักลงทุนไปซื้อหุ้นมา 10,000 หุ้นสมมุติว่าในราคา 50 บาท เท่ากับลงทุนเปลี่ยนเงินสดกลายเป็นหุ้น 500,000 บาท
        คราวนี้  เกิดมีข่าวร้ายมากระทบตลาดหุ้น ราคาหุ้นตัวที่ซื้อไปร่วงไปเหลือ 40 บาท
มูลค่าสุทธิของหุ้นตามราคาตลาดลดเหลือ 400,000 บาท ถ้าขายออก ขาดทุนทันทีเห็นๆ 100,000 บาท ถ้าใจแข็งไม่ขาย ก็ต้องลุ้นกันใจเต้นตูมตาม เพราะราคาอาจวิ่งกลับขึ้นมา หรือลงต่อก็ได้ เลยกลายเป็นความเสี่ยงที่น่ากลัว
        ใครที่เข้ามาครั้งแรก เจออย่างนี้ จะเครียด ดีไม่ดีต้องตัดใจขายขาดทุนแล้วสาปส่งตลาดหุ้นไปเลย
         จริงจริงแล้ว ความเสี่ยงจากราคาหุ้นขึ้นลง อาจจะกลายเป็นโอกาสก็ได้ โอกาสที่ว่าคือ ซื้อหุ้นได้ถูกลง ทำให้มีทางซื้อหุ้นได้มากขึ้น แล้วทยอยขายลดต้นทุน เมื่อเวลาราคาหุ้นกลับปรับตัวขึ้น ถ้าใครอยู่ในตลาดนานพอ ก็จะเห็นเอง
         ความเสี่ยงเรื่องราคาหุ้น มาจากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ การเงิน การเมือง ราคาน้ำมัน อัตราดอกเบี้ย ข่าวลือ ข่าวหลอก การเก็งกำไร เยอะแยะไปหมด
        ถ้าเป็นข่าวดี คนก็มักจะเข้ามาซื้อหุ้น เมื่อแรงซื้อเยอะราคาก็ขึ้น
        กลับกัน ถ้าเป็นข่าวร้าย คนที่คิดจะซื้อ ก็หยุดดู คนที่ถืออยู่กลัว ก็เทขาย ราคาก็ร่วงลง
        ถ้าเข้าใจเรื่องความเสี่ยงภายนอกให้ดี จะเห็นว่าเป็นเรื่องนอกเหนือการควบคุม บางคนเก่งก็เอาราคาในอดีตมาทำการศึกษา เกิดเป็นการลงทุนด้วยเทคนิค (Technical)
        เรื่องความเสี่ยงภายนอกนี้ ผมไม่คิดว่าจะเอาชนะมันได้ เพราะขึ้นอยู่กับปัจจัยเยอะแยะ ที่ควบคุมไม่ได้ แต่แทนที่เห็นความเสี่ยงจากการผันผวนของราคา แล้วหนี
        ผมกลับมองว่านี่คือโอกาสดีมากๆ ที่นักลงทุนจะสามารถเก็บเกี่ยวผลจากตลาดหุ้น โดยเฉพาะถ้าเราสามารถประเมินหามูลค่าของหุ้นที่จะลงทุนได้
 

        คราวนี้ขอพูดถึงความเสี่ยงภายในบ้าง

2. ความเสี่ยงภายใน คือ ความเสี่ยงอันเกิดจากตัวหุ้นเอง หุ้นทุกตัวมีความเสี่ยง เพราะหุ้นเกิดจากตัวบริษัท ต้องทำธุรกิจ
 ทีนี้เมื่อทำธุรกิจ ก็ต้องมีความไม่แน่นอนกลายเป็นความเสี่ยง แต่ความเสี่ยงแบบภายในนี้สามารถบริหารให้อยู่ในกรอบที่พอยอมรับได้ ไม่เหมือนความเสี่ยงภายนอก ที่ยากจะบริหารควบคุม หรือทำนายให้ถูกต้องได้ ความเสี่ยงภายใน เป็นเรื่องเกี่ยวกับตัวหุ้นล้วนๆ
         ถ้าใครสนใจลองเปิดดูรายงานประจำปีของหุ้นตัวไหนก็ได้จะมีหัวข้อพูดถึง “ปัจจัยความเสี่ยง” ตรงนี้ครับ สำคัญ จะลงทุนซื้อหุ้นตัวไหนลองศึกษาเรื่องปัจจัยความเสี่ยงของหุ้นตัวนั้นดู จะช่วยให้ตัดสินใจได้ดีขึ้น โดยเฉพาะจะมีการพูดต่อว่า ความเสี่ยงแต่ละอันที่เกิดขึ้นทางผู้บริหาร หรือ CEO มีวิธีรับมืออย่างไร
         ประเด็นสำคัญที่ผมอยากเน้นก็คือ ความเสี่ยงภายนอก เป็นเรื่องยากเพราะมีปัจจัยเยอะ ให้ใช้เวลา ไปศึกษาความเสี่ยงภายในจะดีกว่า เพราะระหว่างศึกษาอาจจะพบว่าหุ้นตัวที่ดูอยู่อาจมีศักยภาพซ่อนเร้น ซึ่งถ้าเราคิดได้ก่อนคนอื่นจะเป็นโอกาสให้ได้ซื้อในราคา ที่ต่ำกว่ามูลค่าจริงๆเยอะเลย
         ผมได้ใช้เทคนิค ในการค้นหาเลือกหุ้นคุณภาพดี มีผู้บริหารเก่ง มาได้หลายตัว
         คำถามยุทธศาสตร์ 4 ข้อ คือ ตัวธุรกิจ ผู้บริหาร ผลงานในอดีต และ แนวโน้ม ยังใช้ได้เสมอ
         เมื่อได้ข้อมูลเหล่านี้มาแล้ว ก็ขึ้นชั่งน้ำหนัก ว่าจุดแข็งกับความเสี่ยงของหุ้นตัวที่เล็งอยู่ อะไรมีน้ำหนักมากกว่ากัน
ถ้าจุดแข็งมากกว่า ก็เริ่มหามูลค่าดู ถ้ามูลค่าที่ออกมา สูงกว่าราคาหุ้น มากพอสมควร ก็ซื้อลงทุน แม้ว่าภายหลัง จะเจอกับความเสี่ยงภายนอก ทำให้ราคาหุ้นลดลง ก็ไม่ตกใจ อาจซื้อเพิ่ม หรืออยู่เฉยๆ เพราะประสบการณ์ ทำให้รู้ว่า เดี๋ยวกระทิงก็มาเยือน ทำให้การลงทุนในตลาดหุ้น เป็นเกมที่สนุก ให้ผลตอบแทนดี ไม่ต้องตื่นเต้นตกใจ เวลาราคาหุ้น แกว่งขึ้นแกว่งลง
        เข้าใจความเสี่ยงแบบนี้ แล้วจะพบว่า ตลาดหุ้นคือเพื่อนที่แสนดีครับ