บล็อค

ความมหัศจรรย์ของพลังผลตอบแทนทบต้น

 พลังผลตอบแทนทบต้น ก็คือ คานผ่อนแรง ที่ช่วยให้คนเราสามารถที่จะมีเงินเก็บได้ตามเป้าหมายเร็วกว่าการที่จะออมเงินเพียงอย่างเดียว หลักการก็คือ เมื่อออมเงินได้แล้ว จะต้องนำเงินออมไปฝากไว้ (หรือนำไปลงทุน) ในที่ๆให้ผลตอบแทนในอัตราที่สูงแต่มีความเสี่ยงที่เรารับได้ เมื่อผู้อ่านเลือกลงทุนอย่างรอบคอบในทรัพย์สินที่เหมาะกับตนเอง และได้รับผลตอบแทนจากทรัพย์สินแล้ว อย่าพึ่งนำมาใช้จ่าย แต่ให้นำไปลงทุนต่อ ทุกๆปี เช่นนี้จึงจะได้รับประโยชน์จากพลังผลตอบแทนทบต้นนั่นเองครับ

 

 ในช่วงก่อนวิกฤตต้มยำกุ้ง แค่ฝากเงินไว้กับธนาคารโดยไม่ถอนออกมาใช้ เมื่อเวลาผ่านไประยะหนึ่งก็จะพบว่ามีเงินออมเพิ่มขึ้นมาอย่างมีนัยสำคัญ เพราะเวลานั้นธนาคารให้ดอกเบี้ยเงินฝากสูงมาก ส่งผลให้คำว่าพลังดอกเบี้ยทบต้นเป็นคำที่คนทั่วไปคุ้นหูกันดี ใครที่อยากมั่งคั่งก็แค่อดทนฝากเงินเอาไว้ ด้วยพลังผลตอบแทน (ดอกเบี้ย) ทบต้น ก็เพียงพอที่จะทำให้ความมั่งคั่งเพิ่มพูนได้แล้ว แต่ปัจจุบันดอกเบี้ยไม่ได้สูงเช่นนั้น คำว่า พลังดอกเบี้ยทบต้น จึงฟังดูแปลกๆ สำหรับคนทั่วๆไป เพราะมันดูไม่ค่อยจะมีพลังสักเท่าไหร่ น่าจะใช้คำว่า พลังผลตอบแทนทบต้น ซึ่งมีความหมายกว้างกว่า ไม่ว่าจะเป็น เงินฝาก, กองทุนรวม, ตราสารหนี้ หรือ หุ้นฯลฯ ก็สามารถให้ผลตอบแทนที่ดีได้ เพียงแต่ผู้อ่านจะต้องขยันศึกษาหาความรู้ในทรัพย์สินที่กำลังจะลงทุนครับ

HUG magazine vol.08 July 2009

 

“ไม่มีเงิน!

 

เป็นหนึ่งในประโยคที่ปะป๊าของดิชั้นกล่าวว่า อย่าให้ได้ยินออกจากปาก

ซึ่งดิชั้นเองคิดว่าหลายๆครอบครัวชาวจีนก็ถือคติในการสั่งสอนลูกหลานแบบเดียวกันคือ

ไม่ให้บ่นว่าจนๆๆ หรือ ไม่มีเงิน (หรือบ่นว่าซวย ชีวิตแย่ โน่นนี่)

 

ตอนเด็กๆดิชั้นก็ได้ปฏิบัติตามคำสอนของคุณปะป๊าบ้างพอเป็นพิธี

เพราะถ้าเผลอพูดก็จะโดนบ่น ฮ่าๆๆ

แต่ในเบื้องลึกดิชั้นก็ไม่ได้เชื่อในแนวคิดนั้นสักเท่าไหร่

เนื่องด้วยดิชั้นก็คิดว่า ถ้าเราจน แล้วแกล้งบอกว่าชั้นไม่จน ชั้นรวย

ก็ดูบ้าๆบอๆหลอกตัวเองสิ คนเราต้องยอมรับความจริง

 

ดังนั้นเมื่อลับหลังคุณปะป๊า

ในยามที่อยากได้อะไรแล้วไม่มีความสามารถจะหาซื้อมันมาได้ด้วยตัวเองแล้ว

ดิชั้นก็มักจะอดไม่ได้ที่จะพร่ำบ่นกับเพื่อนสาวว่า

จนหวะ

ไม่มีตังอะ

กินได้นะแต่อย่าแพง

ได้จ้ะแต่ไม่มีจ่ายนะ

ยาจกกว่านี้มีมั้ย

โอ้ยอยากรวย

เลี้ยงด้วย จน (อันนี้ไว้พูดข่มแฟน)

และอื่นๆ ตามแต่ที่จะครีเอทขึ้นมาได้

 

เมื่อได้พูดก็จะบังเกิดซึ่งความรู้สึกสนุก ปน จี๊ดๆ สะใจเล็กๆ พอเป็นพิธี

และเมื่อมากเข้า มันสามารถรวมเป็นความรู้สึกสมเพชตัวเอง จนห่อเหี่ยวได้เหมือนกัน

แต่ก็ไม่ได้ไปถึงขั้นนั้นบ่อยนักหรอกนะคะ

 

เมื่อเติบโตขึ้นตามกาลเวลา

ดิชั้นเองก็เริ่มเห็นว่าบางทีคำสอนของปะป๊าก็มีเหตุมีผลเหมือนกัน

เพราะเวลาที่ดิชั้นรู้สึกว่าตัวเองจะจน หรือจะรวย

จริงๆก็ไม่ได้อยู่ในปริมาณตัวเลขในบัญชี หรือสินทรัพย์ที่ครอบครอง

เพราะอันที่จริงปัจจุบันมันก็ขึ้นๆลงๆในระยะที่ใกล้เคียงกัน

(จะเป็นเรื่องของการใช้หมดเร็วกว่าได้มาซะมากกว่า ที่ทำให้เกิดเป็นประเด็น)

 

แต่ที่น่ากลัวคือเวลาที่ดิชั้นบ่นว่าตัวเองจน ดิชั้นก็จพาลรู้สึกจน

พาลทำให้สมองสั่งการอะไรแปลกๆ

เช่น ประหยัดอะไรพิลึกๆจนบางทีทำให้ตัวเองเสียโอกาส หรือคนรอบข้างเสียความรู้สึก

หรือ เครียดกับการหาเงินจนสุดท้ายก็ได้เงินเท่าเดิมแต่ได้อาการปวดกระเพาะแฝงมาด้วย

หรือ เผลอซื้อของที่เซลแต่คุณภาพไม่ดีเลยกลับมาบ้าน

หรือ หมกมุ่นกับการบ่นเรื่องไม่มีเงิน จนกระทั้งหมกตัวอยู่บ้านและไม่มีเวลาในการพบปะดูแลคนอื่น

ที่สำคัญคือทำให้ ความกล้าในการลงทุนเพื่อคุณภาพชีวิต ของดิชั้น ลดลง

 

อีกกรณีศึกษาที่น่าสนใจคือ ผลที่กระทบกับคนรอบข้างค่ะ

เมื่อดิชั้นบ่น กระทั่งคนรอบข้างเองก็เชื่อว่าดิชั้นจน จริงๆ

การที่เขาจะสัมพันธ์กับดิชั้นก็จะเป็นไปตามนั้น เช่น

จู่ๆพ่อแม่ก็จะห่วง และถามขึ้นมาว่าเราจะมีเงินจ่ายค่าน้ำมันไหม จะผ่อนคอนโดไหวเหรอ

หรือเวลาเราซื้อของมาฝากแทนที่เค้าจะปลื้ม กลายเป็นว่า ไม่เป็นไรซื้อมาทำไม เปลือง เก็บเงินไปสิ

จู่ๆเพื่อนที่เคยชวนไปทานอาหารตามร้านอร่อยๆบรรยากาศดีๆ

ก็โทรมาชวนเราด้วยน้ำเสียงเกรงใจๆแหม่งๆ หรือแย่สุดคือไม่ชวนเลย

จู่ๆแฟนก็จะบ่นว่าก็เธอซื้อโน่นซื้อนี่มากเกินไป

แล้วเวลาดิชั้นอยากได้อะไรก็จะไม่เชียร์ เวลา Shopping ก็ไม่สนุก

จู่ๆคนที่เคยมีความคิดจะชวนเราลงทุนในธุรกิจต่างๆก็จะเลิกความคิดนั้นไปได้

 

มันจะมีเหตุการณ์ประหลาดต่างๆเกิดขึ้นมากมายเลยค่ะ

ในช่วงโหมดไม่มีเงินของดิชั้น

ซึ่งก็สอดคล้องกับทฤษฎียอดฮิตในยุคนี้ได้ว่าไว้

(เช่น กฏแห่งแรงดึงดูด พลังแห่งจิตใต้สำนึก พลังของการคิดบวก ฯลฯ)

บางทีอิทธิพลของจิตใต้สำนึก ความคิด และคำพูดสามารถกำหนดทิศทางชีวิตของคนเราได้

และบางที

สิ่งที่ปะป๊าดิชั้นสอน อาจจะเป็นเคล็ดลับทรงคุณค่า

ที่เศรษฐีทุกคนเค้าใช้กันอยู่ก็ได้!!

