บล็อค

พูดถึงการลงทุนเพื่อป้องกันเงินเฟ้อ (Inflation Hedged Investments) สามารถทำได้หลายทาง

 

โดยหลักการคร่าวๆคือ “ผลตอบแทนของเงินลงทุนควรจะมากกว่าอัตราเงินเฟ้อคาดหวังในระยะยาว (Long Term Inflation Rate Expectations)”

 

ถึงแม้ว่าในปี 2552 นี้ใครๆต่างก็คาดว่าเศรษฐกิจโลกยังคงอยู่ในภาวะชะลอตัวหรือ Recession หลายๆ สำนักวิจัยรวมถึงองค์กรภาครัฐฯต่างยังคงพูดถึงภาวะเงินฝืด (Deflation) ซึ่งเป็นคนละขั้วกับเงินเฟ้อแต่ทุกสำนักต่างทราบดีว่ามีการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบอย่างมหาศาลผ่านนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของการคลัง (Fiscal Stimulus Policy) การดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนปรน (Loose Monetary Policy) รวมถึงการเข้าอุ้มตราสารหนี้และทุนภาคเอกชนผ่านโปรแกรมที่เรียกว่า Quantitative Easing หรือที่เรียกสั้นๆว่า QE (นี่ก็เล่าได้อีกยาวแต่ไว้มีโอกาสจะเล่าให้ฟังครับ)

 

การเพิ่มสภาพคล่องดังกล่าวเป็นที่มาของความคาดหวังว่าจะเกิดเงินเฟ้อในระดับอ่อน (Mild Inflation) ในอนาคตอันใกล้ จะเห็นว่าในช่วงไตรมาส 2 ที่เพิ่งผ่านไปนั้นถึงแม้เศรษฐกิจโลกจะยังไม่ส่งสัญญาณฟื้นตัวอย่างชัดเจน แต่ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodities)    บางชนิดก็ได้ปรับตัวขึ้นไปตามการคาดหวังว่าจะเกิดเงินเฟ้อแล้ว

 

ดังนั้นการคาดหวังอัตราเงินเฟ้อจึงเป็นการมองไปข้างหน้าให้ครบวัฎจักรเศรษฐกิจ เพราะหากมองสั้นๆ ก็อาจสรุปได้ว่าเงินเฟ้อคงติดลบแต่หากมองรวมไปถึงความพยายามในการกระตุ้นเศรษฐกิจให้กลับสู่ภาวะปกติให้เร็วที่สุดโดยทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องและเริ่มสังเกตเห็นสัญญาณฟื้นตัวในเศรษฐกิจหลักๆ เช่น จีนก็พอจะคาดเดาได้ว่าเงินเฟ้อกำลังจะกลับมา

 

อัตราเงินเฟ้อคาดหวังในใจของแต่ละท่านจะขึ้นกับมุมมองต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ บางท่านที่มองว่าการฟื้นตัวจะเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป ก็อาจมองว่าเงินเฟ้อ 2-3% ก็เก่งแล้ว บางท่านที่มองว่าฟื้นเร็วแบบ V-Shape recovery อาจให้ถึง 5-6% ผมยังคงไม่ลืมไตรมาสที่ 2 ของปี 2551 ก่อนเศรษฐกิจโลกจะล้มลงราคาน้ำมันดิบได้ปรับตัวขึ้นไปถึง 140 เหรียญต่อบาร์เรล ช่วงนั้นอัตราเงินเฟ้อไทยและประเทศผู้นำเข้าน้ำมันส่วนใหญ่ต่างปรับขึ้นไปยืนอยู่ระดับเลยสองหลัก!

 

เอาละครับ สุดแล้วแต่ว่าใครจะมองว่าอัตราเงินเฟ้อต่อไปจะเป็นเช่นไร แต่ตัวเลขนี้แหละ คือ ผลตอบแทนเงินลงทุนขั้นต่ำของคุณซึ่งในที่สุดจะช่วยตอบโจทย์ว่าคุณควรลงทุนในสินทรัพย์ (Asset) ชนิดใด เช่นหากมองว่าผลตอบแทนขั้นต่ำควรเป็น 5% การฝากเงินในธนาคารคงไม่ใช่คำตอบที่ดีนัก แม้แต่พันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 10 ปียังให้ดอกเบี้ยราวๆ 3.6-3.7% เท่านั้น

 

ดังนั้น การลงทุนเพื่อให้ผลตอบแทนเพิ่มมาปิดช่องโหว่ดังกล่าวจึงจำเป็นต้องไต่บันไดความเสี่ยงขึ้นไปรวมการลงทุนในหุ้น (Equity) อสังหาริมทรัพย์ (Properties) สินค้าโภคภัณฑ์ (Commodities) หรือที่เรียกรวมกันว่าสินทรัพย์เสี่ยง (Risk Assets) จึงเป็นที่มาของคอลัมน์นี้ที่จะมาพูดคุยถึงกลยุทธ์การลงทุนในสินทรัพย์ดังกล่าวผ่านมุมมองการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานและบนความเชื่อที่ว่าการบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสมนำไปสู่ผลตอบแทนการลงทุนที่ดีในระยะยาว


ในตอนหน้าคงจะเป็นปฐมบทของคอลัมน์ผมเสียทีหลังจากได้ปูพื้นถึงความจำเป็นในการลงทุนในหุ้นและสินทรัพย์เสี่ยงอื่นๆ โดยอ้างเงินเฟ้อมาเป็นปัจจัยหนึ่ง ซึ่งแท้จริงแล้วมีอีกหลายปัจจัยสนับสนุนอื่นๆอีกมากมาย

 

ก่อนจบตอนนี้เพื่อเป็นการปิดหัวข้อแผนรับมือเงินเฟ้อ ผมอยากทิ้งท้ายว่าปัจจุบันในต่างประเทศมีเครื่องมือให้ผู้ลงทุนป้องกันเงินเฟ้อโดยตรงคือ Inflation Linked Bonds ซึ่งจะจ่ายอัตราดอกเบี้ยคงที่จำนวนหนึ่งบวกอีกจำนวนที่แปรผันตามอัตราเงินเฟ้อโดยส่วนใหญ่วัดจาก Consumer Price Index (CPI) โดยบอนด์ดังกล่าวมีทั้งที่เสนอขายโดยตรงผ่านบริษัทเอกชนและองค์กรรัฐฯคล้ายกับหุ้นกู้ในบ้านเราที่เพิ่มมิติของเงินเฟ้อเข้าไปในการเสนออัตราดอกเบี้ย นอกจากนี้ผู้ลงทุนยังสามารถลงทุนผ่าน ETF (Exchange Traded Funds) ที่เข้าไปลงทุนในตราสารเหล่านี้ได้อีกด้วย ซึ่งขอย้ำนะครับว่านี่เป็นของนักลงทุนต่างประเทศ แต่ผมเข้าใจว่าปัจจุบันมีกองทุนไทยหลายแห่งพยายามที่จะออกกองทุนที่มีลักษณะเหล่านี้อยู่

 

โปรดติดตามตอนต่อไปครับ…


ธนวัฒน์ รุ่งธนาภิรมย์

The Wealth Strategy

27.07.09

*หมายเหตุ : บทความนี้เป็นเพียงความคิดเห็นของคอลัมนิสต์เท่านั้น ผู้อ่านโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านบทความและการลงทุน

เงินเฟ้อมีผลกระทบต่อความมั่งคั่งของเราทุกคนในระยะยาว  นับแต่อดีตภาวะเงินเฟ้ออยู่กับเราตลอดถึงแม้อัตราเงินเฟ้อจะมีการปรับตัวขึ้นลงแต่ก็อยู่ในทิศทางขาขึ้น สังเกตง่ายๆจากราคาน้ำมันและราคาทองคำ  หากจะเที่ยวไปบอกใครๆว่าทองหนึ่งบาทเคยซื้อขายกันอยู่  4 พันกว่าบาทหรือน้ำมันเบนซินครั้งหนึ่งเคยเติมกันที่ต่ำกว่า 20 บาทต่อลิตรก็อาจต้องไปขุดคุ้ยหนังสือประวัติศาสตร์มาอ้างอิงกันเลยทีเดียว ทั้งที่ปรากฏการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในประเทศไทยเมื่อไม่เกิน 10 ปีมานี่เอง

  

เราๆ ท่านๆ คงมองเป็นเรื่องธรรมดาว่าราคาข้าวของก็ย่อมต้องแพงขึ้นเป็นธรรมดา จนกลายเป็นความเคยชินและก็เป็นหน้าที่ที่เราต้องปรับตัวให้พร้อมรับมือกับค่าครองชีพที่สูงขึ้นไม่ว่าจะโดยการหารายได้เพิ่มหรือรัดเข็มขัดลดค่าใช้จ่ายลง นั่นก็คงเพียงพอที่จะช่วยให้มนุษย์เงินเดือน ผู้ประกอบอาชีพอิสระ หรือ เจ้าของกิจการ สามารถที่จะปรับตัวรับกับเงินเฟ้อในช่วงที่ยังมีแรงขมักเขม้นทำงานกันอยู่

 

แต่ประเด็นที่ผมอยากให้ความสำคัญมากกว่าก็คือ

 

เราจะปรับเงินออมและแผนการลงทุนให้เข้ากับภาวะเงินเฟ้อในระยะยาวได้อย่างไร?’

