บล็อค


ช่วงหลังมานี้มักมีคนถามผมเกี่ยวกับการลงทุนในตลาดหุ้นหลังจากที่หุ้นไทยปรับตัวขึ้นมากว่า 60% ตั้งแต่ต้นปี 2009  เช่น “ตรงนี้ยังเข้าได้มั้ย?”   “แพงไปหรือยัง?”  “มีหุ้นอยู่ควรขายไปก่อนแล้วกลับมารับดีมั้ย?”  “เข้าตอนไหนดี?” 

 

 

ก่อนจะอ่านต่อไปผมอยากให้ผู้อ่านลองถามตัวเองดูว่า “คุณลงทุนเพื่ออะไร?” หากคำตอบคือเพื่อสร้างความมั่งคั่งและผลตอบแทนที่ยั่งยืนได้ในระยะยาว ลองอ่านต่อไปครับ

 

การจัดพอร์ตลงทุนส่วนบุคคล (Personal Investing) ส่วนใหญ่มักจะเกี่ยวข้องกับตราสารการลงทุนอยู่ 4 ประเภทได้แก่

 

ตราสารหนี้ (Fixed Income) เป็นตราสารที่มีความเสี่ยงต่ำที่สุดแต่ก็ให้ผลตอบแทนคาดหวังต่ำที่สุดในบรรดา 4 ประเภท เป็นตราสารที่คุ้มครองเงินต้นส่วนใหญ่ในระดับหนึ่ง (ขึ้นอยู่กับความเสี่ยงของผู้ออกตราสาร) และให้ผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ยรายปีคงที่ราวๆ 1%-7% แล้วแต่อายุและความเสี่ยงของตราสารที่ถือ หลักๆตลาดตราสารหนี้ประกอบด้วยพันธบัตรรัฐบาล (Government Bonds) และ หุ้นกู้เอกชน (Corporate Debentures)

 

ตราสารทุน (Equities/Stocks) หรือหุ้นของบริษัทที่เข้าจดทะเบียนและเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์เป็นตราสารที่มีความเสี่ยงสูงกว่าตราสารหนี้ ไม่มีการคุ้มครองเงินต้น แต่การลงทุนโดยกระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสมเช่น stock index funds หรือ ETF ก็ให้ผลตอบแทนคาดหวังที่สูงในระดับเฉลี่ยราวๆ 12%-15% ต่อปี

 

สินค้าโภคภัณฑ์ (Commodities) เพิ่งจะเริ่มมาฮิตในหมู่ผู้ลงทุนทั่วไป (ที่ไม่ใช่นักลงทุนสถาบัน) เมื่อไม่นานมานี้เองโดย “น้ำมัน” และ “ทองคำ” เป็น 2 ปัจจัยหลักที่ปลุกกระแสให้เกิดความสนใจเข้ามาลงทุนในตลาดนี้ จริงๆแล้ว ตลาด Commodities ยังประกอบด้วย Basic Materials สำคัญๆ เช่น เหล็ก ทองแดง สังกะสี ฯลฯ Precious Metals อื่นๆ นอกจากทองได้แก่ เงิน แพลทินัม พัลลาเดียม ฯลฯ รวมถึง Soft Commodities ได้แก่ ถั่วเหลือง น้ำตาล ข้าวโพด ฯลฯ การลงทุนใน Commodities สามารถทำได้หลายวิธีแต่ยังไม่ขอกล่าวถึงในตอนนี้

 

ตลาด Commodities โดยทั่วไปจะผันผวนและเสี่ยงกว่าตลาดหุ้นเนื่องจากผู้เล่นในตลาดจะซื้อขายหรือ Trade บนข่าวที่เข้ามากระทบเร็วกว่า  บางสินค้าเช่น น้ำมัน หรือ ถั่วเหลือง เล่นกันเป็นรายนาทีก็มี จากการรวบรวมข้อมูลการลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์ให้ผลตอบแทนคาดหวังในระดับเฉลี่ยราวๆ 15%-20% ต่อปี

 

การลงทุนทางเลือก (Alternative Investments) เป็นการลงทุนอื่นๆที่อยู่นอกเหนือจากที่กล่าวมาทั้งหมดโดยส่วนใหญ่มักเกียวข้องกับตราสารอนุพันธ์ (Derivatives) และวิศวกรรมการเงิน (Financial Engineering) รูปแบบการลงทุนได้แก่ Hedge Funds และ Structured Products ที่ให้ผลตอบแทนสูง นอกจากนี้การลงทุนทางเลือกยังสามารถลงทุนผ่านกองทุนที่ลงทุนในบริษัทเกิดใหม่ (Venture Capital Fund) หรือ Private Equity Fund ที่เลือกลงทุนในบริษัทจดทะเบียนไม่กี่บริษัทแต่เข้าในสัดส่วนทีสูงถึงขั้นเป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นรายใหญ่    Alternative Investments มีความเสี่ยงสูงที่สุดแต่ก็ให้ผลตอบแทนคาดหวังเฉลี่ยสูงที่สุดเช่นกันราวๆปีละ 20%-25%

 

ตอนหน้าจะกลับมาโยงว่าทำไมการจัดพอร์ตลงทุนถึงต้องคิดยาวๆ ครับ…

ธนวัฒน์ รุ่งธนาภิรมย์

The Wealth Strategy

03.11.09

*หมายเหตุ : บทความนี้เป็นเพียงความคิดเห็นของคอลัมนิสต์เท่านั้น ผู้อ่านโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านบทความและการลงทุน

ผมมีโอกาสไปบรรยายเรื่องราวเกี่ยวกับ กลยุทธ์หุ้นห่านทองคำ ให้กับนักศึกษาในมหาวิทยาลัยหลายแห่ง ซึ่งมีความตื่นตัวขึ้นมาก ในการลงทุน

 

 คำถามหนึ่งที่นักศึกษา มักต้องถามคือ มีเงินน้อย จะซื้อหุ้นลงทุนอย่างไรดี

 

 ผมมีความเห็นใจมาก เพราะตอนจบมาใหม่ๆ ก็ไม่มีเงินเหมือนกัน แต่ขอยืนยันว่า  บทความชื่อ “การเงิน 6 มิติ” และ “การสร้างความมั่งคั่ง” เป็นการเขียนขึ้นจากประสบการจริง ซึ่งได้ช่วยทำให้ผม มีได้อย่างทุกวันนี้

 

 ประเด็นสำคัญคือ การมีเงินนั้น เป็นไปได้ ถ้ารู้จักเคล็ดลับการออม และเคล็ดลับการลงทุน
 เคล็ดลับการออม เป็นเรื่องง่ายๆ คือต้องออมไว้อย่างน้อย 10% แต่เป็นเรื่องที่ยากมาก สำหรับคนที่ไม่มีดวงเป็นเศรษฐี
 ครั้นสะสมเงินออมได้แล้ว ต้องมีเคล็ดลับการลงทุน โดยต้องเข้าใจว่า ทรัพย์สินที่มีไว้ให้ลงทุน
มีอยู่ 3 ชนิด
 ทรัพย์สิน 3 ชนิดที่ว่า ได้แก่

 

1. เอาไว้เพื่อใช้เอง  (Utilizing Assets)
2. เอาไว้เพื่อขาย (Trading Assets)
3.เอาไว้เพื่อหารายได้ (Earnings Assets)

 

เป็นนักศึกษา จบมาใหม่ๆ มีงานทำ มีเงินออมบ้างนิดหน่อย คงต้องลงทุนในทรัพย์สินเพื่อใช้ก่อน
โดยเฉพาะบ้านและรถ เพราะถือว่าเป็นของจำเป็น แม้จะต้องกู้เงินมาเสริม ก็ต้องยอม
 มีข้อแม้คือ ลงทุนเท่าที่จำเป็น แบบเศรษฐกิจพอเพียง อย่าเอาโก้
 และต้องมั่นใจ ว่าจะผ่อนชำระคืนเงินกู้ได้ ทำอย่างนี้ได้ ถือว่าสอบผ่านด่านแรก