 

ดังนั้นหลังๆดิชั้นจะพยายามระวังปาก และคำพูดคำจาของตัวเอง

ในด้านที่เกี่ยวกับน้องเงินให้มากๆ

รวมทั้งพยายามคิดถึงและขอบคุณในสิ่งที่ตัวเองมีอยู่ในทุกๆวัน

ที่ได้มีข้าวอร่อยๆ ได้มีเสื้อผ้า และบ้านแสนสงบให้กลับไป

มีโอกาสได้ท่องเที่ยว มีเพื่อนๆและครอบครัวที่แสนดี

นึกถึงแค่นี้ก็ทำให้ดิชั้นรู้สึกอิ่มๆรวยๆอย่างบอกไม่ถูกแล้วค่ะ

 

คนเราเกิดมาก็มั่งคั่งแล้ว มีร่างกาย สมอง และจิตใจเป็นของเราเอง

อย่าขี้บ่นเพียงแค่ไม่มีของที่อยากมีเลย

 

แค่นี้ก็รวยแล้ว!

 

=)

 

Bejuk

The Journey to Wealth

09.09.09

ในช่วงปี 2000-2003 เป็นช่วงที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ คง ดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับต่ำ    ในช่วงดังกล่าว Fed Fund Rate ถูกปรับลงจากระดับ 6-7% มาอยู่ที่จุดต่ำสุดที่ 1% ที่ทำเช่นนั้นก็เพื่อช่วยพยุงเศรษฐกิจสหรัฐฯที่ได้รับผลกระทบจากการล่มสลายของธุรกิจดอทคอมซึ่งตามมาด้วยการโจมตีของผู้ก่อการร้าย 11 กันยา (ปี 2001) การกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการลดดอกเบี้ยดังกล่าวได้ผลดีเกินคาด! ราคาบ้านในสหรัฐฯปรับตัวขึ้นกว่า 100% ในระหว่าง 3-4 ปีนั้นเนื่องจากอเมริกันชนเห็นว่าฝากเงินไปดอกเบี้ยก็ต่ำเลยเอาไปลงในอสังหาริมทรัพย์ดีกว่า และสำหรับผู้ที่ซื้อบ้านด้วยเงินกู้ ต้นทุนเงินกู้ก็อยู่ในระดับต่ำเสียด้วย อย่าลืมนะครับ ที่เล่าให้ฟังไปในตอนที่แล้วว่า "หนึ่งในวัตถุประสงค์ของดอกเบี้ยนโยบายก็คือการเป็นมาตรวัดสำหรับดอกเบี้ยเงินฝากและเงินกู้ที่มีผลกระทบกับผู้บริโภคอย่างเราๆนี่เอง"

 

แต่ถ้าการโยกเม็ดเงินไปลงในบ้านและที่ดินนั้นเป็นการลงทุนหรือเพื่ออยู่อาศัยอย่างพอเพียงก็คงไม่ค่อยน่าเป็นห่วงเพราะราคาบ้านคงไม่พุ่งกระฉูดอย่างที่กล่าว…ลองดูจากกราฟด้านล่างสิครับว่าราคาบ้านมันอยู่นิ่งๆของมันมา 20-30 ปีซึ่งเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นกับประเทศที่พัฒนาจนอยู่ตัวแล้ว     ทำไมอยู่ๆถึงมาขึ้นพรวดพราดในเวลาอันสั้นทั้งที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างสำคัญใดๆเลย… ถ้าเป็นเมืองจีนหรือประเทศเกิดใหม่มาแรงอื่นๆหรือที่เรียกรวมๆกันว่า Emerging Markets ละก็ค่อยว่าไปอย่าง

 

ทั้งนี้เพราะนอกเหนือจากเม็ดเงินลงทุนที่สะท้อนความต้องการที่แท้จริงแล้วยังมีเม็ดเงินอีกส่วนที่มีขนาดพอๆกันและอาจจะใหญ่กว่าด้วยซ้ำที่เข้ามาเพื่อหวังเก็งกำไรเพราะเห็นว่าราคาบ้านมีโอกาสขึ้นได้อีก...      แรงเก็งกำไรนี้เองที่เป็นกลจักรสำคัญในการผลักดันราคาบ้านให้ขึ้นไปอย่างไม่ลืมหูลืมตาอย่างที่เห็น   นอกจากนี้ระบบสถาบันการเงินและตลาดทุนที่เอื้ออำนวยต่อภาคอสังหาริมทรัพย์ก็มีบทบาทสำคัญในการเพิ่มความร้อนแรงให้กับเม็ดเงินเก็งกำไรรวมถึงเม็ดเงินที่เข้าไปซื้อที่อยู่อาศัยชนิดที่หรูหราเกินมาตรฐานความเป็นอยู่ที่แท้จริง (ซึ่งจะเล่าให้ฟังในตอนต่อไป)

 

ภาคอสังหาริมทรัพย์ของสหรัฐฯที่กำลังร้อนแรงกลับต้องมาสะดุดเมื่อธนาคารกลางตัดสินใจเบนเข็มทิศทางการควบคุมเศรษฐกิจโดยเริ่มประกาศเพิ่ม Fed Fund Rate เป็นครั้งแรกในช่วงกลางปี 2005 เพราะเริ่มเห็นสัญญาณอันน่ากลัวของอัตราเงินเฟ้อและก็ได้ทยอยปรับ rate ดังกล่าวขึ้นมาตลอดจนถึงราวกลางปี 2007 เพื่อลดความร้อนแรงของเศรษฐกิจซึ่งในขณะนั้นถูกขับเคลื่อนโดยภาคอสังหาริมทรัพย์และการใช้จ่ายเอกชนเป็นหลัก

 

การขึ้นดอกเบี้ยจาก 1% ขึ้นมาเป็น 5% ในช่วง 2005-2007 ได้เพิ่มต้นทุนของผู้ซื้อบ้านอย่างมาก ในขณะที่ผู้ที่ซื้อเพื่อเก็งกำไรก็เริ่มรู้สึกว่าโอกาสที่ราคาบ้านจะปรับตัวเพิ่มขึ้นดูลดลง  ส่งผลให้ราคาบ้านเริ่มปรับตัวลงอย่างรวดเร็วตั้งแต่กลางปี 2007

 

ในตอนหน้าจะเริ่มเข้าสู่จุดศูนย์กลางของวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์แล้วครับ

 

 

ที่มา: http://mysite.verizon.net/vzeqrguz/housingbubble/

 

ธนวัฒน์ รุ่งธนาภิรมย์

The Wealth Strategy

08.09.09

*หมายเหตุ : บทความนี้เป็นเพียงความคิดเห็นของคอลัมนิสต์เท่านั้น ผู้อ่านโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านบทความและการลงทุน

เมื่อพูดถึงมูลค่าหุ้น (Value) บางท่านอาจจะรู้สึกว่าเป็นของที่ไม่มีรูปธรรม สู้ตัวราคาหุ้น (Price) ไม่ได้ เพราะมีความชัดเจนกว่า

 

 จริงครับ มูลค่าหุ้นอาจจะเป็นอะไรที่กำหนดให้ตายตัวลำบาก แต่ว่ามันมีอยู่จริง ตราบใดที่บริษัทที่เราเข้าไปลงทุนด้วยการซื้อหุ้น มี CEO ที่มุ่งมั่นจะสร้างผลประกอบการดีๆ เพื่อผู้ถือหุ้นทุกๆคนอย่างยุติธรรมและเท่าเทียมกัน ไม่ใช่เอาใจแต่เฉพาะผู้ถือหุ้นรายใหญ่

 

 แต่ผมก็คิดต่อไปว่า เวลาพูดถึงมูลค่าหุ้น หมายถึงเรากำลังพูดถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และเหตุผลสำคัญที่เราซื้อหุ้น เพราะว่าราคาหุ้นในปัจจุบัน ต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง

 