 

เพราะว่าสิ่งนี้นี่เองที่จะมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อวัยเกษียณของเรา ซึ่งนับเป็นถึง 1 ใน 3 ของช่วงชีวิตโดยเฉลี่ย หรือ อาจมากกว่าสำหรับบางท่านที่ดูแลสุขภาพเป็นอย่างดี ในช่วงนี้เราๆท่านๆ ก็จะยังคงมีค่าใช้จ่ายเหมือนตอนที่ทำงานอยู่และอาจมากกว่าซะด้วยซ้ำ เพราะไหนจะ ค่าพยาบาลที่เพิ่มขึ้นไหนจะค่าเลี้ยงดูอุปถัมภ์ลูกๆหลานๆ นี่ยังไม่รวมถึงค่าบันเทิงและสันทนาการต่างๆที่ชาวเกษียณสมควรจะได้รับ  คงไม่ดีแน่หากเงินก้อนที่ควรก่อให้เกิดรายได้หลังเกษียณต้องไปจมอยู่กับเงินฝากธนาคาร ที่ปัจจุบันให้ผลตอบแทนไม่ถึง 1% หลังหักอัตราเงินเฟ้อระยะยาวแล้วคงติดลบอย่างแน่นอน

 

มาถึงตรงนี้ผมไม่ได้มองว่าเงินเฟ้อเป็นสิ่งไม่ดีเพราะ เงินเฟ้อภายใต้สมมติฐานว่ารัฐบาลและธนาคารกลางของประเทศบริหารนโยบายการคลังและ การเงินอย่างเหมาะสมมักจะมาพร้อมกับความเจริญเติบโตของเศรษฐกิจซึ่งที่สุดแล้ว ก็จะหมายถึงความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของประชาชาติโดยรวม เงินเฟ้อยังหมายถึงประสิทธิภาพการผลิตที่ดีขึ้นหรือเม็ดเงินที่ไหลเข้ามาลงทุนในประเทศเพิ่มขึ้น กล่าวคือมีหลายปัจจัยที่กระทบเงินเฟ้อซึ่งผมจะเล่าให้ฟังในโอกาสต่อไป

 

สำหรับตอนนี้ผมเพียงต้องการชี้ให้เห็นว่า ถึงแม้เงินเฟ้อจะมีผลกระทบต่อความมั่งคั่งของเราในระยะยาว แต่หากเรามีแผนการลงทุนที่ดีโดยคำนึงถึงอัตราเงินเฟ้อที่วนเวียนอยู่รอบตัวเราแล้ว ก็จะช่วยให้เราก้าวสู่วัยเกษียณได้อย่างมั่นใจ ในตอนต่อไปเราจะมาดูกันว่ามีเครื่องมืออะไรบ้าง ที่จะสามารถป้องกันความมั่งคั่งของเราจากอัตราเงินเฟ้อในระยะยาวได้

 

ธนวัฒน์ รุ่งธนาภิรมย์

The Wealth Strategy

23.07.09

*หมายเหตุ : บทความนี้เป็นเพียงความคิดเห็นของคอลัมนิสต์เท่านั้น ผู้อ่านโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านบทความและการลงทุน

 

“พี่จะให้เบลล์เขียนลงเว็บไซต์ EARN concept นะ”

 

อันนี้เป็นประโยคที่เหมือนรายการฝันที่เป็นจริงนะคะ แม้จะไม่มีการมอบรถเข็น

แต่ผลจากการตอบตกลงแบบใจง่าย ทำให้มีตัวหนังสืออยู่ตรงหน้าทุกคน ณ เวลานี้

 

นับเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มาเขียนบทความให้คุณนนท์ (คุณธนภัทร รุ่งธนาภิรมย์)

เจ้าของเว็บไซต์และหนังสือ EARN concept

ผู้มีเป้าหมายให้เว็บหนูเอิร์นเป็นแหล่งรวมของผู้คน

ที่ต้องการสร้างคุณค่าให้ชีวิตทั้งในการเงินและเรื่องอื่นๆ

 

แม้ดิชั้นจะไม่แน่ใจว่าสิ่งที่เขียนอยู่นี้จะไปในทิศทางไหน
แต่ลึกๆก็เชื่อว่า คุณนนท์คงต้องมีเป้าประสงค์บางประการ
และเล็งเห็นว่าการให้เด็กผู้หญิงคนนี้มาเขียน
น่าจะสร้างอะไรที่เกิดประโยชน์ต่อผู้อ่านได้ด้วย
เอาเป็นว่าเชื่อคุณนนท์ก็แล้วกันนะคะ

 

ต้องขอออกตัวก่อนว่าดิชั้นมีอาชีพหลักเป็นนักออกแบบกราฟฟิค

หาใช่นักเขียนหรือผู้เชี่ยวชาญทางการเงินใดๆไม่

แต่ว่าก็เป็นมนุษย์คนหนึ่งที่มีความตั้งใจที่จะฝึกตัวเอง

ให้มีระบบระเบียบกับการเงินและการจัดการชีวิต

แม้ในปัจจุบันหากคุณๆได้รู้จักดิชั้นเป็นการส่วนตัว

ก็จะพบว่าในบางครั้งดิชั้นช่างไร้สติทางการเงินอย่างยิ่งยวด (และคงได้รู้มากขึ้นในตอนต่อๆไป)

แต่ก็ขอพัฒนาตัวเองไปพร้อมๆกับการบันทึกนี้ด้วยเลยก็แล้วกันนะคะ

 

ดังนั้นสิ่งใดก็ตามที่เขียนในที่นี้ก็เอาเป็นว่ามันไม่ใช่ Tips & Tricks ที่ควรกระทำตาม

แต่ว่าเป็นการ Share ประสบการณ์ เรื่องราวการเรียนรู้ฝึกฝนด้านการเงินของดิชั้นเองมากกว่า

ซึ่งดิชั้นตั้งใจจะเขียนเล่าอย่างเปิดเผย จริงจัง และจริงใจ เท่าที่จะเป็นไปได้ 555

ถ้ามันสามารถก่อให้เกิดประโยชน์ หรือแค่ทำให้ผู้อ่านรู้สึกสนุกได้สักนิดหน่อย

ก็จะดีใจมากแล้วค่ะ

 

อย่างไรก็ดีต้องขอขอบคุณเว็บไซต์ EARN concept เป็นอย่างมากมา ณ ที่นี้นะคะ

และขอให้ทุกท่านก้าวสู่เป้าหมายอย่างสนุกสนานค่ะ!

 Bejuk

 

The Journey to Wealth

20.07.09

 

 

 

 

 

Cost VS. Worth

ราคา เทียบกับ คุณค่า

            ช่วงที่ผ่านมา หนังที่ดูแล้วชอบมากมีชื่อว่า ‘Confessions of a Shopaholic’ ไปดูมาถึง 2 รอบด้วยกัน เนื่องจากประทับใจในความเก่งของผู้แต่ง (Sophie Kinsella) ที่สามารถแทรกเรื่องการเงินเข้าไปในเนื้อเรื่องได้อย่างแนบเนียนและตลกขบขันยิ่งนัก ในหนังมีการพูดถึงเรื่องการวัดมูลค่าของสิ่งของ ด้วยคำ 2 คำที่มีความหมายแตกต่างกันอย่างมาก แต่มีความสัมพันธ์กันอย่างลึกซึ้ง นั่นก็คือคำว่า ‘Cost’ กับ ‘Worth’ ซึ่งหลายๆท่านอาจคุ้นเคยดีกับคำว่า ‘Price’ กับ ‘Value’ โดยเฉพาะท่านที่เป็นนักลงทุนหุ้นคุณค่า

            Cost คือ ตัวเงินที่เราต้องจ่ายออกไปเพื่อแลกมาซึ่งสินค้า ในขณะที่ Worth คือ คุณค่าของสินค้า หลักการง่ายๆแต่ทำได้ยากก็คือ เราควรซื้อสินค้าเมื่อราคาต่ำกว่าคุณค่าที่เราประเมินว่าจะได้รับ จุดยากก็คือ การที่จะสามารถประเมินคุณค่าให้ได้ใกล้เคียงกับคุณค่าที่แท้จริงของสินค้านั้นๆ นั่นเอง เพราะคุณค่าเป็นสิ่งที่วัดหรือจับต้องได้ยาก ต้องใช้การกะประมาณโดยอาศัยทั้งความรู้และประสบการณ์ วิธีการนี้สามารถใช้ได้กับทั้ง การเลือกซื้อสินค้าในชีวิตประจำวัน และ การลงทุนซื้อตราสารต่างๆ ด้วยครับ

HUG magazine vol.06 May 2009

 

           

 การลงทุนในตลาดหุ้น มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องอาศัยการใช้ข้อมูล

            คำถามคือ จะเลือกใช้ข้อมูลอะไร เพราะข้อมูลที่มีอยู่ มีมากเหลือเกิน คนส่วนใหญ่จะเลือกใช้ข้อมูลเกี่ยวกับราคา ด้วยเหตุผลว่าเป็นสิ่งที่เห็นได้ชัด และใกล้ตัวมากที่สุด

            เห็นหุ้นตัวไหน มีคนบอกว่าดี ก็สั่งให้โบรกเกอร์ซื้อ (ไว้ 10,000 หุ้น) แล้วก็มานั่งลุ้นให้ราคาวิ่งสูงขึ้นไป ซื้อมา 10 บาท ก็ภาวนาให้หุ้นขึ้นไป 11 บาท หรือยิ่งมากยิ่งดี

            คราวนี้  คุณหมีเข้ามาเยือนตลาดหุ้น หุ้นตัวที่ซื้อมา 10 บาท ตกไปเหลือ 8 บาท ก็ได้แต่กลุ้มใจ

ไม่ทราบจะทำอย่างไรดี จะถือต่อก็กลัวจะตกลึกลงไปอีก

            ครั้นจะตัดใจขายทิ้ง ก็ขาดทุนทันที 2 บาทต่อหุ้น ทั้งกลัวและเสียดาย เศร้าใจจนน้ำตาตกใน นึกโทษตัวเองว่า ไม่น่าเลย  อยู่ดีไม่ว่าดี

            แต่แล้วก็เหมือนพระมาโปรด คุณกระทิงเข้ามาขวิดคุณหมีกระเจิง หุ้นที่ซื้อมาพุ่งขึ้นพรวดพราดปั้บเดียวไปถึง 12 บาท ดีใจรีบขายหมดพอร์ต ได้กำไรถึง 20,000 บาทหรือ 20%

            ดีใจ เที่ยวคุยให้เพื่อนฝูงฟัง แต่แล้วก็ต้องช็อค เพราะเจ้าหุ้นตัวดี ไม่ยอมหยุดอยู่ที่ 12 บาท