 

 ทีนี้พอมีเงินมากขึ้น ก็เริ่มดูลู่ทางลงทุนใน Trading Assets เล็งดูทรัพย์สินที่มีโอกาสเพิ่มค่าเร็ว
เช่น หุ้น ที่ดิน ซื้อมาเพื่อขายทำกำไร เพื่อจะทำให้เงินที่มีอยู่ งอกเงยได้รวดเร็วขึ้น
 มีข้อเตือนใจคือ การลงทุนแบบนี้ มีความเสี่ยงสูง เพราะราคาหุ้น ราคาที่ดิน อาจมีปัญหา ตกต่ำลงมาได้
เกิดขาดทุน ทำให้ใจเสีย
 ผมก็เคยโดนมาแล้ว

 

 เวลาได้กำไร รู้สึกว่าการหาเงินเป็นเรื่องง่ายเหลือเกิน ทำให้ย่ามใจ ขาดสติ เร่งลงทุนมาก จนเกินกำลัง
กว่าจะรอดมาได้ เหนื่อยเกือบตาย

 

 แต่ก็มีบ้างบางคน ทำได้ดี มีเงินเป็นกอบเป็นกำ และดูๆไป คนส่วนใหญ่เวลานี้ ก็ชอบลงทุนแบบ Trading Assets เพราะต้องการเห็นผลเร็ว ได้เสีย รู้กันไปเลย อันเป็นนิสัย ของคนที่ชอบผจญภัย

 

 เคล็ดลับการลงทุนแบบที่สาม คือลงทุนใน Earnings Assets หรือทรัพย์สินที่ให้รายได้คืนกลับมาอย่างต่อเนื่อง
 การลงทุนแบบนี้ คือการลงทุนแบบห่านทองคำ ไม่ว่าจะเป็นการฝากเงินธนาคาร การซื้อพันธบัตรหรือหุ้นกู้ การลงทุนในหุ้นปันผล การซื้อคอนโดให้เช่า การสร้างอพาร์ตเมนต์ให้เช่า หรือทรัพย์สินอื่นๆ ที่สามารถให้กระแสรายได้ เข้ามาแบบระยะยาว

 

 การลงทุนตามสไตล์ห่านทองคำ มีข้อดีคือ ไม่ต้องขายทรัพย์สินไปแบบ Trading Assets ซึ่งเน้นการขายทรัพย์สินเพื่อเอากำไร ครั้งเดียวจบ
 กลยุทธหุ้นห่านทองคำ ก็ได้มาจากแนวคิดของ Earnings Assets โดยเน้นการลงทุนในหุ้นปันผล

 

 ที่ดีคือ หุ้นปันผลที่ซื้อลงทุน อยู่ในตลาดหุ้น ทำให้มีโอกาสที่ดียิ่ง ในการลดต้นทุนหุ้นในมือ
 การทำเช่นนี้ สามารถช่วยให้คนมีเงินน้อย มีโอกาสเป็นเจ้าของทรัพย์สินได้มากขึ้น เมื่อเวลาผ่านไป มีมากจนถึงขั้นว่า เงินปันผลที่ได้รับ สามารถเลี้ยงดูตัวเองและครอบครัว โดยไม่ต้องทำงานก็ได้

 

 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าเป็นครอบครัวที่ยึดหลัก เศรษฐกิจพอเพียง ไม่ฟู่ฟ่า สามารถเป็นไท ได้อย่างสบาย
 จึงหวังว่า นักศึกษาที่จบใหม่ มีเงินน้อย จะสามารถนำเคล็ดลับการลงทุนนี้ ไปปฏิบัติใช้ ให้เป็นประโยชน์ได้นะครับ

ค่ะ และแล้วก็ครบ 2 อาทิตย์อย่างรวดเร็วนะคะ

เป็น 2 อาทิตย์ที่ดิชั้นได้พิจารณาเรื่องของอาชีพการงานของตัวเองอย่างจริงจัง

ว่างานแบบใดจะสามารถ ตอบโจทย์ การเงิน + คุณค่าทางจิตใจ + เวลา ได้อย่างสมดุล

งานประจำที่ใหญ่ๆ งานประจำที่เล็กๆ งานฟรีแลนซ์ งานขายตรง หรือ การเป็นเจ้าของกิจการ

 

คำตอบที่ดิชั้นสรตะได้นะคะ คือว่า

แท่นแท๊น

มันถูกทุกข้อเลยค่ะ

อย่าหาว่ามั่วนะคะ 555

คำตอบนี้มีที่มาที่ไปค่ะ

 

ถ้าเทียบกันระหว่างรูปแบบการทำงานประเภทต่างๆ

ก็เหมือนตัวละครในเกมการ์ด หรือเกมคอมพิวเตอร์นะคะ

แต่ละตัวละครจะมีแต้ม Level พลังงานแต่ละส่วนที่ต่างกันไป

ยกตัวอย่างในสายงานดิชั้น ก็เช่น

 

Creative Director สาว ในเอเจนซี่ขนาดใหญ่

มีค่าพลังงานเริ่มต้นดังนี้

การเงิน   90           ได้เงินเดือนดี ตรงเวลา สม่ำเสมอ มีโบนัสและสวัสดิการ

จิดใจ       50         ได้ทำงานที่ดีบ้าง น่าเบื่อบ้าง มีอะไรมาก็ต้องทำ

เวลา      30           เพราะทำงานโต้รุ่งตลอด ไร้ซึ่งวันหยุด

 

Graphic Designer ใน studio เล็กๆที่ผลิตงานคุณภาพ

มีค่าพลังงานเริ่มต้นดังนี้

การเงิน   50           ได้เงินเดือนน้อย ไม่มีสวัสดิการ อาจได้ไม่ตรงเวลาในบางเดือน

จิดใจ       80         ได้ทำงานที่ดีๆ มีเพื่อนร่วมงานสนุกสนานและพัฒนางานร่วมกัน

เวลา      60           งานเยอะอยู่ดึก งานน้อยกลับเร็วได้ มีเวลาพักผ่อนพอประมาณ

 

Freelance Graphic Designer รับงานดะ เลี้ยงดูตัวเอง

มีค่าพลังงานเริ่มต้นดังนี้

การเงิน   60           เวลางานเข้าก็เงินดี เวลาไม่ทำงานเงินก็หายหด

จิดใจ       50         เลือกทำสิ่งที่ถนัดได้เต็มที่ แต่อำนาจต่อรองน้อย แถมต้องดูแลทุกอย่างเอง

เวลา      70           จะทำเมื่อไหร่ก็ทำ อยากหยุดไปเที่ยวก็ไป มี freedom ด้านเวลาสูงสุด

 

เป็นการยกตัวอย่างนะคะ

 

เมื่อลอง List ออกมาดูก็พบว่า

ก็มีดีมีด้อยต่างกันไปในแต่ละตัวละคร

แต่คะแนนรวมๆแล้วไม่ต่างกันนักหรอกค่ะ สู้กันได้สูสีทีเดียว

เพราะฉะนั้นดิชั้นก็เลยคิดได้ว่า

การเลือกงานไหน นั้นไม่ใช่ประเด็นซักเท่าไหร่ค่ะ

ทุกคนมีอิสระที่จะเลือกได้ทุกข้ออยู่แล้ว =)

ประเด็นคือการจัดการกับค่าพลังงานเหล่านี้หลังจากเลือกตัวละคร(งาน)นั้นๆแล้วมากกว่า

 

ดิชั้นคิดว่าจุดสำคัญของการบริหารจัดการชีวิตและการเงินให้สมดุล

คือความสามารถในการเติมจุดที่อ่อน หรือข้อที Level ต่ำ ให้มีค่าพลังงานสูงขึ้นได้

 

เช่น ณ. ปัจจุบัน ดิชั้นรับทำฟรีแลนซ์อยู่ จุดอ่อนของตัวละครนี้ก็คือการเงินไม่มั่นคง