 คำถามคือมูลค่า (Value) นั้นสำคัญไฉน? จึงต้องมีการพูด มีการย้ำอยู่ตลอดเวลา
 คำตอบคือ การซื้อหุ้นเหมือนกับการเข้าตีเมือง แต่กองทัพคือเงินของนักลงทุนมีจำกัด จะเที่ยวไปตีผิดตีถูก  ทำสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้
 นักลงทุนต้องตระหนักไว้เสมอว่า ทำอย่างไรจึงจะทำให้เม็ดเงินที่มีอยู่ เกิดดอกออกผล  และปลอดภัยมากที่สุด ดังนั้น จึงต้องพยายามตีให้ถูกเมือง ต้องพยายามเลือกตีเมืองที่คิดว่ามีศักยภาพสูงไว้ก่อน ด้วยการรู้เขา รู้เราให้มากที่สุด
 วิธีการที่ดีที่สุดคือ ต้องพยายามหาว่า เมืองที่จะตีมีค่าแค่ไหน

 

 การลงทุนในหุ้นก็เหมือนกัน เราต้องพยายามคำนวณให้ออกว่า ถ้าเราซื้อหุ้นตัวนี้แล้ว มูลค่าที่ CEO พยายามจะสร้าง ควรจะอยู่ตรงไหน
 จากประสบการณ์ของผม พบว่า เอาเข้าจริงแล้ว มูลค่าหุ้นไม่ได้มีค่าเดียว แต่น่าจะออกมาเป็นช่วงมากกว่า เพราะการคำนวณมูลค่าหุ้น ต้องอาศัยการตั้งข้อสมมุติ (Assumptions) ไว้หลายตัวทีเดียว
 ยกตัวอย่างนะครับ ถ้าบริษัทที่เราจะซื้อหุ้น มียอดรายได้ในปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 10,000 ล้านบาท ปีต่อไปควรจะมียอดรายได้เท่าใด?
 คำตอบคือ เป็น มีความเป็นไปได้เยอะ แต่เพื่อความง่าย ต้องเอาอัตราเติบโตในอดีตมาดูด้วย ถ้าได้เฉลี่ย 15% ก็ใช้ 15%
 แต่ก็อาจมีการขยายไปได้ว่า ถ้าเกิดเอาแค่ 10% ล่ะ? หรือดีมากอาจเติบโตที่ 20% ล่ะ?
ถ้าเป็นเช่นนี้ ความเป็นไปได้ของรายได้ก็เกิดขึ้นได้ 3 ทาง

  

 

 หมายความว่า  แม้ว่ารายได้ของปีที่แล้วจะอยู่ที่เพียง 10,000 ล้านบาท แต่รายได้ที่คาดว่าจะเกิดในปีนี้ มีทางเป็นไปได้ถึง 3 ทางคือ 11,000,  11,500  และ 12,000 ล้านบาท ขึ้นอยู่กับว่า CEO จะสามารถทำให้รายได้ เติบโตที่ 10,  15 หรือ 20%
คราวนี้ก็ต้องมาดู Net Margin กันบ้าง ถ้าบริษัทเคยทำได้ระหว่าง 4 – 6% ความเป็นไปได้ของNet Margin ก็กำหนดได้ถึง 3 ตัว คือ 4, 5 และ6% ซึ่งจะส่งผลให้ กำไรสุทธิคาดการ (Expected Net Profit) ออกมาได้ถึง 9 ตัว!

 

 

 
 จากภาพนี้ ท่านนักลงทุนคงจะเห็นว่า กำไรสุทธิที่คาดการ (Expected Net Profit) สามารถเกิดขึ้นได้ถึง 9 ทาง โดยการเปลี่ยนแปลงสมมุติฐาน ของปัจจัยแค่ 2 ตัวเท่านั้น
 พูดง่ายๆ ก็คือ ความเก่งไม่เก่งของCEO ในการขยายตลาด ซึ่งทำให้เกิด Revenue Growth กับในการควบคุมต้นทุน และ ค่าใช้จ่าย เพื่อให้ได้ Net Margin ดีๆ มีผลต่อการทำกำไรอย่างยิ่ง

 

 ทีนี้พอเราแปลงกำไรสุทธิให้เป็น EPS ด้วยการเอาหุ้นทั้งหมดหาร แล้วคูณด้วย Payout Ratio
ก็จะได้ เงินปันผลต่อหุ้น แล้วจับใส่ใน Dividend Valuation Matrix ซึ่งมี Dividend Yield อยู่ 7 ตัว
ระหว่าง 4 – 10% ความเป็นไปได้ของมูลค่าจะออกมาถึง 63 ค่า!

 

 คำถามคือนักลงทุนจะเลือกฟันธงเอา Value ตัวไหนดี? นี่คือการบ้านที่นักลงทุนต้องคิด!
 การคำนวณหามูลค่าเป็นเรื่องไม่ยาก แต่การประเมินว่า มูลค่าช่วงไหนเหมาะสมสำคัญกว่า
 สิ่งที่น่าสนใจจากตัวอย่างนี้ก็คือ ผลประกอบการในรูปกำไรสุทธิใน 1 ปีข้างหน้า สามารถออกมาแตกต่างกันได้ระหว่าง 440 ถึง 720 ล้านบาท หรือแตกต่างกันถึงเกือบ 64% ทีเดียว

 

ฝีมือของ CEO จึงมีความสำคัญนัก เพราะต้องทำ 2 อย่างให้พร้อมกัน
คือ 1.  เพิ่มรายได้ให้เติบโตอย่างเหมาะสม
 และ2.  ทำให้อัตรากำไรสุทธิอยู่ในเกณฑ์สูง

โดยให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง (Stakeholders) พอใจ!

 

ขออนุญาตสรุปว่า การคำนวณหามูลค่า ไม่ใช่ของยาก เรื่องที่ยากที่สุด คือการหา CEO ดีๆ เก่งๆ
ที่ตั้งใจสร้างมูลค่าให้ผู้ถือหุ้น ด้วยความพยายามรักษาการเติบโตทางธุรกิจ ควบคู่ไปกับความพยายามควบคุมต้นทุนและค่าใช้จ่าย เพราะต้องเป็นคนที่มีศิลปะในการเป็นผู้นำสูง และมีความรับผิดชอบที่แท้จริงต่อผู้ถือหุ้น

 

 ตัวเลขที่เราลองทำๆกันอยู่ ผมเชื่อว่า CEO ที่มีคุณภาพก็ต้องทำเหมือนกัน และยังเชื่อว่าคงทำให้ละเอียดลึกซึ้งกว่าผู้ถือหุ้น เพราะ CEO แบบพญาคชสีห์ จะมีสิ่งนี้อยู่ในจิตวิญญาณอยู่แล้ว อย่างไรซื้อหุ้นไว้ก็ปลอดภัย เว้นแต่ราคาจะขึ้นสูงเกินไปแล้ว เพราะเดี๋ยวนี้ นักลงทุนต่างก็หูไวตาไว ของดีๆไม่ปล่อยให้คอยเก้อ
 ไม่เป็นไรครับ ของดีๆราคาสูงๆ อาจต้องใจเย็น ให้คุณหมีเข้ามา  ทำให้ราคาตก ค่อยซื้อตอนอ่อนตัวก็ได้

 

 ขออย่างเดียว อย่าจุดไต้ตำตอ ไปซื้อหุ้นของ CEO ช้างเกเรเข้า จะเจ็บตัวได้นะครับ

เรื่องน่ายินดีประจำสัปดาห์นี้นะคะ

หลังจากที่ดิชั้นได้เปิดประเด็นเรื่องการรักษาดูแลรถของน้องเงินสด

ทำให้ในช่วงผ่านมานี้ น้องเงินสดสามารถนอนแผ่หราอยู่บนรถได้อย่างสบายใจ

บัตรอยู่ในซอก เหรียญอยู่ในซิป บิลอยู่ในถึงขยะ

 

แม้ว่าเรื่องของนิสัยความรกรุงรังของดิชั้น จะไม่ใช่เรื่องที่แก้กันได้ง่ายๆ

แต่มันน่ามหัศจรรย์มากเพราะว่าหลังจากที่ได้เขียนบทความลงในนี้แล้ว

จิตใต้สำนึกน้อยๆก้นบึ้งก็คอยตอกย้ำดิชั้นทุกวี่วันว่า ทำสิยะๆๆๆ จัดกระเป๋าๆๆ เทขยะๆๆ

ด้วยความที่ว่าถ้ารุ่นน้องหรือเพื่อนพ้องในชีวิตคนใด ได้มามีโอกาสอ่านบทความนี้

ก็จะไม่สามารถประนามหยามกันได้ว่า สอนชาวบ้านแล้วตัวเองไม่ทำเหรอยะ

….