คุณกระทิงพาไป 15

            ผ่านไป 1 อาทิตย์ หุ้นเจ้ากรรมโดดสูงถึง 20 บาท

            โอ๊ย  เจ็บใจจริงๆ ขายหมูไปโดยไม่รู้ตัว

            ครับ เรื่องแบบนี้ มีให้เห็นบ่อยในตลาดหุ้น

            ที่ผมอยากจะบอกก็คือ ราคาหุ้นขึ้นอยู่กับแรงต่อสู้ 2 แรง คือ แรงซื้อ  กับ  แรงขาย

            แรงซื้อมาก ราคาหุ้นก็จะวิ่งขึ้นสูง

            แรงขายมาก  ราคาหุ้นก็จะวิ่งลง

            ทั้งแรงซื้อและแรงขาย มาจากความรู้สึกของคนส่วนใหญ่ในตลาดหุ้น

            ถ้ารู้สึกดี  เช่น การเมืองนิ่ง เศรษฐกิจมีแนวโน้มดี อัตราดอกเบี้ยเริ่มลดลง ราคาน้ำมันเริ่มปรับลง

ต่างชาติเริ่มเข้ามาซื้อเก็บ ฯลฯ คนก็จะหันมาซื้อหุ้น ส่งให้แรงซื้อมีกำลัง หุ้นก็ขึ้น

            ถ้ารู้สึกไม่ดี  เช่น การเมืองปั่นป่วน เศรษฐกิจกำลังถดถอย อัตราดอกเบี้ยเริ่มสูงขึ้น ราคาน้ำมันแพงขึ้นเรื่อยๆ ต่างชาติเริ่มขายทิ้ง ฯลฯ คนก็จะหนีจากหุ้น แรงขายจะมีมาก หุ้นก็ลง

            สาเหตุพวกนี้เป็นเรื่องที่ควบคุมยาก เกินกำลังของนักลงทุน

            แต่มีสาเหตุหลักอีกเรื่อง ที่มีผลต่อราคาหุ้น และนักลงทุนพอจะทำอะไรได้บ้าง ด้วยการเข้ามาเป็นหนึ่งในสามพลัง ของกระบวนการสร้างมูลค่าหุ้น

            กระบวนการสร้างมูลค่าหุ้น เกิดจากการมีผลประกอบการที่ดี ส่งผลให้มูลค่าหุ้นสูงขึ้น และสุดท้ายราคาหุ้นก็จะดีขึ้นตามไปเอง        

            คำถามที่จะตามมาคือ สามพลังหมายถึงอะไร?

            คำตอบของสามพลัง คือ

1.                   พลังการบริหารของ CEO

2.                   พลังการกำกับดูแลของคณะกรรมการ

3.                   พลังของเจ้าของกิจการของผู้ถือหุ้น

นักลงทุนในฐานะผู้ถือหุ้น มีโอกาสใช้พลังของการเป็นเจ้าของกิจการ ให้เป็นประโยชน์ ด้วยการเข้าประชุมผู้ถือหุ้น โดยต้องทำการบ้าน ศึกษาข้อมูล แล้วไปตั้งคำถามหรือให้ข้อคิดเห็นต่อคณะกรรมการ

            ถ้านักลงทุนขยันศึกษา  ขยันติดตาม คณะกรรมการก็จะใช้พลังกำกับดูแล ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะทุกๆปีต้องมาพบปะชี้แจงกับผู้ถือหุ้น จึงต้องคอยดูแลกำกับ CEO ให้บริหารงานอย่างมีคุณภาพ

            ที่สำคัญ คือ การกำกับดูแลที่ดี ทำให้คณะกรรมการต้องทำหน้าที่ประเมินสำคัญ 2 อย่าง คือ ประเมินผลการทำงานของตนเอง และ  ประเมินผลการทำงานของ CEO       

            การคอยดูแลและประเมินตนเองเป็นเรื่องที่จำเป็น เพราะคณะกรรมการต้องพยายามปรับปรุงตนเอง ให้ดีขึ้นอยู่ตลอดเวลา

            ส่วน CEO ก็อยู่เฉยๆไม่ได้ เพราะมีคณะกรรมการคอยทำหน้าที่ประเมินผล เป็นเหมือนกระจกคอยสะท้อนภาพ ให้ CEO รู้อยู่เสมอว่า ตอนนี้ทำได้ดีแค่ไหน

            ด้วยกรรมวิธีนี้ ผลงานของCEO ก็ต้องดีขึ้น อย่างแน่นอน แม้บางครั้งจะเจออุปสรรค ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาของการทำธุรกิจ ก็ย่อมหาทางออกร่วมกับคณะกรรมการได้

            เมื่อเป็นเช่นนี้ ราคาหุ้นก็ต้องวิ่งสูงขึ้นในระยะยาว เพราะกระบวนการสร้างมูลค่าได้มีการทำงานของแรงสามประสาน

            ซื้อหุ้นแล้ว นักลงทุนจะนั่งเฉยๆ หรือเข้าไปมีบทบาท ในการร่วมสร้างมูลค่า เพื่อให้หุ้นมีราคาสูงขึ้น

            ขึ้นอยู่กับนักลงทุนครับ

เทพ รุ่งธนาภิรมย์

Money for Money

 

Active VS. Passive

รายได้ของคนเรา สามารถแบ่งได้เป็น 2 ชนิดหลักๆ ก็คือ Active income กับ Passive income

1. Active income คือรายได้ที่เกิดจากการออกแรงทำงานด้วยตนเอง เช่น ถ้าเป็นมนุษย์เงินเดือน ก็จะมีรายได้เป็นเงินเดือน หรือ โบนัส แต่ถ้าเป็นอาชีพอิสระ หรือ Freelance ก็จะมีรายได้เป็นค่าจ้าง หรือ ค่าบริการ ตามแต่ประเภทของงาน จุดสำคัญคือตัวของเราเป็นแหล่งที่มาของรายได้ เราใช้เวลาของเราเองเพื่อทำงานแลกกับค่าตอบแทน ดังนั้นถ้าเราหยุดทำงาน รายได้ Active ก็จะหยุดตามไปด้วย

2. Passive income คือรายได้ที่เกิดจากการใช้เงินทำงานแทน ถึงแม้เราหยุดทำงานแล้ว แต่รายได้ยังไม่หยุด เช่น เอาเงินไปลงทุนในหุ้นที่จ่ายเงินปันผลดีๆ  ถึงเวลาบริษัทจ่ายเงินปันผลให้เรา โดยไม่สนว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ อีกตัวอย่างคือ ให้คนเช่าคอนโด ก็ได้รับค่าเช่ารายเดือนโดยไม่ต้องทำงานเช่นกัน ถ้าวันใดที่รายได้ Passive เท่ากับค่าใช้จ่าย วันนั้นเราก็มีอิสรภาพทางการเงินนั่นเอง

แต่โดยส่วนใหญ่ Passive income ต้องใช้การลงทุนค่อนข้างสูงจึงต้องมีเงินก่อน ซึ่งตรงนี้ Active income มีบทบาทสำคัญอย่างมาก ถ้าเราทำงานหาเงิน Active ได้มาก ก็จะมีเงินไปลงทุนในทรัพย์สินที่ทำให้เกิด Passive income ซึ่งจะนำไปสู่อิสรภาพทางการเงิน

          สนใจอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้จากหนังสือตระกูล ‘Rich Dad’ ซึ่งเป็นผู้จุดประกายให้ concept นี้โด่งดัง

HUG magazine vol.05 April 2009

CEO ที่ทำกำไรได้ดีต่อเนื่องกัน มีทางเลือกหลักๆได้ 2 ทางคือ

* เอากำไรที่ได้  จ่ายเป็นเงินปันผลคืนผู้ถือหุ้น หรือ

* เอากำไรที่ได้  ไปใช้ขยายงานเพื่อเพิ่มกำไรในอนาคต

          นักลงทุนในฐานะผู้ถือหุ้น  คือผู้ตัดสินใจขั้นสุดท้าย

          ส่วนตัวแล้ว  ผมชอบเดินสายกลาง คือขอให้มีการจ่ายเงินปันผลบ้าง มากน้อยไม่ว่ากัน

เพราะเข้าใจดีว่า CEO ก็ต้องการเงินส่วนหนึ่งสำหรับขยายงาน

          เวลาเลือกซื้อหุ้น ผมจึงต้องศึกษาดูก่อนว่า CEO มีฝีมือ สามารถทำกำไรสุทธิได้ และเพื่อความไม่ประมาท ผมก็ต้องดูตัวงบกระแสเงินสด เพื่อให้แน่ใจว่า เงินสดจากการดำเนินงานสุทธิ มียอดเป็นบวก ซึ่งเป็นการยืนยันว่า กำไรสุทธิที่ทำได้มีคุณภาพดีจริง

          เพราะเคยมีเรื่องมาแล้ว ในงบกำไรขาดทุน โชว์ตัวเลขกำไรสุทธิเพิ่มอย่างหรู

แต่ขอโทษ เงินสดจากการดำเนินงานสุทธิ ติดลบ แดงเถือก

ใครหลงซื้อหุ้นนั้นเข้าไป ถึงกับกระอักเลือด

ที่ร้ายคือ  เจ้าของถือโอกาสขายหุ้นทิ้งหมดไปด้วย

บทเรียนราคาแพงนี้ ทำให้นักลงทุนเดี๋ยวนี้ต้องดูงบการเงินทั้ง 3 งบ

การที่เงินสดจากการดำเนินงานสุทธิ  มียอดบวก แสดงว่า  ในการค้าขาย  นอกจากทำกำไรได้แล้ว ยังเก็บเข้ามาเป็นเงินสดเพิ่มขึ้นได้อีกด้วย เงินในส่วนนี้  ถ้าจะนำไปใช้ขยายงาน ด้วยการลงทุน  ผมก็ขออนุโมทนา แล้วถ้าคิดว่าดี  จะไปกู้ยืมเงินมาสมทบ ผมก็คิดว่านักลงทุนไม่มีใครขัดข้อง จริงๆแล้ว ผมได้อาศัยการศึกษาข้อมูลในส่วนนี้ จากหุ้นหลายๆตัว ที่โชว์ตัวเลขในงบกระแสเงินสด

ในส่วนที่เกี่ยวกับการลงทุน Cashflow for  Investment แล้วตัดสินใจเข้าไปซื้อไว้

เพราะส่วนใหญ่  เมื่อขยายงานจากการลงทุนเสร็จเรียบร้อย มีสินค้าให้ขายได้มากขึ้น สุดท้ายกำไรก็เพิ่มตาม ทำให้มูลค่าหุ้นแข็งแกร่งขึ้น ราคาหุ้นก็ขึ้นตามมาจากผลกำไรที่ได้เพิ่มขึ้น

อยากจะเน้นตรงนี้ครับว่า การลงทุนเป็นการสร้างค่าในอนาคต ถ้าดูจากตัวเลขในอดีต  จะไม่พบ

ถ้าใครอ่านงบกระแสเงินสดเป็น โอกาสที่จะซื้อหุ้นในราคาถูก ย่อมเกิดขึ้นได้เสมอ

ทำไมการลงทุนจึงสามารถทำให้ราคาหุ้นเพิ่มขึ้น?