ก็ต้องหาทางให้เกิดรายได้ระยะยาว เช่น พยายามให้ลูกค้าเซ็นสัญญายาวๆ

รับจ้างเป็นรายเดือน / ปี หรือ ติดต่อสานสัมพันธ์กับผู้คนหลายๆแบบเอาไว้

รวมทั้งวางแผนการทำงาน และรับงานให้ถูกจังหวะ เพื่อสร้าง Credit ที่ดีให้กับตัวเอง

ดิชั้นก็ใช้พลังงาน และความคิดกับส่วนนี้เยอะหน่อย

มากกว่าสมัยทำงานบริษัท ที่แทบจะลอยตัว ใช้สมองคิดงานออกแบบอย่างเดียว

เพราะมี AE เป็นผู้รับผิดชอบดูแลเรื่องการเงิน การจัดการตารางงานต่างๆนาๆให้

 

ในทางกลับกัน ถ้าเลือกตัวละครอื่น

ก็มีจุดอื่นที่ต้องโฟกัสเป็นพิเศษเหมือนกันค่ะ

 

ดิชั้นค้นพบสรตะข้อนี้ได้เพราะว่าระหว่างอาทิตย์

นอกเหนือจากสิ่งเดิมๆที่ดิชั้นเคยมอง

ดิชั้นได้เห็นอะไรในอีกแง่มุมหนึ่งด้วยค่ะ

 

นึกดีๆ

ชีวิตดิชั้นก็ไม่ได้มีแต่เพื่อนที่ทำงานประจำแล้วทนทุกข์หรอกนะคะ

ก็มีคนที่ทำงานประจำ ที่ประสบความสำเร็จ ร่ำรวย จัดสรรเวลาได้ และมีความสุขกับงานด้วย

มีจริงๆนะคะ!

ถ้ายกตัวอย่างคนใกล้ตัวก็มี คุณวิน ที่เขียนกลยุทธ์ความมั่งคั่งของเรานี่เองหละค่ะ 5555

(ข้อนี้คุณนนท์เล่าให้ฟังนะคะ)

 

แล้วก็คนที่ทำฟรีแลนซ์ ก็ไม่ได้มีแต่คนที่ประสบปัญหาทางการเงิน หรือโดนเอาเปรียบ

ก็ยังมีคนประเภทที่ รู้จักคนเยอะ มีคนให้งานตลอดเวลา และรักษาสิทธิของตัวเองได้ดี

นี่ก็มีอยู่จริง!

เป็นเพื่อนที่เคยทำงานด้วยกันที่ตอนนี้เป็นฟรีแลนซ์มือทองไปแล้วค่ะ

 

คนที่ทำอะไรด้วยอุดมการณ์ที่ดี ไม่ตามกระแส ก็ไม่จำเป็นต้องจน เศร้า มอซอ เสมอไป

เพราะว่าก็มีคนที่สามารถนำ Credit ที่ดีนั้นไปเพิ่มมูลค่าให้กับงานและตัวเองได้อย่างชาญฉลาด

คนแบบนี้ก็มีเยอะเหมือนกันค่ะ!

ตัวอย่างง่ายๆก็เช่น อัล กอร์ ที่สู้เรื่องโลกร้อนแบบเท่ๆ จนได้รางวัลโนเบล

หรือ อ.เฉลิมชัย โฆษิตภิพัฒน์ ศิลปินที่ขายภาพเขียนได้ในหลักล้าน

 

ความพิเศษของคนเหล่านั้นก็อยู่ที่เขาได้พัฒนาข้อด้อย จนทุกข้อสูสีใกล้เคียงกัน

(หรือบางคนอาจจะเท่มาก จนไม่ได้สนใจข้อด้อยนั้นๆเลยก็เป็นได้ค่ะ 55)

อาจต้องใช้เวลาและประสบการณ์ การต่อสู้กับตัวเองมากๆ กว่าจะไปถึงจุดนั้นได้

 

แต่ข่าวดีคือมันก็เป็นไปได้ค่ะ เพราะมีคนทำได้มาแล้ว

ไม่ว่าดิชั้น (และคุณๆ) จะเลือกทำเล่นตัวละครไหน

ก็สามารถทำให้ชีวิตสมดุลและมั่งคั่งได้เหมือนกันค่ะ

พอคิดอย่างนี้ความรู้สึกสับสนก็หายไปได้ง่ายๆเลยค่ะ

ก็แค่เลือกซักอัน

 

ดิชั้นเอง ตอนนี้ก็เลือกแล้วที่จะทำงานแบบฟรีแลนซ์ไปเรื่อยๆ

และใช้เวลานี้ในการพัฒนางาน ความคิด และวินัยตัวเองให้ดี

ก่อนจะไปเรียนต่อในปีหน้า

 

ยังไงก็ขอบคุณทุกท่าน ที่ร่วมเดินทางไปกับดิชั้นตั้งแต่อาทิตย์ที่แล้ว

จนมาถึงอาทิตย์นี้ที่ได้คำตอบให้ตัวเองนะคะ

 

เวลาเลือกทางเดินที่ชัดเจนได้นี่มันมีความสุขบอกไม่ถูกเลยค่ะ

ขอบคุณค่ะ

 

=)

 

Bejuk

The Journey to Wealth

22.10.09

ที่มา http://www.heraldsun.com.au

 

ภาพนี้เป็น Investment Clock ที่กล่าวถึง “วัฎจักรการลงทุน” ซึ่งเชื่อมโยงกับ “วัฎจักรเศรษฐกิจ” อันประกอบด้วยช่วงหลักๆคือ

 

1) ช่วงขยายตัว 6-12 (Recovery ไป Boom) และ

2) ช่วงหดตัว 12-6 (Slow down ไป Recession)


ตั้งแต่โลกของเรามีเศรษฐกิจตลาดเสรี (Free Market Economics) ที่ถูกนิยามโดย Adam Smith (1723-1790) เป็นต้นมา ระบบเศรษฐกิจทั่วโลกต่างก็ผ่านวัฎจักรดังกล่าวมาตลอด โดยแต่ละวัฎจักรจะกินเวลา 5-10 ปี แต่บางประเทศอย่างเช่นญี่ปุ่นอาจใช้เวลานานกว่า 20 ปี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสาเหตุและกลไกในการเกิดวัฎจักรแต่ละรอบ

 

จนมาถึงวิกฤตเศรษฐกิจโลกที่เพิ่งเกิดขึ้นในปีที่แล้ว(2008) หากเราติดตามข่าวสารตามหน้าหนังสือพิมพ์หรือสื่อต่างๆ เช่น CNN, CNBC จะเห็นเป็นอย่างดีว่าระบบเศรษฐกิจทั่วโลกได้ผ่านช่วงหดและขยายตัวเหมือนกับวัฎจักรก่อนๆ โดยผมนับแล้วจาก เที่ยงตรง มาถึง 5 ทุ่ม บน Investment Clock ใช้เวลาประมาณ 8 ปีกว่าๆ


มาดูว่าผมพูดถึงอะไรกันครับ…

 

12:00 หรือ เที่ยงตรง Investment Clock บอกว่า Rising real estate values ซึ่งก็คือการปรับขึ้นของราคาอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเริ่มในสหรัฐฯ ในราวปี 2001 (โปรดอ่านตอนที่ 2 U.S. Housing Bubble) จากนั้นไปที่


1:00 Rising interest rates ซึ่งก็คือการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในช่วง 2005-2007 (ตอนที่ 1 Fed Fund Rate และ ตอนที่ 2)


2:00 Falling share prices ที่เกิดขึ้นทั่วโลกในปีที่แล้วต่อมาถึงต้นปีนี้


3:00 Falling commodities price -> ราคาน้ำมันลงจากจุดสูงสุด 140 เหรียญ ต่อ บาร์เรลในเดือนกรกฎาคม 2008 ไปที่ 30 กว่าเหรียญในเดือนธันวาคม