การประกาศให้โลกรู้ว่าเราตั้งใจจะทำอะไร

เป็นอาวุธลับที่น่ากลัวและทรงอานุภาพจริงๆค่ะ

 

มาถึงการเตรียมบ้านให้น้องเงินแสน ในขั้นตอนที่สองนะคะ

2. เตรียมบ้านน้องเงินให้พร้อม

ข้อนี้เป็นเรื่องง่ายๆเลยค่ะ แต่ดิชั้นไม่เคยได้ลงมือทำนะคะ ฮ่าๆ

คือ การเปิดบัญชีสำหรับเก็บน้องเงินโดยเฉพาะ

ดิชั้นก็ได้ไปเปิดบัญชีใหม่ที่ธนาคารแถวบ้าน และกระทำการ 2 ข้อที่แสนสำคัญต่อไปนี้

-          เซฟเลขที่บัญชีไว้ในมือถือ ในกรณีที่น้องเงินหน้าใหม่จะเข้าบ้าน
จะได้สามารถบอกบ้านเลขที่ให้เขาได้ทันที

-          เอาเอทีเอ็มไปเก็บในลิ้นชักล่างสุด…..

ง่ายๆเพียงเท่านี้ บ้านก็พร้อมแล้วที่จะหลอกล่อให้น้องเงินเข้ามา

และก็ขังไว้ต่อไป ฮ่าๆๆๆ

ดูซาดิสต์เหมือนกันนะคะ

 

3. จัดระเบียบการเดินสายของน้องเงิน

นอกจากนี้ในการที่น้องเงินแสนจะมาอยู่ร่วมชายคาเดียวกับเรานั้น ดิชั้นก็สรตะได้ว่า

เราต้องแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการดูแลน้องเค้าให้ได้ก่อน

เหมือนการที่มาริโอ้ เมาเร่อจะเลือกใครเป็นผู้จัดการคนใหม่ อะไรแบบนั้น

 

ดูตารางวิ่งออก

กล่าวคือ น้องเงินตัวไหนที่ไม่ใช่ลูกบ้านเรา เราก็คืนเขาไปซะ ให้ตรงเวลา

เจ้าหนี้ขาประจำของดิชั้นจะมีอยู่ 3 เจ้า คือ

คุณวีซ่าหนึ่ง คุณวีซ่าสอง และคุณประกันชีวิต

ซึ่งสองตัวแรกไม่ได้มีปัญหาอะไรเพราะจ่ายเมื่อเรียกเก็บ

 

ความจริงที่น่ากลัวคือ ดิชั้นไม่แน่ใจว่าประกันชีวิตเนี่ย

มันถูกตัดไปเดือนละเท่าไหร่ และเมื่อไหร่กันที่มันถูกตัด

ครั้นจะเอาสมุดบัญชีมาอัพเดทเพื่อเช็คยอดย้อนหลัง ก็หาไม่เจอ (!?)

 

ระหว่างเล่นเน็ตทำใจกับความเบลอของตัวเอง ก็นึกได้ว่า

โลกนี้มีสิ่งที่เรียกว่า ธนาคารออนไลน์อยู่

เลยลองเข้าไปสมัครดู

 

โอ้ มันสามารถย้อนให้ดูใน 60 วันว่า

ใครโอนเงินให้ดิชั้น จากสาขาไหน หรือแม้แต่ว่าใครตัดบัญชีออกไป เมื่อไหร่

สามารถเช็คสถานะน้องเงินฝากได้ทุกเมื่อตลอดเวลาอีกด้วย

อุ่นใจเวลาเห็นน้องเงินนอนอยู่ในบ้านค่ะ เหมือนติดกล้องวงจรปิด

 

ในที่นี้ดิชั้นใช้ของธนาคารไทยพาณิชย์อยู่

ไม่รู้ว่าธนาคารอื่นๆจะทำได้เหมือนๆกันหรือเปล่า

แต่ก็เป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่คุ้มค่าน่าลอง register ใช้นะคะ

 

ดูตารางวิ่งเข้า

ดิชั้นลองมานั่งคิดง่ายๆว่า น้องเงินสามารถเข้าหาเราทางไหนได้บ้าง

นอกจากเงินเดือน ค่าจ้างประจำ

สามารถคิดเป็นข้อง่ายๆได้ดังนี้

1.       ขอพ่อ / แม่ เอาดื้อๆ

2.       ขายของที่ไม่ได้ใช้

3.       ทวงหนี้ชาวบ้านที่เคยติดเรา

4.       รับจ๊อบออกแบบกราฟฟิค

5.       รับจ๊อบทำอย่างอื่น

6.       เป็นนายหน้าขายของ

7.       สิทธิประโยชน์จากแต้มและส่วนลดต่างๆ (เราก็เอาไปขาย หรือใช้ เพื่อให้น้องเงินอยู่กับเรานานขึ้น)

8.       สิทธิประโยชน์ที่คาดไม่ถึงที่เราสามารถรับได้ เช่นเงินมัดจำ เงินค่าน้ำมันที่ไม่ได้เบิก เป็นต้น

ส่วนนี้เป็นอะไรที่อยากโฟกัสเป็นพิเศษ เพราะลึกๆดิชั้นเชื่อว่า

บางทีมันก็มีน้องเงินที่รอเรารับกลับบ้านอยู่ เพียงแต่เรานึกไม่ถึงเท่านั้นเอง

แล้วดิชั้นก็มีเรื่องของข้อ 8 ที่น่ามหัศจรรย์มาเล่าในตอนต่อไปนะคะ

 

 

----------------------------------------------------------------------------------

ซีซั่นนี้เป็นช่วงเวลาแห่งการตัดสินใจในชีวิตหลายๆอย่างสำหรับดิชั้น

เช่นการจัดการกับบริษัท การเรียนต่อ การวางแผนเรียนต่อ

รวมถึงการที่นั่งนึกว่าจะกลับมาแล้วชีวิตจะเป็นยังไง

แม้กระทั่งเรื่องสิวขึ้นอ้วนขึ้นด้วยนะคะ

และแปลกมากที่ทั้งหมดทั้งมวลนั้น

มีเรื่องของเงินมาเกี่ยวข้องเป็นปัจจัยด้วยทั้งสิ้นเลย

(สิวขึ้นก็อยากไปหาหมอสิว อ้วนขึ้นก็อยากไปสมัครคอร์สโยคะ เป็นต้น)

 

นี่เป็นการตอกย้ำกับดิชั้นอีกครั้งหนึ่งว่า

ถูกต้องแล้วที่เราเองต้องเริ่มใส่ใจและมีสติกับน้องเงินทั้งหลายในยามนี้

ดีกว่ารอมีลูกมีเต้าแล้วค่อยมามีสตินะคะ ตอนนั้นอาจจะสายไปแล้วก็เป็นได้

ดีใจที่มีโอกาสได้คิด นึก ทำ และเขียนออกมา และมีคนร่วมรับรู้อยู่ด้วยนะคะ

 

ขอบคุณที่ติดตามค่ะ

ขอให้สนุกกับการเตรียมตัวต้อนรับน้องเงินนะคะ

Bejuk

The Journey to Wealth

28.08.09

เมื่อคืนก่อนผมดูรายการ Oprah Winfrey ที่มีแขกรับเชิญ คือ Suze Orman กูรูและที่ปรึกษาทางการเงินผู้มีรายการโชว์ของตัวเองบนสถานีการเงิน CNBC คุณ Suze พูดกับผู้ชมในห้องส่งซึ่งเป็นชาวอเมริกันเกี่ยวกับเรื่องการปลดหนี้อันเป็นผลพวงของวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ที่เกิดขึ้นราวๆกลางปี 2007 ก่อนที่จะบานปลายไปเป็นวิกฤตเศรษฐกิจโลกในปีถัดมา (2008)

    

…เชื่อมั้ยครับว่าผู้ชมในห้องส่งประมาณ 200 กว่าคนมีหนี้สินบนบัตรเครดิตรวมกันถึงประมาณ 2.4 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือเฉลี่ยคนละ 4 แสนกว่าบาท !? มีการสุ่มตัวอย่างผู้ชมท่านหนึ่งขึ้นมาพบว่ามีบัตรเครดิตอยู่ด้วยกันถึง 22 ใบ ! ฟังดูน่าแปลกใจสำหรับเราๆคนไทย (หรือไม่แปลกหว่า…?) แต่กลับเป็นเรื่องปกติสำหรับอเมริกันชนผู้รักการจับจ่ายเป็นอย่างมาก