หลักมีอยู่ว่า การลงทุนต้องใช้เงินทุน คือ Capital ซึ่งมีต้นทุน  เรียกว่า Cost of  Capital

ในเวลาเดียวกัน  การลงทุนก็ให้ผลตอบแทน ซึ่งสามารถคิดออกมาเป็นอัตราผลตอบแทน (Returns on Capital)

ดังนั้นถ้า Returns on Capital สูงกว่า Cost Of Capital โครงการลงทุนนั้นก็น่าลงทุน เพราะเมื่อลงทุนเพิ่ม ก็จะเกิดกำไรเพิ่ม ส่งผลให้ ผลประกอบการออกมาดี ราคาหุ้นก็จะตอบรับข่าวดี

เป็นปรากฎการณ์ของตลาดหุ้น  ที่หุ้นบางตัวขึ้นได้เป็นเท่าๆตัว เป็นหุ้นโตเร็ว (Growth Stock) ที่ทำให้ผู้ซื้อกลายเป็นเศรษฐี แต่ก็มีความเสี่ยงเหมือนกันนะครับ?

เพราะถ้าลงทุนไปแล้ว ผลออกมาพลิกล๊อคไม่เป็นไปอย่างที่คิด ก็จะยุ่ง

แทนที่จะมีกำไรมาเสริม กลับกลายว่าโครงการใหม่ขาดทุน ดึงของเก่าให้ลดลงไป

ดีไม่ดี ทำให้ขาดทุนทั้งบริษัท แบบนี้ ก็เป็นเรื่องเศร้า กลายเป็นลงทุนผิด คิดจนช้ำใจ

ในสมัยฟองสบู่ฟูฟ่อง มี CEO บางคนใจกล้า ขยายงานอย่างไม่คิดชีวิต เงินไม่พอก็กู้เงินต่างประเทศเข้ามาเสริม เพราะมองโลกในแง่ดีเกินไป

ครั้นพอฟองสบู่แตกดังโพล๊ะ เงิน 1 เหรียญที่กู้มาแลกได้ 25 บาท กลายเป็น 40 บาท ก็ขาดทุนมโหฬาร โครงการขยายงานทั้งหลายต้องหยุดกึก ที่หนักสุดคือไม่มีปัญญาชำระหนี้ สุดท้ายต้องยกธงขาว ยอมแพ้ ปิดโรงงาน ราคาหุ้นตกลงมาเหลือศูนย์

ดังนั้น จึงต้องระวังครับ CEO ที่ลงทุนเกินกำลังเกินไป มีสิทธิทำให้ผู้ถือหุ้น พลอย เจ๊งตามไปด้วย

 

 

                                                             

 

"เหรียญ 1 เหรียญ มี 2 ด้านเสมอ"

วันที่ 1-4 พฤษภาคม 2009 ที่ผ่านมา ได้มีโอกาสไปเข้าค่ายอนุชนที่ จ.นครราชศรีมา กับกลุ่มวัยรุ่นอายุ 12-35 ปี ของโบสถ์แห่งหนึ่งซึ่งผมเป็นสมาชิกชื่อว่า คริสตจักรสืบสัมพันธวงศ์  ชื่อค่ายคือ 'One Body Many Parts' ก็ตามชื่อเลยครับ จุดประสงค์หลักของค่ายคือให้สมาชิกได้รู้จักกันมากขึ้นเพื่อความสามัคคีเป็นหนึ่งเดียว ก็เลยคิดเกมๆหนึ่งขึ้นมาให้ทุกคนร่วมเล่นกันตลอดช่วงเวลา 3 วันในค่าย (เป็น Reality show ที่ทุกคนมีส่วนร่วมตลอดเวลา) มันมีชื่อว่า X-man, Y-man เกมปริศนาเค้าคือใคร? นั่นเองครับ

เป็นการนำเกมโชว์ X-man มารวมกับเกมมาเฟียที่คนค่ายมักจะชอบเล่นกัน เรื่องของเรื่องก็คือ สมาชิกค่ายทั้งหมด 52 ชีวิต จะถูกแบ่งเป็น 4 กลุ่มๆละ 13 คน ได้แก่ กลุ่มสีฟ้า (ฮีโร่), กลุ่มสีเขียว (เด็กแว้น), กลุ่มสีส้ม (หมี่เต๋อ), และกลุ่มสีชมพู (เด็กเนิร์ด) ซึ่งแต่ละกลุ่มประกอบไปด้วย สมาชิกส่วนใหญ่คือ Citizen ผู้มีสิทธ์ในการ vote และมี Y-man 1 คน

เกมเริ่มจากการที่ Y-man คนนี้จะต้องทำหน้าที่บอกคนในกลุ่มให้รู้มากที่สุดว่าเค้าคือ Y-man เพราะในตอนสิ้นวันจะมีการ vote ตัว Y-man โดยสมาชิกกลุ่ม ยิ่ง vote ถูกมากก็ยิ่งได้คะแนนมาก แต่ปัญหาคือ ในทุกๆกลุ่มดันมี X-man แฝงตัวอยู่ 1 คน, X-man คนนี้เป็นสมาชิกของกลุ่มคู่ต่อสู้ (กลุ่มสีฟ้ามี X-man ของสีชมพู, กลุ่มสีเขียวมี X-man ของสีฟ้า ไล่ไปเรื่อยๆ ตามสี) ถ้า Y-man เลือกบอกผิดคนไปบอก X-man เข้า, X-man จะทำหน้าที่ของเค้าทันที คือ จะไปบอก คนในกลุ่มของเค้าว่าใครคือ Y-man ของกลุ่มที่เค้าแฝงตัวอยู่ และแน่นอนกลุ่มที่สถานะของ Y-man รั่วไหลก็จะโดนทำโทษอย่างหนักหน่วง ดังนั้น Y-man จะต้องมีความรอบคอบ และ ต้องคอยสังเกตให้ดีว่าใครคือ X-man จุดเด่นของ X-man ก็คือ การสร้างความหนืดให้แก่กลุ่มที่ตนเองแฝงอยู่ คือ คอยถ่วงแบบเนียนๆ และอีกอย่างคือ เวลาแข่งเกมหรือกีฬาอะไรก็ตามกับกลุ่มจริงของตน ห้ามให้กลุ่มจริงแพ้เด็ดขาด มิฉะนั้นกลุ่มจริงจะโดนทำโทษอย่างหนัก

นอกจาก X-man ที่แฝงตัวอยู่ ยังมี The 2 Faces (ทูเฟส) ที่มาจากกลุ่มเดียวกันร่วมแฝงตัวอยู่ด้วย โดยทั้งคู่จะไม่รู้หน้ากัน หน้าที่ของทูเฟส นั้นซึ้งมาก คือ ทำตัวเป็นเป้าลวง คอยช่วย X-man อย่างลับๆ ให้คนในกลุ่มไม่สามารถระบุตัว X-man ได้ง่ายๆ

สถานะของแต่ละคนจะถูกกำหนดขึ้นมา และ จะถูกบอกให้รู้ตั้งแต่วันแรกหลังจากแบ่งกลุ่มแล้ว แน่นอน X-man และทูเฟส ก็พึ่งจะรู้ว่าเค้าเป็นสมาชิกของกลุ่มอื่นแต่ถูกส่งให้มาแฝงตัว หลังจากแบ่งกลุ่มแล้วเช่นเดียวกัน

Y-man เรียงตามสีฟ้าเขียวส้มชมพู ได้แก่ โจ, อิท, ท้อด, และ นัท ตามลำดับ

X-man เรียงตามสี ได้แก่ สุ, พัช, แจ๋, และ กี

ทูเฟส เรียงตามสี ได้แก่ เฟธ, พี่แพม, อาร์ท, และ หยก

สรุปผลคะแนน

คะแนนจากการแข่งเกมและกีฬา

ฟ้า 24

เขียว 19

ส้ม 25

ชมพู 18

คะแนน modified หลังจบเกม X-man, Y-man

ฟ้า -5

เขียว 30

ส้ม 108

ชมพู 22

จากผลคะแนนที่ออกมา, จากการสังเกตและสัมภาษณ์ ทำให้ผมพอจะสรุปตำแหน่งได้ดังนี้

- Y-man ยอดเยี่ยม; ท้อด ผู้มีการวางแผนอย่างแยบยลร่วมกับ citizen ที่เขาเลือกไว้ใจ จนได้คะแนนสูงสุด ส่งผลให้กลุ่มชนะไปในที่สุด

- X-man ยอดเยี่ยม; แจ๋ เธอคือสุดยอด X-man เนื่องจากสามารถสร้างความหนืดในกลุ่มสีส้มอย่างมากมาย โดยที่คนในกลุ่มไม่รู้สึกเอะใจเลยแม้แต่น้อย

- ทูเฟส ยอดเยี่ยม; หยก สุดยอดมาก เพราะแทบไม่ต้องออกแรงเลย แค่ประโยคเด็ดในตอนท้าย 'เดี๋ยวความจริงก็จะปรากฎ' คนในกลุ่มชมพู ก็พร้อมใจกัน vote ผิดคิดว่าเธอคือ X-man ส่งผลให้คะแนน vote Y-man หายเกือบหมด

- Y-man ผู้โดนกับระเบิด; โจ สมาชิกคนแรกที่เค้าเลือกบอกสถานะ เธอคนนั้นคือ X-man!!!