5:00 Tighter money ระบบเครดิตและสถาบันการเงินหยุดชะงักในปลายปี 2008 (ตอนที่ 4 ความล้มเหลวของระบบการเงินสหรัฐฯ)


6:00 Falling real estate value -> จริงๆ เริ่มลงมาตั้งแต่แถวๆ บ่าย 2-3 แล้ว


6 ชั่วโมงบน Investment Clock ที่ผ่านมาคือ สรุปกลไกสู่วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ที่ผมเล่าให้ฟังมาทั้ง 4 ตอน


จาก 6 โมง ไปถึง 5 ทุ่ม นี่สิครับ เป็นอะไรที่วงการการเงินและการลงทุนทั่วโลกต้องจดจำไปอีกนาน (ไม่ใช่ว่าช่วงก่อนหน้าที่เศรษฐกิจและตลาดทุนโลกผ่านการหดตัวที่รุนแรงและเจ็บปวดไม่น่าจดจำนะครับ) เนื่องจากการ “ทุ่ม” ออกนโยบายการเงินการคลังของรัฐบาลและธนาคารกลางต่างๆทั่วโลกเพื่อปั๊มหัวใจให้เศรษฐกิจโลก (อันนี้แทนโดย 7:00 Falling interest rates (ตอนที่ 1)) ส่งผลให้สภาพคล่องกลับมาท่วมตลาดเงินและตลาดทุนอย่างมหาศาลอีกครั้งในเวลาอันรวดเร็วทำให้เกิด...


8:00 Rising share prices -> ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับขึ้นเฉลี่ย 60-70% ตั้งแต่ต้นปี 2009 ถึงปัจจุบัน


9:00 Rising commodities prices -> น้ำมันขึ้นมาเกือบ 80 เหรียญต่อบาร์เรล ณ เวลาที่เขียนอยู่นี้


11:00 Easier money -> เงินทุนเริ่มหมุนเวียนง่ายขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาส 4 ปีที่แล้ว


ตอนหน้าจะพูดถึงการประยุกต์ Investment Clock ในการวางกลยุทธ์ลงทุนที่เหมาะสมกับปัจจัยและเวลาต่างๆ ครับ

ธนวัฒน์ รุ่งธนาภิรมย์

The Wealth Strategy

20.10.09

*หมายเหตุ : บทความนี้เป็นเพียงความคิดเห็นของคอลัมนิสต์เท่านั้น ผู้อ่านโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านบทความและการลงทุน

 

 ที่ผ่านมาได้อ่านหนังสือชื่อ ‘ความมั่งคั่งปฏิวัติ’ หรือ Revolutionary Wealth เขียนโดย Alvin & Heidi Toffler ผู้ที่เคยเขียนหนังสือ ‘คลื่นลูกที่ 3’ หรือ The Third Wave จนโด่งดังไปทั่วโลก หนังสือเล่มนี้ ได้กล่าวถึงยุคปัจจุบันว่า ความผันผวนต่างๆ ที่เกิดขึ้นในโลกของเรา ไม่ว่าจะเป็นทางด้านเศรษฐศาสตร์, การเมือง, การเงิน, ตลาดหุ้น, ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ฯลฯ นั้น มีที่มาจากการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงของปัจจัยลึกซึ้งทั้ง 3 ประการ ซึ่งประกอบไปด้วย เวลา, พื้นที่ และ ความรู้ การเปลี่ยนแปลงของปัจจัยลึกซึ้งเหล่านี้ ที่เกิดขึ้นอย่างไม่เท่าเทียมกันทั้งภายในและภายนอกประเทศ คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้เกิดความผันผวนอย่างรวดเร็วดังเช่นที่เราเห็นกันอยู่นี้

 พออ่านจนจบแล้วก็รู้สึกชื่นชมคนเขียน ที่สามารถมองภาพรวมของโลกทั้งใบ และ พยายามนำเสนอแนวคิดที่ทำให้คนอื่นๆเห็นภาพตามไปด้วย อีกทั้งยังสามารถรวบรวมข้อมูลได้อย่างน่าสนใจมาก ทำให้อยากอ่านจนจบเล่ม (หนังสือหนามากครับ) สุดท้ายได้ข้อสรุปว่า ถ้าอยากจะตามโลกให้ทัน (ซึ่งต่อจากนี้จะยิ่งเปลี่ยนแปลงเร็วขึ้นเรื่อยๆ) ต้องพยายามขวนขวายหาความรู้อยู่ตลอดเวลา อย่าปล่อยเวลาให้เปล่าประโยชน์ พยายามพัฒนาความรู้และประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับอาชีพที่เรารัก และ ความรู้ในแขนงอื่นๆแบบกว้างๆอีกด้วย

HUG magazine vol.09 August 2009

สวัสดีค่ะ

ขอเริ่มบทความด้วยเรื่องน่ายินดีเรื่องหนึ่ง คือ

ดิชั้นเพิ่งอายุครบ 25 เมื่อวานนี้ค่ะ =)

รู้สึกว่าเป็นอีกโลกหนึ่งที่เพิ่งได้เดินเข้ามาเลย

โลกของคนที่เป็น ผู้ใหญ่เต็มตัว

คุณแม่ดิชั้นก็บอกนะคะว่า 25 นี่ชั้นมีลูกแล้วนะยะเธอ

อืมก็ถูกนะคะ แต่ดิชั้นดูตัวเองและเพื่อนๆตอนนี้ ก็ยังบ๊องแบ๊งๆ กันอยู่

รู้สึกว่าคนรุ่นเรานี่จะโตช้ากว่าคนรุ่นก่อนอย่างบอกไม่ถูก

หรือเป็นเฉพาะดิชั้นเองอันนี้ก็ไม่แน่ใจ 5555

 

 

พร้อมๆกับอายุที่มากขึ้น

ช่วงนี้เป็นช่วงที่ดิชั้นกำลังเลือกทางเดินต่อไปของชีวิต

ขอย้อนความเล็กน้อยว่า

ปัจจุบันดิชั้นมีบริษัทออกแบบกราฟฟิคเล็กๆ รับผลิตงานอย่างตั้งอกตั้งใจ

เปิดดำเนินการมาเกือบครบ 3 ปี ในปีหน้า

แต่น่าเสียดายว่า ตอนนี้บริษัทจำเป็นต้องปิดตัวลงด้วยเหตุผลเฉพาะกิจ

คาดว่าน่าจะดำเนินการเสร็จเรียบร้อยภายในสิ้นปีนี้

(เรื่องราวการทำเรื่องปิดบริษัทก็เป็นอีกกรณีศึกษาที่ท้าทายนะคะ

ว่างๆดิชั้นก็ว่าจะเขียนเรื่องนี้อยู่ 555)

 

 

ช่วงนี้ดิชั้นก็เลยคิดถึงขั้นตอนต่อไปของชีวิตว่า

หลังจากทุกอย่างเสร็จสิ้นลง

เอาหละ คราวนี้ จะทำอะไรต่อไปดี?

นั่นสิ

.

.