การที่มีบัตรเครดิตหลายใบก็เพื่อนำเครดิตมาต่อเครดิต…เป็นการนำรายได้ที่เกิดจากน้ำพักน้ำแรงในอนาคตมาใช้ล่วงหน้า… ไม่แปลกใจเลยที่กว่า 60-70% ของผลผลิตมวลรวมภายในประเทศหรือ GDP ของสหรัฐอเมริกานั้นจะมีที่มาจาก การใช้จ่ายเพื่อการบริโภค (Consumer Spending) และเป็นกลจักรสำคัญที่ช่วยให้เศรษฐกิจของสหรัฐฯเติบโตขึ้นมาโดยตลอดตั้งแต่ปี 2001

 

(ในขณะที่ประเทศไทยและกลุ่มประเทศเอเชียไม่รวมญี่ปุ่น (Asia ex Japan) 60-70% ของ GDP ก็คือการส่งออกไปให้คนอเมริกันบริโภคนั่นเอง ส่วน GDP ที่มาจากการใช้จ่ายบริโภคนั้นมีสัดส่วนเพียงประมาณ 15%เท่านั้น)

กราฟแสดงสัดส่วนการบริโภคใช้จ่ายส่วนตัวของอเมริกันชนต่อ GDP ตั้งแต่ปี 1952 ถึง 2006
ที่มา:
http://immobilienblasen.blogspot.com

 

 

ปัจจัยสำคัญที่หนุนให้เกิดการใช้จ่ายอย่างมหาศาลดังกล่าว ปัจจัยหนึ่งมาจากอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Policy Rate) ที่ถูกกำหนดโดยธนาคารกลางสหรัฐฯหรือ Federal Reserve จึงมักจะถูกเรียกว่า ‘Fed Fund Rate’ วัตถุประสงค์หลักๆของอัตราดอกเบี้ยนี้ก็คือ

1) เป็นเครื่องมือกำหนดทิศทางเศรษฐกิจ คือหากต้องการให้เศรษฐกิจโตเร็วก็ลดอัตราดอกเบี้ยลงเพื่อให้การกู้ยืมไปใช้จ่ายหรือลงทุนทำได้ง่าย แต่หากต้องการให้เศรษฐกิจชะลอตัวอาจเป็นเพราะผู้กำหนดนโยบายมองเห็นว่าโตเร็วไปอาจร้อนแรงจนเกินเหตุได้ ก็ปรับดอกเบี้ยขึ้นเพื่อให้ต้นทุนกู้ยืมสูงขึ้น

2) นำไปใช้อ้างอิงโดยธนาคารเอกชนสำหรับกู้ยืมเงินระหว่างกัน (Interbank Borrowing and Lending)

3) นำไปใช้สำหรับเป็นมาตรวัด (Benchmark) ในการกำหนดอัตราเงินฝากและเงินกู้ที่มีผลต่อผู้บริโภคอย่างเราๆท่านๆ

มาว่ากันต่อในตอนหน้าครับ…

 

ธนวัฒน์ รุ่งธนาภิรมย์

The Wealth Strategy

18.08.09

*หมายเหตุ : บทความนี้เป็นเพียงความคิดเห็นของคอลัมนิสต์เท่านั้น ผู้อ่านโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านบทความและการลงทุน

ขอบคุณ ขอบคุณ และ ขอบคุณ

        ช่วงที่ผ่านมา ได้มีโอกาสดูซีรี่ส์ญี่ปุ่นเรื่อง ‘1 Litre of Tears’ หรือ น้ำตา 1 ลิตร เป็นเรื่องของสาวน้อย คิโต้ อายะ ผู้ป่วยด้วยโรคที่ทำให้สมองส่วนการสั่งการของเธอเสื่อม ทั้งๆที่ความคิดอ่านยังเป็นปกติดี แต่ร่างกายของเธอจะขยับเขยื้อนได้ลำบากมากขึ้นเรื่อยๆ จนเป็นอัมพาต และ เสียชีวิตในที่สุด

      

      ละครถ่ายทำดีมากๆ ค่อยๆแสดงถึงอาการ, ปฏิกิริยาของคนรอบข้าง, ไปจนถึงความพยายามของอายะที่ดิ้นรนทุกวิถีทาง เพื่อต่อสู้กับความเสื่อมของสมอง ที่ไร้ซึ่งความประนีประนอม เป็นการต่อสู้ทั้งทางร่างกายและจิตใจ สิ่งที่เป็นความมั่งคั่งของอายะที่เห็นได้ชัดก็คือ เธอเรียนรู้ที่จะชื่นชมในสิ่งเล็กๆน้อยๆอยู่เสมอ เช่น  เธอชื่นชมเสียงลูกบาสในโรงยิม, ความเงียบของห้องเรียนหลังเวลาเลิกเรียน, หรือ แม้กระทั่งเสียงดังเอี๊ยดอ๊าดของพื้นไม้เก่าตรงระเบียง จากสมัยที่เธอเริ่มเป็นโรค เธอมักจะชอบพูดว่าขอโทษ แต่ในภายหลังเธอเรียนรู้ที่จะกล่าวคำขอบคุณมากขึ้น ดังนั้นหากผู้อ่านต้องการทราบว่าตนเองมั่งคั่งเพียงใด ก็ขอแนะนำให้ดูอายะจังเป็นตัวอย่าง และ เริ่มขอบคุณในสิ่งเล็กๆน้อยๆที่มีในแต่ละวัน

HUG magazine vol.07 June 2009

วันนี้เช้าเดินเข้าออฟฟิศมาก็ได้พบเจอคุณพี่อินทีเรียสาวข้างบ้าน (เป็นผู้ที่share officeเดียวกัน)

เดินมาด้วยใบหน้ามุ่งมั่น พร้อมกล่าวว่า

 

เบลล์ ชั้นขอร้องเลยนะ

/ ทำไมคะคุณพี่

ก่อนจะทำอะไร เก็บโต๊ะก่อน รกม๊าก!! แล้วนี่อะไร ที่สุมๆนั่นอะไร ขยะรึเปล่าเนี่ย

/ ไม่ขยะนะ ของเค้าา เค้าใช้ นั่นก็ของลูกค้า

งั้นก็เก็บเลย ชั้นเห็นมันกองมานานแล้ว โอ๊ยย ห้องนี้

/ โหย ไม่ได้อะ ต้องรีบปั่นงานส่งภายในสิบโมงเนี่ย

เก็บก่อนๆ เชื่อชั้น แล้วจะทำงานได้ดีขึ้น

/ ... งืออออออ T_T

ไม่ต้องมางือๆ!!!

 

(สิ้นจากคำขาดนั้นดิชั้นก็กุลีกุจอเก็บข้าวของลงลิ้นชักและโต้ะใกล้เคียงโดยใช้เวลาประมาณสิบนาทีถ้วน)

 

แปลกมากที่เวลาโต๊ะทำงานมันโล่งๆ

ก็จะรู้สึกว่าชีวิตดีขึ้นจริงๆนะคะ

 

แม้เรื่องที่พี่สาวใจดีออฟฟิศข้างๆได้ให้เป็นบทเรียน จะไม่เกี่ยวข้องกับความมั่งคั่งเสียทีเดียว

แต่มันก็มีประเด็นที่ทำให้ฉุกคิดอยู่เหมือนกันนะคะ

เวลาคนเราทำงานท่างกลางโต๊ะที่รกรุงรัง ก็มักจะทำงานได้ช้าลงเพราะหาอะไรไม่เจอ

หรือแม้แต่ไฟล์ในคอมพิวเตอร์ ถ้าดิชั้นไม่ได้จัดเข้าที่นานๆเข้า เครื่องจะยิ่งช้าลงค่ะ

หรือเอาง่ายๆเวลาที่ตู้เสื้อผ้าเต็มไปด้วยผ้ากองกันรกๆ ดิชั้นก็จะรู้สึกว่าไม่มีอะไรจะใส่ (ทั้งๆที่มันก็กองอยู่เต็มตู้!!)

 

อย่ากระนั้นเลย

แล้วเรื่องการเก็บเงินเพื่อความมั่งคั่งของดิชั้นล่ะ!? ต้องการการเคลียร์พื้นที่ด้วยหรือไม่?