- X-man ที่น่าเห็นใจที่สุด; สุ ในกลุ่มสีฟ้า เนื่องจาก เฟธ ทูเฟส ซึ่งควรจะอยู่เคียงข้างเธอ ดันเล่นเกมผิดไปบอกกลุ่มชมพูว่าสุ คือ Y-man ของกลุ่มสีฟ้าซะงั้น

- ส่งผลให้ เฟธ กลายเป็น ทูเฟส ยอดแย่ ไปโดยปริยาย;

- Citizen งงๆ; คุณไชย เป็น citizen แท้ๆของกลุ่มสีชมพู ที่พยายามทำให้คนในกลุ่มเข้าใจว่าตนคือ X-man นับเป็นรูปแบบที่น่ารักมาก วิเศษไปเลย เค้าทำเพื่อใคร? ใครจ้างเค้ามา?  :)

- Y-man ผู้เลือกใช้ระบอบเผด็จการ (อันนี้เป็น classic case ทีเดียว); นัท เนื่องจากกลุ่มสีชมพูได้สิทธ์ vote เป็นกลุ่มสุดท้าย ดังนั้นต่อให้สถานะ Y-man ของกลุ่มรั่วไหล ก็ไม่มีผลเสีย เพราะกลุ่มอื่นเค้าไม่มีสิทธิ์ vote แล้ว นัท จึงเลือกบอกทุกคนในกลุ่มว่าตนคือ Y-man พร้อมถามว่าใครคือ Citizen ให้ยกมือขึ้น (เพื่อจะได้จับตัว X-man) ปรากฎว่ายกกันทั้งกลุ่ม  ยกเว้น หยก ส่งผลให้ คนในกลุ่มเข้าใจว่า หยก คือ X-man จึงพร้อมใจกัน vote หยก ทำให้คะแนนที่ vote นัท หายเกลี้ยง

- ในวันสุดท้ายตัดสินคะแนนกันเรียบร้อยแล้ว สีส้มชนะไปอย่างท่วมท้น แล้วก็มีการเฉลยสถานะ หลังจากเฉลยเสร็จแล้ว บุคคลผู้สร้างความปั่นป่วนทั้งหลาย (X-man และ ทูเฟส) ก็โดนลงโทษอย่างสาสมริมสระน้ำ บ้างถูกปาด้วยลูกโป่งน้ำ บ้างก็ถูกจับโยนสระ จัดเป็นภาพที่น่าสะเทือนใจยิ่งนัก และที่ยังมึนๆอยู่ คือ ทำไมผมโดนจับโยนด้วยล่ะคร้าบบบบบT_T ที่แย่คือมันเกิดขึ้นเร็วซะจนผมจำหน้าคนจับโยนไม่ได้ รู้แค่ว่ามีประมาณ 3 คนช่วยกัน ภายหลังสืบสาวพบว่าพี่แพมเป็นผู้บงการคนสำคัญ แต่ถอนตัวไปซะก่อน (ก่อนโยนมีผู้หวังดีนำเอาพัดลมมือถือออกจากกระเป๋ากางเกงผม เพื่อไม่ให้เปียกน้ำ พัดลมที่ก่อนมาค่ายผมไปหาซื้อที่ Big C มันเป็นของแถมจากถ่าน Energizer 12 ก้อนที่ผมไม่ได้อยากได้เล้ย แต่ซื้อเพราะจะเอาพัดลม สุดท้ายมันหายไปไหนแล้วครับเนี่ยยยยยยยยยยยยย T_T) ผมลืมคิดตรงจุดนี้ไป คือตอนเฉลยสถานะ จริงๆ ควรจะเฉลยตอนกลับจากค่ายตอนที่ทุกคนแยกย้ายกันกลับถึงบ้านแล้ว และ ใช้วิธีส่ง email ให้ทุกคนไปเช็คกันเอาเองจะได้ไม่มีการลงโทษกันนอกเกมเช่นนี้ แต่เข้าใจว่าคงอึดอัดกันน่าดู :)

- จากใบประเมินผลหลังค่าย พบว่าหากมีเล่นอีกครั้ง สถานะที่มีคนอยากเป็นมากที่สุดคือ X-man เป็นสถานะที่แปลกจริงๆ คนที่ไม่ได้เป็นจะอยากเป็นเพราะรู้สึกท้าทาย แต่เมื่อได้เป็นจริงๆจะรู้สึกถึงความรันทด (ผมได้เห็นมาแล้ว) มีประมาณ 5% ที่ตอบว่าไม่อยากเล่น (ส่วนใหญ่จะเป็นผู้สูงวัย)

มุมมอง X-man, Y-man เกมการเมือง?

- Y-man เปรียบได้กับผู้ทรงอิทธิพล เป็นผู้ควบคุมเกม จริงๆแล้วเกมนี้จะรุนแรงเพียงใดขึ้นอยู่กับความ aggressive ของ Y-man หาก Y-man เลือกที่จะไม่บอกสถานะของตนให้ใครรู้ X-man กับ ทูเฟส ก็แทบจะไร้ความหมาย แต่ตัว Y-man เองก็จะไร้ซึ่งอำนาจไปด้วย สถานะของ Y-man นั้น ก็เปรียบได้กับ 'อำนาจ' ที่ Y-man มีอยู่ ยิ่ง Y-man ค้นพบผู้จงรักภักดีมาก ตัวเขาเองก็จะยิ่งมีอำนาจมาก ด้วยการเปิดเผยสถานะ Y-man ของเขา ซึ่งเป็นการสร้างกลุ่มการเมืองที่แข็งแกร่งขึ้นมานั่นเอง

- Citizen ประชาชนหรือสมาชิกกลุ่มทั่วไป  เปรียบเสมือนประชาชนที่ต้องการผู้นำที่พึ่งพาได้ เขาเหล่านี้พร้อมที่จะจงรักภักดี หากมีผู้ทรงอิทธิพลปรากฎตัวออกมา และ มอบสิ่งตอบแทนให้ สิ่งที่แสดงถึงความจงรักภักดีของ Citizen ก็คือ การตั้งใจช่วยเหลือกลุ่มอย่างเต็มที่ รวมถึงสิทธิ์ในการ vote ซึ่งเป็นอำนาจต่อรองเพียงอย่างเดียวของประชาชน และ เป็นสิ่งที่ Y-man ต้องการมากที่สุด

- X-man ถึงจะไร้อำนาจแต่ก็ไม่หลงเชื่อใครง่ายๆ X -man เปรียบเสมือนกลุ่มคนที่ถูกเมิน เนื่องจากสิ่งที่พวกเขาต้องการนั้น มากกว่าที่ประชาชนทั่วไปต้องการ เขาจึงเกิดความลังเลใจที่จะเลือกข้าง และ นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้พวกเขา ไม่สามารถแสดงความจงรักภักดีแบบเปิดเผยได้ และ ถูกสงสัย สิ่งที่เขาต้องการก็คือ สถานะของ Y-man ในกลุ่มที่เขาแฝงตัวอยู่ แต่สิ่งที่เขาต้องการมากกว่านั้นก็คือ คนที่ห่วงใยเขาแบบจริงใจนั่นเอง การที่มีคนกลุ่มนี้ในสังคมทำให้ Y-man ไม่สามารถที่จะทำอะไรตามใจตนเองได้ 100%

- ทูเฟส อยู่ในกลุ่มประเภทเดียวกับ X-man ช่วยคานอำนาจทางการเมือง และการที่เขาไม่สามารถเปิดเผยสถานะได้จึงทำให้ถูกสงสัย เช่นเดียวกัน

X-man, Y-man กับทฤษฎีเกม?

ทฤษฎีเกม คือ ทฤษฎีที่ว่าด้วยการตัดสินใจที่ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของตั้งแต่ 2 ฝ่ายขึ้นไป

- หากเกมนี้ Y-man ทุกคนพร้อมใจกันที่จะไม่เปิดเผยสถานะของตน การคิดคะแนนในตอนท้าย จะเกิดจากคะแนนการแข่งเกมและกีฬาที่เกิดจาก ความสามัคคี และ น้ำพักน้ำแรง ของ citizen ล้วนๆ ซึ่งคงจะเป็นเรื่องแปลกมากๆและไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ เพราะกฎที่ว่า หากกลุ่มใดได้รับคะแนนจากการ vote Y-man ถูกมากที่สุด กลุ่มนั้นจะได้คะแนนรวม x 2 เท่าในตอนท้าย

(กลยุทธ์เด่น คือ กลยุทธ์ที่เลือกการตัดสินใจที่ไม่ว่าฝ่ายอื่นที่เหลือจะเลือกทางเลือกใด ฝ่ายที่เลือกใช้กลยุทธ์เด่น จะได้รับผลประโยชน์ของตนเองสูงสุดเสมอ ดังนั้นกลยุทธ์ที่ดีคือ ในเกมที่มีกลยุทธ์เด่นอยู่นั้น เราควรเลือกตัดสินใจบนข้อสันนิษฐานว่าฝ่ายอื่นเลือกใช้กลยุทธ์เด่นของตนเอง)

- ในที่นี้กลยุทธ์เด่นของ Y-man คือ การบอกสถานะให้ citizen รู้มากที่สุด ดังนั้นแทนที่ Y-man จะนั่งภาวนาไม่ให้ Y-man ของกลุ่มอื่นบอกสถานะให้ citizen รับรู้ Y-man ควรจะเริ่มมองหาว่าใครคือ citizen ที่ไว้ใจได้และเริ่มบอกสถานะของตน

- อำนาจของ Citizen คือสิทธ์ในการ vote ยิ่ง vote ได้แม่นยำเพียงไร ก็ยิ่งทำให้กลุ่มของตนเจริญขึ้นเท่านั้น ดังนั้นกลยุทธ์เด่นของ citizen ก็คือ พยายามสืบหา Y-man ด้วยการร่วมมือกับกลุ่มอย่างเต็มที่และออกนอกหน้า พยายามทำให้คนที่เราเชื่อว่าเป็น Y-man เห็นว่าเราตั้งใจทำเพื่อกลุ่ม อย่าพยายามหาเรื่องคนอื่นด้วยการแสดงความสงสัยว่าคนนั้นคนนี้เป็น X-man หรือ ทูเฟส เพราะจะทำให้เราถูกสงสัยเปล่าๆ เมื่อได้รับความไว้วางใจแล้วให้ร่วมมือกับ Y-man เพื่อช่วยกันสังเกตหา citizen ที่ไว้ใจได้และจับผิด X-man กับ ทูเฟส