แต่ดิชั้นตั้งโจทย์ให้ชีวิตตัวเองไว้ว่า

งานที่จะทำต่อไปต้องสอดคล้องกับ 3 ข้อนี้

1. สร้างรายได้ที่เพียงพอเลี้ยงดูตัวเองและคนรอบข้างได้
กล่าวง่ายๆคือต้องหาเงินให้ได้ในปริมาณเท่าเดิม
หรือมากกว่า

2. เป็นสิ่งที่ดิชั้นรัก และมีความสุขที่ได้ทำ เพราะดิชั้นรู้สึกว่า
ในตอนนี้คือตอนที่คนเรามีไฟในการทำสิ่งต่างๆในชีวิตมากที่สุด
การฉวยโอกาสนี้ทำสิ่งที่รักให้ดีที่สุดย่อมเป็นเรื่องที่คุ้มค่าแน่นอน

3. เป็นงานที่ยืดหยุ่นต่องานอดิเรกที่ดิชั้นรัก ซึ่งก็คือการเดินทางท่องเที่ยว
ข้อนี้มีความสำคัญเยี่ยงลมหายใจจริงๆค่ะ
555

 

กล่าวง่ายๆคือ

ต้องตอบโจทย์ในแง่ การเงิน + คุณค่าทางจิตใจ + เวลา ได้อย่างสมดุล

 

แค่สามข้อนี่ก็โหดๆอยู่เหมือนกันนะคะ

เพราะถ้าคิดง่ายๆ ถ้าเน้นเรื่องอิสรภาพทางเวลา และทางการเงิน (ข้อ 1+3)

ดิชั้นก็สามารถเลือกทำธุรกิจ Networking ซักอันหนึ่ง ก็ตอบโจทย์แล้ว

แต่น่าเสียดายว่าสิ่งนี้มันไม่ได้ตอบข้อ 2 คือการทำในสิ่งที่รักและมีความสุขที่ได้ทำนี่สิ

 

ไม่งั้นก็คือการทำงานประจำที่บริษัทออกแบบซักแห่ง

แต่มันก็มีความกลัวอยู่ว่า

ถ้าเป็นงานที่ดีและเปิดโอกาสให้ได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ถึงที่สุด มันจะเงินน้อยหรือเปล่า?

ในขณะเดียวกันถ้างานที่ตอบโจทย์ด้านการเงิน มันก็มักจะเป็นงานที่น่าเบื่อ

ไม่ก็ถึกเสียจนหาโอกาสไปพักผ่อนท่องเที่ยวได้ยากยิ่ง หรือเปล่า?

 

แปลกนะคะ ในการที่คนเราจะเลือกทำงานอะไรซักอย่าง

ทำไมมันช่าง เหมือนกับว่า

มันจะต้องยากมากๆ หรือเราต้องโชคดีมากๆๆๆ

ถึงจะได้งานที่ตอบทั้ง 3 ด้านนี้ได้

 

ถ้าทำสิ่งที่รัก ก็ต้องแลกกับการที่จะเงินน้อยหน่อย

หรือถ้าจะมีเวลาเยอะๆ ก็อาจจะไม่มั่นคง

หรือถ้าทำงานที่เงินเยอะๆ มันอาจจะเอาเวลาชีวิตเราไปหมด

อะไรแบบนี้?

 

เพื่อนๆดิชั้นที่ทำงานอยู่ในองค์กรขนาดใหญ่

ที่ได้เงินเดือนสูงลิ่ว โบนัสมหาศาล แถมมีโอทีและสวัสดิการอลังการ

(อันนี้เขียนไปก็แฝงความอิจฉาไปด้วยพอเป็นพิธีนะคะ 555)

ก็มักจะบ่นเรื่อง

1. เวลาไม่พอ ทำงานหนักมาก หรือไม่ก็

2. งานน่าเบื่อมาก ไม่ท้าทายความสามารถเลย

แต่ก็ทนทำไปเพราะว่ามันมั่นคง และได้เงินคุ้มค่า

 

หรือเพื่อนชาวกราฟฟิคที่ทำงานอยู่ร่วมกัน

ถ้าเป็น Freelance ก็ย่อมต้องพบกับช่วงเวลาที่เป็น ขาขึ้น และขาลง สลับกันไป

บทจะมีงานเข้า ก็เข้ากันจนต้องอดหลับอดนอนเป็นอาทิตย์ หน้าตาร่างกายทรุดโทรม

เวลาขาลงโดนเบี้ยวงาน โดนแคนเซิลสัญญา โดนต่อค่าตัว

หรือช่วงที่ลูกค้าลดลง ก็กลายเป็นว่างจนเบื่อไปซะ

 

หรือที่แย่กว่านั้น คนที่ทำงานด้วยใจ ด้วยอุดมการณ์ที่ดี

และยืนหยัดว่าจะทำเฉพาะงานที่มีคุณค่าและตรงกับแนวทางที่เขาเชื่อถือเท่านั้น

ก็มักจะต้องประสบปัญหาทางการเงิน ติดๆขัดๆ

จนเป็นเรื่องปกติไปว่า เนี่ย ถ้าเลือกทำตามอุดมการณ์ก็ไม่มีวันรวยได้หรอก

 

อ้าว

 

ถ้าชีวิตมันเป็นแบบนั้น

เราต้องทำอะไรล่ะ ที่จะให้ชีวิตมีความมั่งคั่งอย่างสมดุลกัน?

การเงิน + คุณค่าทางใจ + เวลา = ?

 

 

 

 

 

 

 

เอ้อ

นั่นสิ

……..

อันนี้เป็นคำถามที่ดิชั้นเปิดประเด็นไว้นะคะ

คือดิชั้นเองก็ไม่มีข้อสรุปอ่ะค่ะ ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ต้องขอโทษผู้อ่านทุกท่านด้วย

แต่คิดว่าคำถามข้อนี้เป็นอีกหนึ่งอย่างที่ต้องตีโจทย์ให้แตก

เพื่อการเดินทางสู่ความมั่งคั่งในชีวิตต่อไป

 

 

เป็นคำถามที่ขอใช้เวลาซัก 2 อาทิตย์ในการคลี่คลาย

เข้ากับชื่อว่าที่ว่า "เจอนี่ to wealth" นะคะ

เราต้องค้นหา นี่ ที่ว่าให้เจอก่อน 555

แล้วดิชั้นจะมาเล่าให้ฟังนะคะว่า ระหว่างที่ขบคิดนี้ ไปเจออะไรมาบ้าง 

หรือถ้าใครมีคำแนะนำอะไร ก็ยินดีอย่างยิ่งค่ะ

 

=)

 

Bejuk

The Journey to Wealth

11.10.09

 

 

รูปข้างบนเป็นผลของ “ตลาดทุนเสรี” ที่เกริ่นไปคร่าวๆในตอนที่แล้ว…


ระหว่างปี 2003-2007 อัตราส่วนหนี้สินต่อเงินทุน (Leverage Ratios) ของสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นอย่างมากตั้งแต่ เลย์แมน บราเธอร์ส, แบร์ สเติรนส์ (ทั้ง 2 ล้มละลายไปแล้ว), เมอร์ริล ลินช์ (ปัจจุบันถูก แบงค์ออฟอเมริกา เทคโอเวอร์ ไปแล้ว), โกล์ดแมน แซคส์ และ มอร์แกน สแตนลีย์ (2 แห่งหลังรอดมาได้ แต่ก็ต้องเพิ่มทุนกันชนิดหืดขึ้นคอ)

 

จากระดับที่สูงอยู่แล้วราวๆ 15-27 เท่า อัตราส่วนดังกล่าวไต่ขึ้นไปถึงระดับ 25-32 เท่า… ถ้าเป็นธนาคารบ้านเราคงขาดความน่าเชื่อถือจนไม่มีใครทำธุรกรรมด้วยแล้ว ก็เล่นมีหนี้สินเป็นจำนวนถึง 20-30 เท่าของเงินทุนที่มีอยู่จริงขนาดนั้น! แต่นี่เป็นถึงสถาบันการเงินชั้นแนวหน้าระดับโลกที่ว่ากันว่ามีระบบควบคุมความเสี่ยงขั้นเทพ จำนวนหนี้แค่นี้ บริหารได้สบายาก

 

แล้วทำไมต้องสร้างหนี้ให้สูงถึงขนาดนั้นด้วย ? ไม่ใช่ว่าฐานเงินทุนต่ำนะครับ บริษัทระดับนี้มีทุนขั้นต่ำอยู่ในระดับ 2-3 ล้านล้านบาทกันทั้งนั้น ใช่แล้วครับ “ล้านล้านบาท” (ถ้าจะให้เห็นภาพก็คือประมาณ 2 เท่าของงบที่รัฐบาลคุณอภิสิทธิ์จะใช้ลงทุนให้กับประเทศไทยตั้งแต่ปี 2010-2015!)