โอเคมันเกี่ยวข้องกันอย่างนี้ล่ะคะ

 

คราวนี้ก็ขอกล่าวย้อนถึงเรื่องโครงการเก็บเงินมูลค่า 8,500 บาทต่อเดือนเสียหน่อย

หลังจากได้ประกาศกร้าวไปในบทความคราวก่อน (ว่าดิชั้นจะเริ่มสร้างวินัยในการออมเงิน

และทำให้เกิดเงินแสนก้อนแรกที่นอนนิ่งในธนาคารก่อนเดือนกรกฎาคม 2553)

ดิชั้นก็ได้ทำการประกาศแต่ไม่กร้าวมาก กับหลายๆคนในชีวิตด้วยว่า

นี่ๆ ชั้นจะหัดเก็บเงินให้ได้เดือนละ 8,500 นะ

 

เสียงตอบรับที่น่ายินดีส่วนใหญ่ก็จะเป็นดังนี้

เออ ตอนนี้มีเงินกินข้าวรึเปล่าเหอะ

เก็บด้วยดิ อยากเก็บตังค์เหมือนกัน

ถ้าเก็บเดือนละแปดพันห้าจะอยู่ยังไงคะ ไม่ซื้ออะไรเหรอ

กิ๊บก็เก็บนะ เก็บเดือนละหมี่น ตัดไปเลยตอนได้เงินมาอะ เวิร์คนะ

บ้าไปแล้วแกบ้าไปแล้ว

เหรอลูก ดีๆๆ (แล้วก็ยิ้มอ่อนโยนแต่แววตาดูไม่ค่อยเชื่อ)

 

ผลตอบรับก็แนวๆนี้นะคะ หลากหลายกันไป

แต่ในระหว่างอาทิตย์จิตใจของดิชั้นก็เริ่มสั่นหวั่นไหวอย่างไรบอกไม่ถูก

จู่ๆก็มีเสียงในหัวสมองถามว่ามันจะ Possible หรือเปล่ากับเป้าหมายนี้

เลยทำการถาม-ตอบตัวเองเช่นเคย เพื่อให้เกิดการบรรลุขึ้นนะคะ

 

ทำไมถึงคิดว่าเป็นไปไม่ได้ล่ะ (ไม่รู้สิ ไม่มั่นใจ)

แล้วปกติต่อเดือนชั้นต้องใช้เท่าไหร่ (เอ้อ ก็แล้วแต่)

แล้วอัพเดทสมุดบัญชีบ้างไหม (สมุดบัญชีอยู่ไหน)

แล้วเงินในกระเป๋าสตางค์มีเท่าไหร่ (ไม่แน่ใจ ขอนับก่อน)

แล้วเงินในแบงค์ล่ะ (ประมาณ สาม เอ้ย หรือสองหมี่นนะ?)

แล้วจะเก็บเงินยังไง (ก็ใช้น้อยๆ เดี๋ยวก็มีเองล่ะ...)

 

...................

โอเคพอกันทีค่ะ ไม่ต้องถามต่อ

ดิชั้นเองก็ได้คำตอบกับเรื่องนี้แล้วว่า

พื้นที่ในด้านการเงินของดิชั้น ก็ช่างรกรุงรังเป็นมรสุมไม่ต่างกับโต๊ะทำงาน

ที่ทำให้ความเป็นไปได้ใดๆก็ไม่สามารถแทรกแซงเข้ามาได้

มิน่าเล่าความเชื่อมั่นถึงได้สั่นคลอน!

 

น่ากลัวมากค่ะ

 

สิ่งต่อไปที่ดิชั้นลงมือกระทำกับชีวิตตัวเองคือ การเคลียร์พื้นที่

ขอเรียกว่า การเตรียมบ้านให้น้องเงินแสน นะคะ

(ในบทความที่แล้วคุณ Knoได้ให้ไอเดียไว้ว่า ให้ลองมองเงินเป็นสิ่งมีชีวิตดู

พอดิชั้นได้ลองแล้วก็รู้สึกว่าเงินน่ารักน่าเอ็นดูขึ้นมากค่ะ เลยจะขอใช้จากนี้ไป)

 

ในการจัดเตรียมบ้านให้น้องเงินแสนนั้น

ดิชั้นได้วางแผนไว้ในหลายๆส่วน รวมถึงการหว่านพืชหวังผล

ล่อลวงให้ญาติๆของน้องเงินแสนมาอาศัยอยู่ร่วมด้วย

เช่น น้องเงินเก็บ น้องเงินกุบกิบ น้องเงินก้อน (ตระกูลตัว ก.)

หรือ น้องเงินสด น้องเงินแอบ น้องเงินทุน ก็ตามแต่ค่ะ

พอน้องเงินอื่นๆอยู่กันได้สบายใจแล้ว

น้องเงินแสนจะได้ตามมาอยู่ด้วยได้ง่ายขึ้นค่ะ

 

ขอเริ่มด้วยขั้นตอนแรก

 

1. ล้างรถให้น้องเงินสด หมายถึงการจัดกระเป๋าสตางค์ที่เป็นเสมือนยานพาหนะของน้องๆเงิน

 

 

เมื่อเปิดกระเป๋าสตางค์ของดิชั้นออกมา ก็จะพบว่า

ภายในเต็มไปด้วยของต่างๆที่ไม่เกี่ยวกับน้องเงินสดเลย เช่น บัตรลดราคา กระดาษซับมัน กุญแจบ้าน

นามบัตรของลูกค้า คีย์การ์ด สลิปเอทีเอ็มจำนวนมาก ใบเสร็จจำนวนมากๆ ปากกา ยางลบ (!?)

กระเป๋านั้นที่ดูตุงและดูเหมือนเป็นของมนุษย์ผู้ร่ำรวยด้วยเงินทอง

แต่อันที่จริงแล้วน้องเงินสดเบียดกันตัวแบนอยู่ในซอกเล็กๆเท่านั้นเองค่ะ! ทั้งๆที่ นี่คือรถของเค้า

น่าสงสารมาก

 

การล้างรถให้น้องเงินสดทำให้ดิชั้นได้มองเห็นสภาพความจริงของชีวิต

และสามารถวางแผนล่วงหน้าได้ว่าเงินจำนวนเท่านี้จะใช้ไปได้อีกกี่วันนะคะ

 

 

ดิชั้นนับถือเพื่อนคนหนึ่งที่สามารถบอกได้ว่าแบงค์ยี่สิบ 2 ใบนี้ได้รับการทอนมาจากอะไร

รวมถึงว่าในกระเป๋ามีแบงค์อะไรอยู่บ้าง เป็นจำนวนเท่าไหร่ โดยไม่ต้องเปิดดู

สำหรับคนที่ทำได้อยู่แล้วในชีวิตประจำวันอย่างเป็นธรรมชาติ

ดิชั้นว่ามันเป็นเรื่องเล็กๆที่ไม่ธรรมดานะคะ

เพราะสิ่งนี้มันเป็นการแสดงถึงวินัยและความรับผิดชอบกับชีวิตการเงินตัวเองที่ยิ่งใหญ่ทีเดียวค่ะ

 

ดิชั้นก็ขอตั้งเป้าว่าจะมีสติกับน้องเงินสดทุกๆวันในการใช้จ่าย

จนกลายเป็นนิสัยที่เป็นธรรมชาติให้ได้ค่ะ

 

 

 

เพิ่งผ่านไปได้ข้อเดียวแต่ดิชั้นก็ได้ตระหนักว่าบทความนี้ชักจะกินพื้นที่มากขึ้นๆทุกที

เลยต้องขอคั่นกลางไว้ก่อน ไว้คราวหน้าดิชั้นจะเขียนเรื่องการเตรียมบ้านให้น้องเงินแสนในขั้นต่อไปนะคะ

ขอบอกว่าเป็นการผจญภัยด้านการเงินที่ดิชั้นเองไม่เคยพบมาก่อนเลยทีเดียว

 

ขอบคุณที่ติดตามอ่านค่ะ

ขอให้สนุกกับการดูแลน้องเงินของคุณนะคะ

Bejuk

 

The Journey to Wealth

11.07.09

 

 ในสนามรบการค้า เมื่อCEOนำทัพออกศึกไปสักระยะหนึ่ง ก็มักจะมีความจำเป็นต้องหาเงินเข้ามา
เพื่อช่วยให้กองทัพสามารถขยายไปครอบครองพื้นที่การตลาด
 เงินที่จะหาเข้ามานี้ จะไปกู้มาจากเจ้าหนี้ หรือจะไปเพิ่มทุน ย่อมทำได้ ขึ้นอยู่กับว่าโครงสร้างทุนของกองทัพอยู่ในสถานใด
 ถ้ามีเจ้าหนี้และเงินกู้ยืมเยอะ เรียกว่ามีDebt สูง แต่ด้านส่วนของทุน คือEquity มีน้อย
พูดง่ายๆ คือมีDebt to equity (D/E) ratio สูง ก็ต้องตัดสินใจเสนอให้สภาสงครามคือ คณะกรรมการ
พิจารณาเพิ่มทุน
 การเพิ่มทุนก็ทำได้ถึง 5 วิธี คือ
• หุ้นจองคะนองฤทธิ์ (IPO)
• มิตรใหม่ใจถึง (Private Placement)
• ดึงจากคนนอก (Public Offering)
• บอกกล่าวตามสิทธิ (Right Issues)