- ถึงจะมีชีวิตที่น่ารันทด แต่ X-man ก็มีอำนาจเหมือนกัน ถึงแม้จะต้องขวนขวายหน่อย นั่นก็คือ สถานะของ Y-man ในกลุ่มที่เข้าไปแฝงตัว หลังจากที่ทำอย่างไรก็ได้เพื่อให้รู้สถานะของ Y-man แล้ว X-man ควรจะเริ่มติดต่อกับคนในกลุ่มจริงของตน เพื่อแลกเปลี่ยนบางสิ่งบางอย่างก่อนที่จะยอมบอก password (สถานะของ Y-man) เช่น ขอการปกป้องคุ้มครองหลังจากที่มีการเฉลยว่าใครเป็น X-man แล้ว (จากภาพที่เห็นคือตอนเฉลย X-man ล้วนโดนจับโยนน้ำกันหมด ก็ค่อนข้างแสดงว่า X-man ไม่หลงเหลืออำนาจอยู่เลย)

- ทูเฟส ดูจะเป็นสถานะที่ ชิลๆ และ สบายใจที่สุดของเกม เนื่องจากไม่ต้องรับภาระเกี่ยวกับ password ใดๆเลย กลยุทธ์เด่นของเขามีเพียงแค่ ทำอย่างไรก็ได้ให้คนในกลุ่มเข้าใจว่า เขาคือ X-man ความสบายใจนี้ ส่งผลให้พวกเขาบรรลุเป้าหมายได้โดยง่าย ดูจากคะแนน vote แล้ว พวกเขาทั้ง 4 คน ต่างทำให้ citizen เข้าใจว่าเป็น X-man ได้มากอย่างน่าเหลือเชื่อ

- เนื่องจากการที่ ทูเฟสจะออกอาการป่วนได้ชัดกว่า X-man จุดนี้เอง X-man ซึ่งรู้ว่าตนเองเป็น X-man ย่อมพอจะเดาได้ว่าใครคือ ทูเฟส แต่การที่จะเดินเข้าไปเปิดเผยความในใจย่อมเป็นการเสี่ยงที่มากเกินไป เพราะหากคนๆนั้นไม่ใช่ ทูเฟส แต่เป็น citizen ที่แข่งอะไรก็แพ้จริงๆ ไม่ได้แกล้ง หายนะย่อมมาเยือน X-man อย่างแน่นอน จึงกล่าวได้ว่าที่สุดของความรันทดก็คือ X-man ต้องมีสภาพจิตใจที่เข้มแข็งมากๆนะครับ

X-man, Y-man กับข้อคิดง่ายๆที่ใช้ประโยชน์ได้

- X-man ถึงจะเป็นผู้ร้ายของกลุ่มนึง ก็เป็นคนดีของอีกกลุ่ม

- ทูเฟส ถึงจะร้าย แต่ก็เป็นคนดีของ X-man

เหรียญ 1 เหรียญย่อมมี 2 ด้าน ดังนั้นไม่ว่าคนหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิต ย่อมมีด้านดีและร้าย ขอให้เรารวบรวมข้อมูลให้มากพอ ก่อนที่จะตัดสินใจทำเรื่องสำคัญๆ และ ที่สำคัญอย่าตัดสินคนอื่น เพราะในบางครั้ง คนก็ทำในสิ่งที่ขัดกับตัวเองเนื่องจากสถานการณ์ที่บีบบังคับอยู่ตรงหน้า

กฎ X-man, Y-man version 0.2

Copyright 2009 by Tanapat Roongtanapirom of Sueb Church

 

ต่อจากนี้ เป็นกฎการเล่น X-man, Y-man อย่างละเอียด จะเป็นประโยชน์และข้อได้เปรียบอย่างยิ่งต่อกลุ่ม หากคุณสามารถทำความเข้าใจไว้ล่วงหน้า เพราะคุณอาจจะถูกเลือกเป็น X-man หรือ Y-man ก็ได้  ถ้าหากอ่านแล้วยังไม่เข้าใจ อย่ากังวลไป เพราะจะมีการอธิบายตอนเล่นจริงในค่าย  (เพียงแต่จะไม่ละเอียดเท่ากับอ่านเอง)

 

เกมนี้จะมีสถานะอยู่ 4 ประเภท คือ X-man, Y-man, 2Faces (ทูเฟส) และ Citizen (สมาชิกกลุ่ม) ทุกกลุ่มจะมี X-man,Y-man และ 2Faces อย่างละ 1 คน ที่เหลือคือ Citizen สถานะเหล่านี้ จะถูกกำหนดในคืนแรกโดยคุณจะถูกถามด้วยคำถาม 2 ข้อ คำตอบ, จังหวะ, และ ท่าทางการตอบของคุณล้วนมีส่วนในการกำหนดสถานะของคุณเอง สถานะนี้ถือเป็นความลับขั้นสุดยอด จะมีเพียงเจ้าตัวเท่านั้นที่รู้ และ คนที่เจ้าตัวพอใจที่จะเปิดเผยสถานะเท่านั้น

 

ถ้าคุณ คือ สมาชิกกลุ่ม Citizen อ่านกฎนี้

คุณคือสมาชิกกลุ่ม (Citizen) ผู้ที่ไม่ได้ถูกเลือกให้เป็น X-man, Y-man หรือ 2faces

คุณเป็นคนส่วนใหญ่ หน้าที่ของคุณคือพยายามให้ความร่วมมือกับกลุ่มมากที่สุด จะมีการ vote เกิดขึ้นเมื่อสิ้นวัน และ ผล vote ของผู้ที่เป็น สมาชิกกลุ่มอย่างคุณเท่านั้นที่จะถูกนับคะแนน หมายความว่า X-man, Y-man และ 2 faces จะเข้าร่วมการ vote เพื่อทำตัวแนบเนียนเท่านั้น แต่ผล vote จะไม่ถูกนับเป็นคะแนน

กฎของการเป็นสมาชิกกลุ่ม;

  1. ให้ความร่วมมือกับสมาชิกในกลุ่มอย่างเต็มความสามารถ พยายามทำตัวให้ตรงข้ามกับ X-man ของคู่ต่อสู้ ที่แฝงตัวอยู่ในกลุ่ม
  2. พยายามทำให้ Y-man ของกลุ่มคุณไว้วางใจเพื่อที่ Y-man จะบอก password ซึ่งก็คือสถานะของเขาให้คุณรับรู้
  3. เอาใจช่วย X-man และ 2Faces ของกลุ่มคุณที่ใช้ชีวิตในกลุ่มอื่น เพราะเขาต้องทำงานอย่างยากลำบากเพื่อช่วยเหลือกลุ่มคุณ จะมีมุมให้กำลังใจ X-man และ 2Faces ตั้งอยู่ ขอให้คุณใช้มันอย่างเต็มที่เพื่อส่งผ่านกำลังใจสู่เขาเหล่านั้น
  4. เมื่อมีการแข่งขัน พยายามชนะให้มากที่สุดเพราะนอกจากจะทำให้ Y-man ไว้ใจคุณ แล้ว ยังจะทำให้ X-man ของคุณที่อยู่กลุ่มอื่น สามารถทำงานได้ง่ายขึ้น ถ้าอยากรู้ว่าเพราะอะไร ลองอ่านกฎของ X-man ดู
  5. คอยฟังข่าวจาก X-man ว่า Y-man ของกลุ่มที่เขาไปแฝงตัวอยู่นั้นเป็นใคร  ถึงโอกาสจะน้อย คุณก็อาจจะเป็นผู้ที่ถูกเลือกโดย X-man ในการบอกข่าวสำคัญนี้
  6. จะมีการ vote ว่าใครคือ  Y-man ของกลุ่มคุณ ถ้าคุณตอบถูก กลุ่มคุณจะได้คะแนน แต่ถ้าตอบผิดกลุ่มคุณจะเสียคะแนน คุณมีสิทธิ์ที่จะไม่ตอบ
  7. จะมีการ vote ว่าใครคือ X-man ที่แฝงตัวในกลุ่มคุณ ถ้าคุณตอบถูกกลุ่มคุณจะได้คะแนน และ กลุ่มจริงของ X-man จะเสียคะแนน แต่ถ้าตอบผิดกลุ่มคุณจะเสียคะแนน คุณมีสิทธิ์ที่จะไม่ตอบ
  8. จะมีการ vote ว่าใครคือ  Y-man ของกลุ่มที่ X-man ของคุณ เข้าไปแฝงตัว ถ้าคุณตอบถูก กลุ่มคุณจะได้คะแนนมหาศาล และ กลุ่มนั้น จะเสียคะแนนมหาศาล  แต่ถ้าตอบผิดกลุ่มคุณจะเสียคะแนนมหาศาล คุณมีสิทธิ์ที่จะไม่ตอบ

 

ถ้าคุณคือ Y-man อ่านกฎนี้

คุณคือ Y-man ทำหน้าที่เป็นผู้นำทาง (Savior)

ตัวคุณคือ password คุณเป็นรหัสลับที่มีชีวิต (a living password) คุณมีหน้าที่ต้องบอกสถานะให้สมาชิกในกลุ่มรู้ว่าคุณคือ Y-man ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ยิ่งสมาชิกรู้มากเพียงไร สิทธิประโยชน์และคะแนนของกลุ่มก็จะเพิ่มขึ้นมากเท่านั้น

กฎของการเป็น Y-man;