 

นั่นก็เพราะสิ่งที่มากับ “ตลาดทุนเสรี” นอกจากสภาพคล่องทางการเงินที่ท่วมท้นตลาดแล้วยังมีนวัตกรรมทางการเงินใหม่ๆอีกนับพันๆหมื่นๆชนิดที่เรียกรวมๆ กันว่า Structured Products ด้วยความที่เจ้าสินค้าตัวนี้มีความยืดหยุุ่นสูง (ผู้ลงทุนสามารถออกแบบผลตอบแทนและความเสี่ยงได้ตามต้องการ) เป็นที่ต้องการของนักลงทุนในวงกว้างทั้งสถาบันและรายย่อยในเวลาอันรวดเร็ว จนนำไปสู่ตลาดการเงินที่ทั้งใหม่แล้วก็ใหญ่  สถาบันการเงินต่างๆจึงถูกดึงดูดให้ออกตราสารตัวนี้ชนิดมือเป็นระวิง


การออกตราสารการเงินแบบใหม่นี้เองเป็นที่มาของการเพิ่มภาระหนี้เข้ามาในงบดุลของบริษัทการเงินสหรัฐฯอย่างมหาศาล


อย่างไรก็ตาม  การออก Structured Products ในแต่ละครั้งบริษัทผู้ออกจะต้องคอยบริหารความเสี่ยงจากรูปแบบผลตอบแทนที่มักมีมากกว่าหนึ่งกลไกตลาดเข้ามากระทบในเวลาเดียวกัน จึงมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดความผิดพลาดในการบริหารความเสี่ยงขึ้น…

 

และแล้วการบริหารความเสี่ยงที่ผิดพลาดก็มาเกิดกับ Structured Products ชนิดหนึ่งที่เรียกว่า Collateral Debt Obligation (CDO) ซึ่งเป็นตราสารประเภท Mortgage Backed Securities ที่สถาบันยักษ์ใหญ่เหล่านี้เป็นผู้ออกไปให้กับผู้ลงทุนทั่วโลก เมื่อเกิดปัญหาซับไพร์มในภาคอสังหาริมทรัพย์ (ซึ่งเป็นตลาดที่ตราสารเหล่านี้ผูกอยู่ด้วยเป็นส่วนใหญ่) ตั้งแต่กลางปี 2007 ผู้ลงทุนก็เลยแห่นำตราสาร CDO มาขายคืนเป็นจำนวนมหาศาล* มากเกินกว่าที่ระบบควบคุมความเสี่ยงขั้นเทพจะคาดการณ์ถึง จนงบดุลของแต่ละบริษัทรับไม่ไหวเพราะแต่ละคนก็มีอัตราส่วนหนี้ต่อทุนในระดับสุดโต่งกันทั้งนั้น


ในที่สุดก็เกิดความล้มเหลวครั้งใหญ่ที่สุดในระบบการเงินสหรัฐฯ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของวิกฤตเศรษฐกิจโลกครั้งสำคัญที่สุดตั้งแต่ปี 1930


*ยังมีตราสาร Structured Products ชนิดอื่นๆ รวมถึง Hedge Funds ที่มีผลต่อการล้มเหลวของระบบการเงิน แต่ CDO เป็นตราสารที่มีการพูดถึงกันบ่อยที่สุด จริงๆแล้วความล้มเหลวของระบบการเงินที่ว่านั้นพาดพิงไปถึงประเทศต่างๆในทวีปยุโรปอีกด้วย ทั้งนี้ก็เป็นผลพวงของแนวคิดตลาดทุนเสรีอีกแหละครับที่ทำให้ตลาดการเงินฝั่งตะวันตกเชื่อมกันเป็นหนึ่งเดียว


ธนวัฒน์ รุ่งธนาภิรมย์

The Wealth Strategy

06.10.09

*หมายเหตุ : บทความนี้เป็นเพียงความคิดเห็นของคอลัมนิสต์เท่านั้น ผู้อ่านโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านบทความและการลงทุน

 

ในการเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้น ผมคิดว่าชาวหุ้นจำนวนมากยังมีความเสี่ยงสูง เพราะมองข้าม เรื่องสำคัญ 2 เรื่อง คือ คุณภาพ (Quality) และ มูลค่า( Value)

 ที่ผมพูดเช่นนี้ เพราะสังเกตเห็นว่า ชาวหุ้นส่วนใหญ่ มักจะสนใจเรื่องราคา (Price) หุ้นกัน อย่างสุดฤทธิ์สุดเดช
 เวลาตั้งคำถามกับโบรกเกอร์ จึงออกมาว่า ควรจะซื้อหุ้นตัวไหนดี? โดยคิดว่า เมื่อได้ลงทุนตามคำแนะนำแล้ว จะทำกำไรได้แน่ๆ

 

 หรือถ้าไม่ได้กำไร ก็มีโอกาสรีบขายตัดทิ้ง เพื่อลดความเสียหาย จากการลดลงของราคาหุ้น
ก่อนคนอื่นๆ

 

 ความจริงแล้ว เวลาได้รับคำแนะนำว่าหุ้นตัวไหนเจ๋ง อย่าเพิ่งรีบซื้อ!

 

 ให้พยายามประเมินก่อนว่า หุ้นตัวที่ว่ามีคุณภาพดีจริงหรือไม่? และถ้ามีจริง มูลค่าหุ้นควรเป็นเท่าไหร่?
 พูดง่ายๆคือ ต้องพยายามเรียนรู้และเข้าใจให้ได้ว่า หุ้นตัวนั้น ทำธุรกิจอะไร? กำลังเติบโตหรือถดถอย?
ยี่ห้อสินค้าติดตลาดหรือไม่? คู่แข่งมีมากไหม? เป็นต้น

 

 ถ้าดูแล้ว ธุรกิจของหุ้นอยู่ในเกณฑ์ดี ก็ถือว่าโอเค ผ่านรอบแรก

 

คุณภาพที่สองที่ต้องดูคือ คุณภาพของการบริหาร โดยต้องดูทั้งสภาสงคราม และแม่ทัพหุ้น

 

 กล่าวคือต้องดูให้มั่นใจว่า คณะกรรมการบริษัทประกอบไปด้วยคนดีจริง มีความรู้ในด้านธุรกิจ
และมีความรู้ในการเป็นกรรมการมืออาชีพ

 

 ไม่ใช่ กรรมการส่วนใหญ่ มีนามสกุลเดียวกัน แถมยังไม่เคยได้ยินคำว่า DCP เสียอีก

 

 DCP ย่อมาจาก Directors Certification Program ซึ่งเป็นหลักสูตร 5 อาทิตย์ อาทิตย์ละ 1 วัน จัดโดย IOD
เพื่อให้ผู้ขันอาสามาเป็นกรรมการ ได้เข้าใจภาระหน้าที่การเป็นกรรมการ อย่างถูกต้องตามมาตรฐานสากล

 

 ถ้ากรรมการส่วนใหญ่จบ DCP มา ชาวหุ้นก็สบายใจได้เปลาะหนึ่ง
 ถามว่าจะรู้ได้ไง?

 

 ก็ดูจากประวัติของกรรมการแต่ละคน ในรายงานประจำปีของหุ้นตัวนั้นๆได้เลย!

 

 ส่วนตัวแม่ทัพคือ CEO คือตัวจักรสำคัญ คุณภาพของ CEO จึงเป็นเรื่องใหญ่

 

 ผมได้อ่านเรื่องของ Mr. Jack Welch ซึ่งเป็นอดีต CEO ของ GE ปรากฎว่าตอนเข้าไปเป็น CEO ใหม่ๆ
Market cap ของ GE มีแค่ $16 พันล้าน พอตอนที่ลาออกมามีถึง $ 596 พันล้าน!