• คิดได้ตามสบาย (Warrant)
ก่อนเข้าตลาดหุ้น CEO มีทางเลือกน้อย เพราะถ้าไม่เพิ่มทุนด้วยเงินตัวเอง เนื่องจากถือหุ้นเกือบ100% บางทีลงทุนจนหมดตัว ลงทุนต่อไม่ไหว ก็ต้องหาคนอื่นมาร่วมทุน ด้วยวิธีมิตรใหม่ใจถึง จะทำตามวิธีอื่นอาจติดขัดด้วยกฎหมายจึงเกิดกรณีการเพิ่มทุนแบบ Private placement ถ้าโชคดีคุยกับคนที่เข้าใจและสนใจ มีความต้องการที่ตรงกัน ก็สามารถตกลงปลงใจร่วมทุนกันเลย
 มีคนที่สนใจจะร่วมทุนแบบนี้ โดยจัดเป็นกองทุนร่วมทุน (Venture Capital) อาชีพหลัก คือคอยเข้าไปร่วมทุนกับบริษัทที่กำลังเติบโต ลงทุนสัก 3 – 4 ปี ถ้าธุรกิจของบริษัทเริ่มไปได้ดี ก็อาจจะเสนอขายคืนเจ้าของโดยมีกำไร หรือจะรอจนหุ้นเข้าตลาด ค่อยขายก็ได้
 ส่วนมากพวก Venture Capital จะเข้ามาร่วมทุนแบบการเงิน(Financial Partners)
เพราะจุดแข็งของ Venture Capital คือ เรื่องเงิน อาจไม่ชำนาญเรื่องการรบในสนามการค้า
 แต่บางที CEO ก็จะเจอ ผู้ร่วมทุนอีกแบบหนึ่งที่พร้อมจะรบเคียงบ่าเคียงไหล่ เป็นการร่วมทุนแบบพันธมิตร (Strategic Partners) เช่น CEO เก่งด้านการผลิต แต่คนมาร่วมทุนเก่งด้านการตลาด อย่างนี้ร่วมทุนและทำงานคู่กันไป ก็เป็น win – win ทั้งคู่
 สำหรับพวก Strategic Partners ส่วนมากก็จะกอดคอกับ CEO ร่วมหัวจมท้ายกัน
จนบริษัทแข็งแรงพอ เอาเข้าตลาดหุ้นเพื่อขยายงานต่อ
 แม้เมื่อเอาหุ้นเข้าตลาดแล้ว Strategic Partners หลายแห่ง ก็ยังยืนหยัดเคียงคู่กับ CEO ด้วยการถือหุ้นเป็นพันธมิตรต่อ มิได้ขายหุ้นออกเหมือนกลุ่ม Venture Capital
 เพราะเป้าหมายของ Strategic Partners ค่อนข้างแตกต่างกับ Venture Capital ซึ่งเข้ามาถือในฐานะของการลงทุนแบบ Financial Partners
 ถ้าได้กำไรตามสมควรก็ขาย เพื่อออกจากโครงการ (Exit) จะขายให้เจ้าของเดิมหรือขายในตลาดหุ้นก็ได้ ไม่ว่ากัน
ไม่เหมือน Strategic Partners ที่เข้ามาแบบร่วมด้วยช่วยกัน เพื่อร่วมบริหารให้บริษัทมีการสร้างมูลค่าที่ดีขึ้นแบบระยะยาว
 ถามว่าทั้ง Venture Capital และ Strategic Partners เข้ามาลงทุนแล้ว มีขาดทุนบ้างไหม?
 มีแน่นอน
 
 เพราะการลงทุนคือความเสี่ยง ถ้า CEO ทำไม่ได้ตามแผนการที่วางไว้ หรือเจอความเสี่ยงใหญ่ ๆ
เช่น การแข่งขันอย่างรุนแรง  การขึ้นราคาน้ำมันอย่างสุดกู่ อาจทำให้ธุรกิจจอดไม่ต้องแจว การร่วมทุนที่ลงไปก็สูญได้
 จึงต้องดูให้ดีทั้ง 2 ฝ่าย CEO ก็ต้องดูให้ดีว่ามิตรใหม่ที่เข้ามาจะไม่เข้ามาก่อกวน แต่จะเข้ามาช่วยกันสร้างประโยชน์
 ส่วนผู้ร่วมทุน ก็ต้องดูให้รอบคอบ ว่าบริษัทที่เลือกไว้ จะมีโอกาสอยู่ในเกณฑ์สูงที่จะเติบโต ด้วยการวิเคราะห์อย่างละเอียด รอบคอบ อย่าเชื่ออะไรง่ายเกินไป จะได้ไม่เสียใจในภายหลัง
 สำหรับ CEO ที่มีฝีมือ สามารถพาตัวรอดและเติบโต จนเข้าตลาดหุ้นได้ โดยไม่ต้องพึ่งเงินจากคนอื่น ก็ต้องมีการเพิ่มทุน ด้วยวิธีหุ้นจองคะนองฤทธิ์ คือการทำ IPO หรือ Initial Public Offer ด้วยการกระจายขายหุ้นให้สาธารณชนเป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นเรื่องที่ชาวหุ้นคุ้นๆกันดี
 ทีนี้พอทำไปๆ ธุรกิจขยายตัวดีขึ้น ต้องมีการเพิ่มทุนอีก ก็ต้องปรึกษากับสภาสงคราม ว่าจะต้องเพิ่มทุนอีกไหม?
 ถ้าต้อง  จะเอาวิธีไหน?
 
 ในกรณีที่ต้องเพิ่มแบบ Private Placement หรือ กลยุทธมิตรใหม่ใจถึง ก็คงทำเหมือนก่อนเข้าตลาดหุ้น ด้วยการติดต่อกับ Venture Capital หรือหา Strategic Partners ก็ได้ ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม
แต่สุดท้ายต้องได้รับการอนุมัติจากผู้ถือหุ้น ถือเป็นเสียงสวรรค์ที่สำคัญมาก CEO จะตัดสินเองทำอย่างรวบรัดไม่ได้เด็ดขาด
 Venture Capital ที่เข้ามาในช่วงนี้ มักจะเป็นกองทุนของเอกชน (Private Equity) ที่มีเงิน แต่ไม่ชอบเสี่ยงกับการลงทุนในธุรกิจ ที่ยังมีอายุไม่มาก มักจะรอลงในธุรกิจที่มีผลงานบ้าง แม้จะต้องจ่ายราคาสูงกว่าก็ยอม คือเน้นความแน่นอนไว้ก่อน กำไรน้อยหน่อยไม่เป็นไร
 ส่วน Strategic Partners ที่เข้ามาในห้วงเวลานี้ ก็ย่อมมีความมั่นใจมากขึ้น เพราะเวลาหุ้นอยู่ในตลาด ต้องเปิดเผยข้อมูลมากขึ้น เพราะกฎของการกำกับดูแลที่ดี
 เมื่อเป็นเช่นนี้ กองทัพของ CEO ก็จะเติบโตได้รวดเร็วขึ้น เพราะรู้จักใช้ตลาดหุ้นให้เป็นคุณ ทำการระดมทุนจากตลาดทุน อย่างชาญฉลาด ด้วยการทำตัวให้เป็นคนดี มีฝีมือ
 มีหุ้นแบบนี้มากๆ นักลงทุนก็ยิ้มได้ เพราะมีคนเอาเงินไปช่วยทำงานให้

 ขอขอบคุณท่าน CEO
 ที่ดีทั้งฝีมือ ดีทั้งจิตใจครับ

เทพ รุ่งธนาภิรมย์

Money for Money

What wealth?

 

ขอเริ่มต้น Series ส่งเสริมความมั่งคั่ง ด้วยการทบทวนความมุ่งหมายทางการเงินของตัวดิชั้นเอง

ด้วยการสัมภาษณ์ตัวเอง และตอบด้วยตัวเอง…

ดูน่าสงสารนิดนึงแต่ก็โอเคนะคะ

 

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------

 

คุณคิดว่า 'มั่งคั่ง' กับ 'รวย' ต่างกันอย่างไร?