  1. พยายามทำให้สมาชิกในกลุ่มรู้มากที่สุดว่าคุณคือ Y-man ด้วยวิธีใดก็ได้
  2. คุณควรรู้ว่าในกลุ่มของคุณ นั้น มีสายลับ X-man ของกลุ่มอื่นแฝงตัวอยู่ (ผู้บุกรุก หรือ intruder) เป็นผู้เดียวที่ห้ามให้ล่วงรู้สถานะของคุณโดยเด็ดขาด มิฉะนั้น X-man คนนี้จะนำข่าวนี้ไปรายงานกลุ่มจริงของเขาและหากมีเพียงสมาชิกคนเดียวในกลุ่มอื่น รู้ว่าคุณคือ Y-man กลุ่มของคุณจะถูกลงโทษอย่างรุนแรงทีเดียว
  3. ดังนั้น ทางรอดของกลุ่มคือ คุณจะต้องเลือกบอก password กับสมาชิกที่คุณไว้วางใจเท่านั้น สมาชิกที่น่าไว้ใจ คือสมาชิกที่ให้ความร่วมมือกับกิจกรรมทุกอย่าง และ แข่งขันอะไรก็ชนะนั่นเอง
  4. เพื่อประโยชน์ของกลุ่ม คุณควรศึกษากฎของ X-man ไปด้วยเลย เพราะนั่นจะทำให้คุณ พอจะรู้จุดมุ่งหมาย ความต้องการ รวมไปถึงบุคลิกพิเศษของ X-man เพื่อที่คุณจะหลีกเลี่ยงได้ถูกคน
  5. คุณควรรู้อีกว่า X-man ก็มีเพื่อนกับเค้าด้วย นั่นก็คือ 2Faces เป็นผู้บุกรุกอีกคนหนึ่ง คนๆนี้จะไม่ยุ่งเกี่ยวกับ password จริงของกลุ่มคุณ แต่ถ้าอยากรู้ถึงความร้ายกาจของเขา ก็ให้ลองอ่านกฎของ 2Faces ดู
  6. เพื่อที่จะรู้ว่าสมาชิกกลุ่มมีบุคลิกเป็นอย่างไร กรุณาอ่านกฎของ สมาชิกกลุ่ม หรือ citizen ด้วย

 

ถ้าคุณคือ X-man อ่านกฎนี้

คุณคือ X-man ทำหน้าที่เป็นผู้บุกรุก (Intruder)

คุณคือสายลับของกลุ่มจริงของคุณ คุณมีหน้าที่ที่จะต้องคอยถ่วงกลุ่มแฝงและคอยช่วยกลุ่มจริงของคุณด้วยการสืบหา password ขอบอกว่าไม่ต้องเกรงใจกลุ่มแฝง นี่เป็นเกมที่ต้องการความเข้มแข็งทางด้านจิตใจของคุณ เพราะกลุ่มอื่นก็มี X-man ของตนเองคอยทำหน้าที่ช่วยเหลืออยู่เช่นเดียวกัน หากคุณใจอ่อนแม้เพียงนิดเดียว อาจส่งผลให้กลุ่มจริงของคุณพ่ายแพ้ได้เลย  ตรงนี้นอกเรื่องนิดหน่อย แต่หากคุณเคยดูเรื่อง Infernal affair ก็ขอให้นึกถึงการใช้ชีวิตของหมวดเหลียง เฉา เหว่ย ตำรวจที่ต้องเข้าไปแฝงตัวอยู่ในแก๊งค์อันธพาล ก็จะช่วยให้คุณเข้าใจสถานการณ์และบิลด์อารมณ์ได้ไม่น้อย

นิยาม

กลุ่มจริง คือ กลุ่มที่จริงๆแล้วคือกลุ่มของคุณ เป็นกลุ่มที่คุณต้องคอยให้ความช่วยเหลือแบบลับที่สุด

กลุ่มแฝง คือ กลุ่มที่คุณใช้ชีวิตอยู่แบบแฝงกายปกปิดสถานะทำกิจกรรมร่วมกับพวกเขาตลอดเวลาของการอยู่ค่าย

 

กฎของการเป็น X-man;

  1. ห้ามให้ใครก็ตามในกลุ่มแฝง ล่วงรู้สถานะ X-man ของคุณโดยเด็ดขาด! (มิฉะนั้นคุณจะใช้ชีวิตอย่างยากลำบากมาก ขอใช้คำว่ารันทดจะดีกว่า)
  2. พยายามสืบให้ได้ว่าใครคือ Y-man (ถ้าอยากรู้ว่าY-man หน้าตาเป็นยังไง ก็ให้ลองอ่านกฎของ Y-man) ของกลุ่มที่คุณแฝงอยู่ เพราะนั่นคือ password ที่จะช่วยให้กลุ่มจริงของคุณได้คะแนนมหาศาล และ เมื่อสืบพบแล้ว ให้พยายามรายงานกับคนใดคนหนึ่งในกลุ่มจริงที่คุณไว้ใจ แค่คนเดียวก็พอ
  3. เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณต้องแข่งขันอะไรก็ตามกับกลุ่มจริงของคุณ คุณต้องพยายามแพ้ให้กับกลุ่มจริงของคุณเสมอ ถ้าในการแข่งนั้นมีคุณอยู่ในการเล่น (In play) แล้วกลุ่มจริงของคุณเกิดแพ้ กลุ่มจริงของคุณจะเสียคะแนน 2 เด้ง คือ คะแนนจากการแข่งแพ้ และ คะแนนในเกม  X-man, Y-man ด้วย
  4. พยายามสร้างความหนืดในกลุ่มแฝง พยายามทำอะไรให้ช้าที่สุดในกลุ่มแฝงเสมอ ถ้าเป็นคนสุดท้ายได้จะยิ่งดี พยายามตื่นเป็นคนสุดท้ายของกลุ่มแฝง เข้าเรียนเป็นคนท้ายๆ แต่ต้องเนียนๆอย่าให้โดนจับได้ ยากไปมั้ย?
  5. จะมีการ vote หาตัว X-man ในคืนสุดท้าย คะแนนของกลุ่มจริงของคุณจะถูกหักตามจำนวนคนในกลุ่มแฝงที่ล่วงรู้สถานะ X-man ของคุณ
  6. เพื่อความแนบเนียนในการแฝงตัว กรุณาอ่านกฎของ สมาชิกกลุ่ม หรือ Citizen ด้วย
  7. กรุณาปฏิบัติตามกฎโดยเคร่งครัด เพราะมีเจ้าหน้าที่จับตาดูคุณอยู่เสมอ
  8. ข่าวดีคือ คุณก็มีเพื่อนกับเค้าด้วย ชื่อของเค้าคือ 2Faces (ทูเฟส) ถึงจะมีบุคลิกแปลกประหลาดไม่น่าไว้ใจ แต่ในตอนท้ายคุณจะอดขอบคุณเขาไม่ได้  ถ้าอยากรู้จักเขา ก็ให้ลองอ่านกฎของทูเฟส

 

ถ้าคุณคือ 2Faces อ่านกฎนี้

คุณคือ 2Faces ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วย X-man (Intruder’s assistant)

คุณถูกส่งมาโดยกลุ่มจริงให้มาแฝงตัวอยู่ในกลุ่มแฝงและเป็นเพื่อนของ X-man ผู้เดียวดาย (ซึ่งคุณก็ไม่รู้ว่าเขาคือใคร) คุณมีสิทธิ์ที่จะแสดงละครว่าคุณคือ Y-man ของกลุ่มแฝง หรือ X-man ของกลุ่มจริงก็ได้ หน้าที่หลักของคุณคือการป่วน

นิยาม

กลุ่มจริง คือ กลุ่มที่จริงๆแล้วคือกลุ่มของคุณ เป็นกลุ่มที่คุณต้องคอยให้ความช่วยเหลือแบบลับที่สุด

กลุ่มแฝง คือ กลุ่มที่คุณใช้ชีวิตอยู่แบบแฝงกายปกปิดสถานะทำกิจกรรมร่วมกับพวกเขาตลอดเวลา

กฎของการเป็น 2Faces;

  1. ห้ามให้ใครก็ตามในกลุ่มแฝง ล่วงรู้สถานะ 2Faces ของคุณโดยเด็ดขาด! (เพราะถึงแม้จะไม่ส่งผลใดๆต่อคะแนนในทางตรงก็ตาม แต่คุณจะไม่สามารถทำประโยชน์ต่อกลุ่มจริงของคุณได้เลย)
  2. ข้อนี้สำคัญมาก! คุณห้ามยุ่งเกี่ยวกับ password จริงของกลุ่มแฝงโดยเด็ดขาด ยกตัวอย่างเช่น หาก Y-man ไว้ใจคุณโดยการบอกสถานะของเขาให้คุณรู้ คุณห้ามนำสถานะนี้ไปบอกใครทั้งนั้น ให้เก็บไว้เลย หากบอกต่อ กลุ่มของคุณจะถูกหักคะแนน จำไว้ว่าหน้าที่ของคุณคือคอยป่วนเท่านั้น
  3. หากคุณเลือกที่จะแสดงเป็น Y-man ของกลุ่มแฝง สิ่งที่คุณต้องทำก็คือ การกระจาย password ที่ผิดๆให้คนในกลุ่มแฝงล่วงรู้ สิ่งที่พึงระวังก็คือ X-man เพื่อนคุณอาจจะนำ password ผิดๆนี้ไปใช้ซะเอง ระวังให้ดี!
  4. หากคุณเลือกที่จะแสดงเป็น X-man ของกลุ่มจริง (คุณไม่ได้เป็น X-man จริงๆ ดังนั้นไม่ต้องทำอะไรกับ password จริง ทั้งนั้น ปล่อยเป็นหน้าที่ของ X-man เอง ) ประโยชน์ก็คือ คุณจะช่วยให้ X-man เพื่อนคุณนั้นทำงานง่ายขึ้น และ คุณยังทำให้ตัวเองเป็นเป้าลวงในการ vote X-man อีกด้วย เพราะถ้ากลุ่มแฝง vote X-man ผิดคน กลุ่มจริงของคุณจะไม่เสียคะแนน
  5. ถึงจะเลือกแสดงได้ 2 สถานะ เราก็ขอแนะนำให้คุณเลือกเป็นอย่างใดอย่างหนึ่งไปเลยตั้งแต่ต้น เพราะคุณเองก็คงไม่อยากถูกจับได้ว่าเป็น 2faces ใช่ไหม?
  6. เพื่อความแนบเนียนในการแฝงตัว กรุณาอ่านกฎของ สมาชิกกลุ่ม หรือ citizen ด้วย

 

จุดประสงค์ของเกม X-man, Y-man

เนื่องจากค่าย OBMP ประกอบไปด้วยอนุชนหลากหลายวัย เกม X-man, Y-man ถูกออกแบบมาให้สามารถเล่นได้ทุกช่วงอายุ เป็นเกมที่ต้องใช้ความคิด เพราะสมาชิกค่ายถึงจะมีหลากหลายอายุแต่สิ่งที่เหมือนกันก็คือเป็นช่วงชีวิตที่ชอบใช้ความคิดอยู่แล้ว เพียงแต่คิดกันคนละอย่างเท่านั้น

ระดับของเกม

Level 1

- ทำอย่างไรถึงจะทำให้ Y-man ยอมเปิดเผยสถานะให้เรารู้

Level 2

- เกม X-man, Y-man บอกอะไรเราเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตในโลกยุคปัจจุบัน

- ใน The last supper ยูดาส รู้สึกอย่างไร? สาวกที่เหลือรู้สึกอย่างไร?