 

 ถ้า CEO ในตลาดหุ้นเป็นอย่างนี้ได้ทุกคน ชาวหุ้นสบายใจหายห่วง เพราะCEOมีฝีมือแบบนี้
จะไม่อยู่เฉย แต่จะทำให้คุณภาพของผลดำเนินงาน ออกมาดีขึ้นปีแล้วปีเล่า

 

 แม้ในปีที่เศรษฐกิจ หรือในช่วงเวลาวิกฤติ ก็สามารถประคองตัวบริษัทให้อยู่รอดปลอดภัย ปรับตัวให้แข็งแกร่ง ทยานกลับเข้ามาเก็บเกี่ยว ในช่วงเศรฐกิจขาขึ้นได้อีกด้วย

 

 การดูคุณภาพนั้น ถ้าใครพอดูตัวเลขการเงินเป็น ยิ่งจะช่วยได้มาก

 

 หุ้นที่มี ROE สูงๆ มี D/E ต่ำ มี Revenue Growth สูง เป็นหุ้นที่ถือว่ามีคุณภาพได้เป็นส่วนใหญ่เลย

 

 ถ้าใครไม่รู้ ต้องรีบเรียน เดี๋ยวจับชีพจรหุ้นไม่เป็น จะพลาดได้ของดี อย่ามัวเสียเวลาเฝ้าดูแต่ราคาหุ้นอย่างเดียว ต้องดูผลประกอบการเป็นด้วย ทีนี้ พอเลือกได้หุ้นมีคุณภาพแล้ว ก้าวต่อไป ก่อนซื้อ ควรต้องหาวิธีประเมินมูลค่าหุ้นก่อน

 

 เพื่อจะได้รู้เป็นแนวว่า หุ้นตัวที่จะซื้อน่าจะมีมูลค่าในอนาคต เป็นเท่าไหร่กันแน่

 

 การหามูลค่าหุ้นนั้น ทำได้ตั้งแต่ง่ายจนถึงยาก แต่อย่าตกใจครับ ทำแบบไหนก็ได้

 

 เพราะเอาเข้าจริง มูลค่าของหุ้นแต่ละตัว ก็ออกมาเป็นหลายค่าได้ สิ่งที่นักลงทุนควรทำ คือต้องรู้ให้ได้ว่า มูลค่าหุ้นที่จะซื้อ อยู่ในช่วงราคาไหนถึงไหน
พอได้มูลค่าหุ้นออกมา ก็ค่อยซื้อหุ้นตอนที่ราคาต่ำกว่ามูลค่า (Under Value) ไม่ใช่ซื้อที่ราคาไหนก็ได้

 

มิฉะนั้น อาจเจ็บตัวฟรี แม้หุ้นตัวนั้นจะเป็นหุ้นมีคุณภาพดี เพราะซื้อสูงไป ก็ไม่คุ้มเหมือนกัน

 

 ถ้าชาวหุ้นหันมาสนใจเรื่องคุณภาพ (Quality) และมูลค่า (Value) กันให้มากขึ้น การลงทุนในตลาดหุ้น
ก็จะเป็นทางเลือก ที่ดีที่สุดในระยะยาว

 

 เพราะหุ้นที่บริหารโดย CEO ดีฝีมือเยี่ยม จะทำหน้าที่คอยสร้างมูลค่า (Value Creation) ให้กับผู้ถือหุ้น
ทำให้เงินลงทุนของชาวหุ้น งอกเงยขึ้น

 

 เชื่อขนมกินได้เลยครับ

เนื่องด้วยทฤษฎี “การดูแลบ้านน้องเงิน เพื่อเรียกน้องเงิน” นั้น

ยิ่งทำไปเรื่อยๆเงินก็ยิ่งเข้ามาอย่างน่าประหลาดนะคะ

ทำให้ดิชั้นได้ทำการตัดสินใจซื้อกระเป๋าสตางค์ใหม่

ที่มีช่องใส่บัตร และเหรียญอย่างเป็นระบบ

(แต่ก่อนใช้กระเป๋าที่เหมือนกระเป๋าถือใบเล็กๆ)

ทำให้ชีวิตง่ายขึ้นมากๆค่ะ

ก็งงตัวเองว่าทำไมไม่หาซื้อกระเป๋าสตางค์ดีๆซะตั้งแต่แรก

 

บ้านน่าอยู่ขึ้นอีกระดับ

น้องเงินจงมาอีกๆๆ 555

 

เข้าเรื่องดีกว่านะคะ

ด้วยความที่วันนี้นึกไม่ออกจริงๆว่าจะเขียนถึงอะไร

(ฮ่าๆๆ ขออภัยคุณนนท์ด้วย)

เลยมองไปรอบๆห้องเพื่อจะหาแรงบันดาลใจ

... ก็ไม่เจอนะคะเพราะห้องค่อนข้างรก 555

แต่ในความห้องรกนั้น ก็ได้เห็นความตลกเกี่ยวกับการใช้เงินของตัวเองอีกข้อหนึ่ง

เลยอยากขอเล่าให้ฟัง เผื่อว่าจะมีใครคล้ายคลึงกับดิชั้นอยู่บ้าง

 

ต้องบอกก่อนว่า ดิชั้นเป็นคนที่มีวิถีในการช้อบปิ้งที่ว่า

จะไม่ซื้อของที่มีราคาแพงมากๆ

 

ดูเข้าใจง่ายนะคะ

แต่ขออธิบายสักเล็กน้อยจะได้เห็นภาพ

 

พวกครีมบำรุงผิว

ถ้าให้ดิชั้นซื้อของลาแมร์ หรือ ดิออร์ ก็คือจะไม่มีแน่ๆนะคะ

(แต่ถ้ามีคนซื้อให้ก็อีกเรื่องค่ะ 55)

แต่ถ้ามีของที่คนโน้นนี้บอกว่าดีและราคาไม่แพงมาก ตามห้างร้านทั่วไป

ก็จะซื้อๆไว้ แล้วก็มาลองใช้ดูนะคะ ถ้าไม่เวิร์ค ก็เปลี่ยน

 

หรือ อีกตัวอย่างหนึ่งคือ เสื้อผ้ากระเป๋า รองเท้า เครื่องประดับ

ก็จะเป็นคนไม่นิยมซื้อหลุยส์ วิตตอง โค้ช เบเบ้ จิมมี่ชู ทิฟฟานี่ โรเล็กซ์ อะไรใดๆ

ยิ่งของจุ๊กๆจิ๊กๆ เช่น เสื้อ และ เครื่องประดับนี้

ขอสารภาพเลยว่า 70% นี่มาจากพลาตินั่มนะคะ 555

หรือถ้าอยากซื้อของดีหน่อยก็จะซื้อพวกแบรนด์ที่อยู่ในระดับแพงปานกลาง

เช่น ซาร่า เกรย์ฮาวด์ เซนาด้า ชาร์ลส์แอนด์คีท ประมาณนั้นไปค่ะ

ผู้หญิงด้วยกันคงพอเห็นภาพนะคะ

 

จริงๆดิชั้นก็ไม่ใช่คนประหยัดอะไรเลยค่ะ

แต่จะมีแนวคิดมาตั้งแต่เด็กว่า ของแบรนด์เนี่ยไม่จำเป็นหรอก ไร้สาระน่า

เวลาไปดูกระเป๋าที่ราคาสูงหน่อย ถึงแม้จะชอบ แต่สมมติว่าหลักหมื่น ก็จะคิดว่า

“เนี่ย ซื้อนี่ใบเดียวซื้อกระเป๋าที่พลาตินั่มได้เกือบร้อยใบเลย”

และทำให้ตัดใจไปในที่สุด ไปซื้อของจุ๊กๆจิ๊กๆราคาถูกแทนตามนิสัย

 

ก็ไม่ได้แปลกอะไรใช่ไหมคะ?

ใช่ค่ะ ดิชั้นเองก็เคยคิดว่าตัวเองมีทักษะในการเลือกช้อบปิ้งที่ยอดเยี่ยมแล้ว

 

…………..

แต่ประเด็นสำคัญที่ดิชั้นลืมไปคือ

คนเราจะเอากระเป๋าราคา199มาทำอะไรตั้งร้อยใบคะ!?