มั่งคั่งหมายถึงชีวิตและความสุขโดยรวม

รวยคือการพูดถึงตัวเงิน (คงเป็น Subset ของความมั่งคั่ง)

จริงๆไม่ต่างมาก เพราะก็อยากมีทั้ง 2 อย่าง ฮ่าๆๆ

 

รวยแปลว่าอะไรสำหรับคุณ?

แปลว่ามีเงินพอที่จะใช้เอง ให้พ่อ แจกแม่ ส่งลูกเรียน Oxfordได้ ถ้ามันสอบได้

สามารถเอาเงินไปบริจาคยามต้องการ

มีมากพอที่จะซื้อบ้านเดี่ยวกลางเมือง 1 ที่ คอนโด 2 ที่

และสามารถซื้อบ้านที่มีน้ำพุให้พ่อแม่ อยู่ในละแวกใกล้ๆกันได้

รวมถึงบ้านพักตากอากาศแถวปราณบุรี เชียงราย เกาะลันตา อีกอย่างละที่

ไว้ยามอยากพาครอบครัวไปเที่ยวและปิ้งบาร์บีคิว

ตอนช้อบปิ้งสามารถซื้อเสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้าของ Disaya / Paul Smith / Marc Jacob / หรือ Comme des Garcons

ได้แบบสบายๆไม่ต้องคิดนาน คล้ายเวลาไปเดินพลาตินั่มหรือสยามสแควร์

เวลาท่องเที่ยวสามารถนั่ง First Class ได้เป็นครั้งคราว

เวลาไปยุโรปแค่ต้องกังวลว่าจะเลือกนอน Conrad หรือ Hilton ดี

และมีบริษัทของตัวเองที่มีเงินเดินสะพัดหมุนเวียนอยู่ในหลักร้อยล้าน และพัฒนาเป็นพันล้านได้ในอนาคต

 

แค่นี้ก็น่าจะโอเค

 

แล้วคุณอยากรวยตอนอายุเท่าไหร่?

ถ้าให้ขนาดนั้นคงต้องอายุซัก 37 ขึ้นไป (ตอนนี้ 24)

แก่กว่านั้นมากก็คงไม่ไหวเพราะพ่อแม่ก็เริ่มอายุมาก

แล้วเดี๋ยวจะไม่ทันเรื่องซื้อบ้านให้

 

โอกาสที่คุณจะรวยแบบนั้นตอนอายุเท่านั้น มีมากน้อยแค่ไหน?

ถ้าคิดแบบเข้าข้างตัวเองก็มีความเป็นไปได้ประมาณ 0.5% ค่ะ

 

…ทำไม?

ก็สามารถพิจารณาได้จาก

รายได้แต่ละเดือนเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 25,000 – 30,000 บาท

ซึ่งได้ถูกใช้ในชีวิตประจำวัน จ่ายค่าประกันชีวิต จ่ายบัตรเครดิต และซื้อของสิ้นเปลืองไปกว่า 80% ของรายได้ทุกเดือน

ทำให้ตัวเลขเงินเก็บของดิชั้นเป็นเลขสั้นๆ ที่ค่อนข้างน่ารักมาก

และบริษัทของดิชั้นที่เปิดมาได้ 2 ปีเพิ่งประสบปัญหาด้านการหมุนเวียนเงิน

ในขณะที่ดิชั้นเองก็ยังเคว้งคว้างและไม่แน่ใจว่ารายได้ต่อเดือนของตัวเองจะกลายเป็นเท่าไหร่หลังจากนี้

 

โอเคจริงๆมันอาจจะเหลือประมาณ 0.25% ก็ได้นะคะ…

 

ความเป็นไปได้ 0.25% นี่รู้สึกสิ้นหวังกับเป้าหมายบ้างไหม?

ยังนะคะเพราะคิดว่าชีวิตยังอีกยาวไกลและ Impossible is nothing ตามที่คุณอาดิดาสได้กล่าวไว้ค่ะ

 

แผนต่อไปของคุณเป็นอย่างไร?

สามารถแตกได้เป็น 2 วิธีคือ

1. แต่งงานกับผู้ที่มีทรัพย์สมบัติทั้งหมดนั่น

ซึ่งแปลว่าดิชั้นอาจต้องมีเงินลงทุนเพื่อไปทำศัลยกรรมที่เกาหลีทั้งใบหน้า

ซื้อคอร์สพัฒนาบุคลิกภาพระดับนานาชาติ รวมถึงคอร์สลดน้ำหนัก

และส่งตัวเองไปเรียนปริญญาโทด้านคหกรรมที่สวิสเซอร์แลนด์เพื่อสร้างความเพียบพร้อมในการเป็นคุณนาย

แต่ทั้งหมดทั้งมวลนี้ก็การันตีผลลัพธ์ได้ยากนะคะ คิดว่า

ความเสี่ยงสูง

 

2. เก็บออมเงิน ลงทุน และสร้างเงินให้เติบโตขึ้นด้วยตัวเอง

ถ้าคิดย้อนง่ายๆก็

อายุ 37 – มีสินทรัพย์ร้อยล้าน

อายุ 33 – มี 20 ล้าน แล้วแต่งงานกับคนที่มีอีก 25 ล้าน (ข้อนี้ค่อนข้าง shortcut)

อายุ 31 – มี 10 ล้าน จากการลงทุนเพิ่ม

อายุ 29 – มี 6 ล้าน จากการเติบโตของธุรกิจ และลงทุนอย่างถูกจังหวะ

อายุ 27 – มี 1 ล้าน จากการกู้เงิน การทำงาน /การขายสินค้า

อายุ 25 – มี 0.3 ล้าน (ว้าย !)

 

แล้วคิดว่าจะต้องจัดการชีวิตอย่างไรต่อไป?

คงต้องเริ่มจากสิ่งที่ง่ายที่สุดคือเก็บเงินแสนให้ได้ซักก้อนก่อนน่ะค่ะ

ดิชั้นมีเวลาอยู่ในประเทศไทยประมาณ 1 ปี เพราะปีหน้าตั้งใจจะไปเรียนต่อปริญญาโท

แปลว่าจะต้องเก็บให้ได้เดือนละ 8,500 บาทขึ้นไปจะได้ = 102,000 บาท ในปีหน้าพอดี

 

แล้วจะทำได้เหรอคะ?

ไม่ทราบเหมือนกันค่ะ อันนี้ต้องติดตามตอนต่อไป

เพราะรู้สึกว่าจะเขียนยาวเกินไปแล้วเดี๋ยวจะไม่มีคนอ่านหน่ะค่ะ

 

สุดท้ายคือ แล้วทำไมถึงต้องมั่งคั่งด้วยล่ะคะ?

คงจะดีถ้าชีวิตไม่ต้องมาเสียเวลานั่งกังวลว่าพรุ่งนี้ต้องจ่ายค่าเล่าเรียนลูก ค่าเช่าบ้าน ค่าโน่นนี่ ยังไง อย่างไร

ถ้าทุกอย่างมันลงตัว สมดุล และเหลือเฟือ

ทำให้สามารถนึกถึงคนอื่นๆ แล้วก็ทำอะไรเพื่อตัวเองและคนที่เรารักได้อย่างอิสระ

 

ความใฝ่ฝันอีกอย่างของดิชั้นคือพาพ่อแม่ไปท่องยุโรปกันด้วยเงินดิชั้นเอง

เห็นพ่อแม่ดินจูงมือกันบนเทือกเขา มันน่าจะเป็นความรู้สึกที่ดีมากๆนะคะ

นั่นก็เป็นตัวอย่างที่ดีอันหนึ่งที่ทำให้รู้สึกอยากเดินหน้าต่อไป

 

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------

 

ได้ทบทวนระยะห่างของเป้าหมายกับความจริงดีเหมือนกันนะคะ

สิ่งนี้ช่างแสดงให้เห็นว่าช่วงเวลาการชิวและรีรอของดิชั้นได้สิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการแล้ว

เพราะว่าเริ่มตั้งแต่วันนี้นี่ก็ถือว่ายังช้าไปเลยหรือเปล่า? ฮ่าๆ

 

ยังไงก็เชื่อที่คุณอาดิดาสกล่าวไว้อยู่นะคะ

 

คงได้เวลาแล้ว

โปรเจค 8,500 บาท/เดือน ของดิชั้น

ก้าวแรกก่อนสู่ก้าวต่อไป!

 

โปรดติดตามนะคะ =)

 Bejuk

 

The Journey to Wealth

29.07.09