Level 3

- ทฤษฎีเกม

- เหรียญ 1 เหรียญ ย่อมมี 2 ด้าน

- การคิดอย่างลึกซึ้งเชิงกลยุทธ์ เพื่อที่จะใช้ทรัพยากรที่มีอย่างจำกัดให้เกิดผลสูงสุด

 

ทำอย่างไรเมื่อเพื่อนรัก ขอยืมเงิน?

เพื่อนรักหรือเพื่อนสนิทขอยืมเงิน เป็นเหตุการณ์ที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน และ มักจะสร้างความลำบากใจให้แก่ผู้ถูกยืมอยู่เสมอ เนื่องจากมีความสัมพันธ์เข้ามาเกี่ยวข้อง ขอแนะนำว่าให้ตรวจเช็คจนมั่นใจว่าเพื่อนต้องการใช้เงินจริงๆ และมีเราเป็นที่พึ่งแหล่งสุดท้าย และให้ยืมในจำนวนมากที่สุดเท่าที่เราจะไม่เสียดายหากเพื่อนไม่สามารถใช้คืนเราได้ ขออนุญาตยกตัวอย่างเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นกับผม สมัยเรียน ม.ปลาย ตอนนั้นมีเพื่อนคนหนึ่งติดพนันบอล และ ไม่มีเงินไปชำระที่โต๊ะพนัน เพื่อนในกลุ่มปรึกษากันว่าจะช่วยเหลือเพื่อนคนนี้ซึ่งให้คำมั่นสัญญาว่าชีวิตนี้จะไม่เล่นพนันบอลอีกแล้ว และจะหาทางคืนเงินพวกเราให้ได้ ก็เลยลงขันกัน สมัยนั้นถือเป็นเงินจำนวนที่มากสำหรับเด็กตาดำๆอย่างพวกเรา จนแล้วจนรอดเพื่อนคนนี้ก็ไม่สามารถใช้คืนพวกเราได้ เวลาผ่านมาร่วมสิบปี บังเอิญเจอกันอีก สิ่งที่เพื่อนคนนี้พูดกับผมก็คือ เฮ้ย เรายังไม่ลืมเงินส่วนของนายนะแล้วนัดมาเจอกันเพื่อคืนเงินจำนวนนั้น ถึงแม้เวลาผ่านมา เงินจำนวนนั้นจะด้อยค่าลงเพราะเงินเฟ้อ แต่สิ่งที่เงินซื้อไม่ได้ ก็คงจะเป็นมิตรภาพ ความไว้ใจ ความซึ้ง และ การรักษาคำมั่นสัญญา ซึ่งล้วนเป็น   ความมั่งคั่งที่น่าปรารถนาในมนุษย์ยิ่งนัก

 HUG magazine vol.04 มีนาคม 2009

         

 มาถึงจุดนี้ ผมอยากจะสรุปว่าคนส่วนใหญ่ เข้าใจเรื่องการเป็นไททางการเงินกันดีขึ้น

ประเด็นอยู่ที่ว่า จะทำอย่างไร จึงจะเป็นไททางการเงินได้อย่างเป็นรูปธรรม

          สาเหตุหนึ่ง ที่ทำให้คนยังอยู่อย่างหนูถีบจักร ทำงานให้นายจ้างด้วยความขยันขันแข็ง

จนไม่มีเวลาเหลือให้กับตัวเองเพราะรู้แต่เพียงว่าต้องทำงานเป็นลูกจ้างเท่านั้นถึงจะมีรายได้

          การคิดและทำแบบนี้ มีความเสี่ยง เพราะถ้าบริษัทเจ๊ง หรือตัวเองไม่สบาย  ทำงานไม่ได้

รายได้ก็สูญแบบอัตโนมัติ

          อยากเป็นไทต้องวางแผน กำหนดเป้าหมายให้ชัดเจนว่าต้องการมีรายได้เดือนละเท่าใด

โดยไม่ต้องทำงานด้วยตัวเอง

          จะทำอย่างนี้ต้องหาและสะสมสินทรัพย์ที่สามารถสร้างเงินแล้วให้สินทรัพย์ทำงานหาเงินแทน

          ยกตัวอย่างว่า

         

          ต้องการมีรายได้เดือนละ 50,000 บาท หรือเท่ากับปีละ 600,000บาท

          ถ้าได้แล้ว พอกิน พอใช้ จะไม่ทำงานแบบเต็มเวลาก็ได้

         

          พอกำหนดเป็นเป้าหมายที่ชัดเจนแล้ว ต้องเลือกว่าจะลงทุนสร้างสินทรัพย์อะไร

ที่จะก่อให้เกิดรายได้ตามเป้าหมายปีละ 600,000บาท

          สินทรัพย์ที่จะก่อให้เกิดรายได้ประจำ มีหลายอย่าง  เช่น

* เงินฝากธนาคาร

* หุ้นกู้

* พันธบัตร

* คอนโดให้เช่า

* หุ้นปันผล  เป็นต้น

         

          เอาเป็นว่าตกลงเลือกแบบผม

         

          คือใช้กลยุทธ์หุ้นห่านทองคำเป็นสรณะ

   

           ก็ต้องถามว่า การที่จะมีเงินได้จากปันผลปีละ 600,000บาท ต้องใช้เงินลงทุนในสินทรัพย์  คือตัวหุ้น เป็นเงินเท่าใด?

          ฟังคำตอบแล้ว อย่าประหลาดใจ เพราะตอบได้ว่า เท่าใดก็ได้ ตั้งแต่มากถึงน้อย

          อย่าพึ่งงงครับ

         

           เพราะเป้าหมายหรือรายได้คือผล ส่วนเหตุขึ้นอยู่กับปัจจัยมี 3 อย่าง คือ

* การเลือกได้หุ้นที่ดี มีปันผล

* เงินลงทุนที่มีอยู่

* อัตราผลตอบแทน

 

          เอาเป็นว่า

          เมื่อเลือกหุ้นที่ดีได้แล้ว ลองมาดูว่าถ้าจะได้ผลตอบแทนปีละ 600,000 บาท  ต้องใช้เงินเพื่อลงทุนเท่าใด?

          คำตอบคือ ขึ้นอยู่กับ อัตราผลตอบแทนต่อปี ดังที่ผมจะแสดงให้ดูดังนี้

     

           

                    กรณี              อัตราผลตอบแทน         เงินลงทุนที่ต้องใช้

 

                                                    

                       1                         10%                    6,000,000

     

                       2                         20%                    3,000,000

     

                       3                         50%                    1,200,000

     

                       4                        100%                      600,000

      

      หมายความว่า

     ถ้าเลือกสินทรัพย์ที่ให้อัตราผลตอบแทนต่ำ ก็ต้องใช้เงินลงทุนเยอะ

     กลับกัน ถ้าเลือกได้สินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูง เงินที่ต้องใช้ลงทุนก็น้อยลง

     เช่นในกรณีที่ 1

     ถ้าเลือกหุ้นที่ให้อัตราผลตอบแทน (Yield) ที่ 10%

     ต้องใช้เงินลงทุนถึง 6,000,000 บาท

          ดูแล้วเหนื่อยถามว่าจะไปหาเงินมากขนาดนี้ มาจากไหน

          ข่าวดี คือ กลยุทธ์หุ้นห่านทองคำ ได้เสนอทางออก ด้วยเทคนิคการตกแต่งสวน

          กลับไปในกรณีที่ 1 อีกครั้ง สมมุติว่ามีเงินลงทุนเพียง 600,000 เท่านั้น

          เพราะฉะนั้น เงินปันผลได้ 10% ก็เท่ากับ 60,000บาท ยังเกษียณไม่ได้

          แต่หุ้นก็คือหุ้น บางทีราคาก็วิ่งขึ้นไปอย่างไม่มีเหตุผล เอาให้สุดๆไปเลย คือสมมุติว่าราคาขึ้นไป 100% ชาวหุ้นห่านทองคำเสนอให้ขายหุ้นไปครึ่งหนึ่ง จะได้เงินสดมา 600,000 บาท มาเก็บไว้  คอยซื้อหุ้นตอนราคาอ่อนตัวยวบลงมา แต่อย่าลืมครับว่า  ยังมีหุ้นอีกครึ่งหนึ่งเหลืออยู่ ด้วยการถือฟรี แถมมีเงินปันผล 30,000 บาท ตรงนี้  ห้ามงงครับ ถ้าอยากรวย!

          ทีนี้  หุ้นก็คือหุ้น มีข่าวร้าย ทำให้ราคาหุ้นตกลงมาเท่าเดิม รีบครับ รีบใช้เงิน 600,000บาทซื้อหุ้นกลับทันที พอซื้อแล้ว จะมีหุ้นเพิ่มเป็น 150%

          ความมหัศจรรย์เริ่มเกิดขึ้น เพราะด้วยเงิน 600,000 เท่าเดิม แต่เงินปันผลที่ได้ไม่ใช่ 60,000 แล้ว

 กลายเป็น 90,000 บาท อัตราผลตอบแทนกลายเป็น 15% ทันที กลับไปดูที่ตารางอีกทีนะครับ

          จะเห็นว่าถ้าเราสามารถทำให้อัตราผลตอบแทนสูงขึ้นๆ ด้วยกลยุทธ์การตกแต่งสวน

 จำนวนเงินลงทุนที่ต้องใช้จะน้อยลงๆ

          ตรงนี้ ถ้าทำความเข้าใจดีๆ ทำด้วยความมีสติ ไม่โลภเกิน ไม่กลัวจัด ค่อยๆทำไปๆ โอกาสเป็นไททางการเงิน ต้องมีอย่างแน่นอนครับ