 

คือเป็นการเปรียบเทียบที่ไม่ Make sense เอามากๆ

แต่สามารถบ่งบอกถึงระบบของจิตใต้สำนึกของดิชั้นได้เป็นอย่างดี

เรื่องนี้ดิชั้นคิดได้ จากสภาพที่เกิดขึ้นในห้องนอนตัวเองตอนนี้

(…คืออยากถ่ายรูปมาให้ดูนะคะ แต่ด้วยรู้สึกว่า

มันน่าอับอายจนเกินไป เลยรบกวนทุกท่านจินตนาการภาพตามค่ะ)

 

โต๊ะเครื่องแป้งที่มี ครีม โลชั่น แป้ง ยาทาสิว ครีมกันแดด ยาทาเล็บ

เจลบำรุง วิตามิน ทรีตเมนต์บำรุงผม สครับขัดหน้า ฯลฯ จำนวนร่วม 70 ขวด!

ถูกวางจนแทบจะไม่มีพื้นที่เหลือสำหรับการวางอย่างอื่น

 

ถ้านับราคารวมกันก็น่าจะซื้อชุดบำรุงผิวของดิออร์ได้ 2-3 ชุด

พร้อมของแถมและคอร์สบำรุงผิวด้วยนะคะ!

ที่แย่คือของที่มีมากมายเนี่ย ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ถูกใช้ในชีวิตประจำวัน

ใช้จริงก็แค่ไม่กี่ตัวเท่านั้น

 

สภาพนี้มันก็ไม่ต่างอะไรกับกระเป๋า199 ร้อยใบเลยค่ะ

เวลาของที่ถูกๆ(ส่วนใหญ่)ก็จะมีอายุการใช้งานสั้น

หรือมีคุณภาพพอประมาณ ตามราคาของมัน

ก็ไม่ใช่ว่า ของราคาถูกจะไม่ดีเสมอไปหรือไม่ควรซื้อนะคะ

เพราะของที่ดีๆก็มีมากมาย อยู่ที่การเลือกสรรมากกว่า

 

แต่เรื่องนี้ก็ทำให้ดิชั้นมองอะไรได้กว้างขึ้นว่า

ถ้าของราคาแพงชิ้นนั้น

เป็นของที่สามารถให้ประโยชน์กับเราได้คุ้มค่า

มันก็ไม่ใช่สิ่งที่ควรเมินเสมอไปใช่ไหมคะ?

 

ตัวอย่างที่ดีอันหนึ่งคือ

กระเป๋าหลุยส์วิตตองรุ่นคลาสสิค ของคุณแม่ที่ยังใช้อยู่ณ.ปัจจุบัน

มันยังอยู่ในสภาพยอดเยี่ยมแม้จะผ่านการใช้งานมาอย่างมากมายร่วม 10 ปี!

และขอเดาว่าถ้านำออกขายตอนนี้ก็ยังได้ราคาอยู่

ในความแพงนี่ก็มีเหตุผลแฝงอยู่นะคะ

 

หรือ มีหลายครั้งที่ดิชั้นคิดอยากได้นาฬิกาดีๆให้ตัวเองซักเรือน

แต่ก็ไม่ได้ซื้อ เพราะความคิดที่ว่า

โหยย ซื้อนาฬิกาแพงขนาดนี้ เอาไปซื้อนาฬิกาใส่เล่นได้ 100 เรือนเลยเหอะ (อีกแล้ว55)

ในขณะที่ ความจริงก็คือนาฬิกาที่ดี มันก็มีศูนย์การมีรับประกันซ่อมได้ตลอด

ถ้าซื้อถูกรุ่น ก็สามารถใส่ได้ทุกวันยันแก่ ไม่เบื่อกันง่ายๆ

แถมยังสามารถเก็บไว้เป็นมรดกให้ลูกหลานได้อีก

 

ทุกครั้งที่ช้อบปิ้ง

คงต้องชั่งใจและคิดกันมากขึ้นว่าจะ

A. เก็บเงินไว้เพื่อของ 1 ชิ้นที่คุ้มค่า

B. ทยอยจ่ายให้ของ 100 ชิ้นไปเรื่อยๆ เพราะมันก็ไม่ต่างกัน

 

จริงๆทั้งสองมันก็มีข้อดีข้อเสียของมันอยู่ แล้วแต่กรณีไป

แต่อย่างน้อยจากวันนี้ไปดิชั้นก็มี ทางเลือก เพิ่มให้สมองน้อยๆของตัวเองแล้ว

เป็นการค้นพบที่มีค่านะคะ

 

ขอบคุณ The Journey to Wealth และทุกท่านที่อ่านอยู่ด้วย

ที่ทำให้ดิชั้นได้ใส่ใจและมีสติกับชีวิตตัวเองขึ้นทุกครั้งที่เขียนบทความนี้

 

ขอให้เลือกใช้น้องเงินอย่างคุ้มค่าและมีความสุขค่ะ

=)

 

Bejuk

The Journey to Wealth

26.09.09

 

หากจะพูดว่าการคงดอกเบี้ยนโยบายในระดับต่ำ เป็นเพียงสาเหตุเดียวที่นำไปสู่การแตกของฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ในอเมริกาก็คงไม่ถูกนัก จริงๆแล้วมันควรที่จะกล่าวรวมถึงแนวคิดตลาดทุนเสรีหรือ Free Capital Market ที่ถูกสนับสนุนอย่างเด่นชัดโดยธนาคารกลางสหรัฐฯ ในช่วงที่คุณ Alan Greenspan คุมบังเหียน (1987-2006)

 

 

ในช่วงดังกล่าวถึงแม้ว่า Fed Fund Rate จะมีการเปลี่ยนทิศทางสำคัญๆอยู่ 4 ครั้งแต่ก็อยู่ในทิศทางขาลงมาโดยตลอด ส่งผลให้สภาพคล่องออกมาท่วมระบบเงินทุนอย่างมหาศาล ในเวลานั้นสถาบันการเงินต่างๆไม่ว่าจะใหญ่หรือเล็กต่างก็เล็งเห็นโอกาสในการทำกำไรกับสภาพคล่องอันล้นหลามนั้น จึงนำไปสู่การออกสินค้่าทางการเงินชนิดใหม่่ๆภายใต้การสนับสนุนของธนาคารกลาง…และหนึ่งในนี้คือ Subprime Mortgage Lending ที่เสนอเงินกู้ให้กับผู้ต้องการซื้อบ้านแต่มีเครดิตตำ่ในอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าเงินกู้ธนาคารทั่วไป จากนั้นก็นำเงินกู้ดอกเบี้ยสูงเหล่านี้ไปค้ำตราสารการเงินที่เรียกว่า Mortgage Backed Securities (MBS) เพื่อนำไปเสนอขายให้กับผู้ลงทุนต่อไป

 

ในช่วงที่เศรษฐกิจอเมริกายังดีอยู่ผู้กู้เงินชนิด Subprime นั้น ยังคงมีความสามารถในการผ่อนหนี้ได้ แต่เมื่อมาถึงช่วงกลางปี 2007 เศรษฐกิจส่อเค้าชะลอตัวลง Subprime Mortgage Lending เริ่มมีปัญหาส่งผลไปสู่ MBS ที่ถืออยู่โดยผู้ลงทุนทั่วโลก และนั่นก็เ็ป็นจุดเริ่มต้นของวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ที่ได้ส่งผลกระทบไปสู่เศรษฐกิจโลกในวงกว้างนั่นเองครับ

 

ในตอนหน้าจะพูดถึงแนวคิดตลาดทุนเสรีที่เปิดกว้างเสียจนนำไปถึงการล้มของยักษใหญ่อย่างเลย์แมน บราเธอร์ส (Lehman Brothers) ครับ…

ธนวัฒน์ รุ่งธนาภิรมย์

The Wealth Strategy

22.09.09

*หมายเหตุ : บทความนี้เป็นเพียงความคิดเห็นของคอลัมนิสต์เท่านั้น ผู้อ่านโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านบทความและการลงทุน