บล็อค


 

วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์
คนอเมริกัน ใช้มากกว่าที่หามาได้ เพราะเชื่อมั่นว่ายังไง การเงินของประเทศก็แข็งแกร่งและไม่มีวันล้มง่ายๆ  หรือถึงแม้จะเกิดปัญหาเลวร้ายแค่ไหน ก็มีรัฐบาลคอยช่วยเหลืออยู่แล้ว จากผลสำรวจพบว่า 60-70% ของ GDP อเมริกานั้น มาจากการใช้จ่ายเพื่อการบริโภค ในขณะที่ของไทยเรา 60-70% อยู่ที่ภาคการส่งออก และมีการบริโภคเพียง 15% ของ GDP เท่านั้น  

เนื้อหาในตอนนี้รวบรวมมาจากบทความเกี่ยวกับวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ที่เขียนขึ้นโดย ธนวัฒน์ รุ่งธนาภิรมย์ และถูกตีพิมพ์ในบล็อก www.earnconcept.com ในคอลัมน์ ‘กลยุทธ์ความมั่งคั่ง’

 

‘เคล็ดลับความมั่งคั่ง’ ตอนนี้เป็นตอนสุดท้ายที่เขียนให้ Hug magazine ครับ

 

หนังสือ 'คู่มือบริหารเงิน' เริ่มวางจำหน่ายวันศุกร์ที่ 29 มกราคม 2010 เป็นต้นไป

ตามร้านหนังสือชั้นนำทั่วประเทศ

 

โปรดระวังให้ดี!!! เพราะจะมีปกออกมาให้เลือกกัน 2 แบบ คือจะเป็นปกรูป portrait เอิร์น

กับ portrait อันดา โดยมีเนื้อหาข้างในเหมือนกันทุกประการ

กรุณาอย่าซื้อผิดเพราะเข้าใจว่าคนละเนื้อหานะครับ

 

'คู่มือบริหารเงิน' เล่มนี้ เป็นเหมือนภาพรวมของการเงินส่วนบุคคล

ในขณะที่ 'EARN concept เคล็ดลับความมั่งคั่ง' เป็นหนังสือภาพ หรือ

การ์ตูนที่จะทำหน้าที่เปิดประตูสู่โลกการเงินอันซับซ้อน ด้วยแนวคิดที่ง่ายที่สุด

 

ทั้ง 2 เล่ม เป็นเรื่องราวของตัวละครชุดเดียวกัน ไม่ใช่ภาคต่อแต่เป็นเหตุการณ์

คู่ขนานที่เกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน

 

ขอบคุณครับ,

ทีมงาน EARN concept

 

ปล. มีผู้ที่อ่านเล่มนี้แล้วและได้เขียน review เอาไว้

อย่างละเอียด สวยงาม ทันสมัย กว่าที่ผู้จัดทำหนังสือเขียนเอง

สนใจอ่านได้ตาม link ข้างล่างนี้ครับ

http://www.siraekabut.com/2010/02/review-earn-money-manage/

 

ในวงการตลาดหุ้นเวลาพูดถึงความสำเร็จของตลาดหุ้น
มักจะพูดถึงเรื่อง มูลค่าตลาด (Market Capitalization)
ว่ามีขนาดใหญ่แค่ไหน

 

 ยิ่งมีขนาดใหญ่มาก ก็ยิ่งถือว่าเก่ง ประสบความสำเร็จสูง
 แต่ถ้ามีขนาดเล็กก็ดูจะเดือดร้อนต้องออกแรงทำให้ใหญ่ขึ้น
 มาตรการที่จะทำให้ใหญ่ขึ้น ดูเหมือนจะเน้นอยู่ 2 ยุทธศาสตร์ คือ

 

1. หาบริษัทใหม่ๆมาจดทะเบียนให้มากขึ้น
2. หาทางไปชักชวนนักลงทุนต่างด้าว ให้มาลงทุนมากขึ้น

2 มาตรการ 2 ยุทธศาสตร์นี้ ถือว่าสำคัญและจำเป็น
 เพราะถ้ามีบริษัทเข้ามามากขึ้น ก็หมายถึงปริมาณหุ้นในตลาดมีมากขึ้น

 ขณะเดียวกัน ถ้ามีคนต่างประเทศขนเงินเข้ามาซื้อหุ้น
ย่อมมีส่วนทำให้ราคาหุ้นวิ่งขึ้นไปได้
 ทั้งจำนวนก็มีมากขึ้น ทั้งราคาก็ขยับขึ้น Market Cap ก็ย่อมจะใหญ่ขึ้น
 
เพราะ Market Cap จริงๆ แล้วคือ ผลคูณของปริมาณหุ้นกับ ราคาหุ้นทั้งตลาด
แล้วจะมารวมกัน

 ผมมีข้อเสนอเป็นมาตรการที่ 3 ที่จะทำให้ Market Cap ของตลาดหุ้น
เติบโตอย่างมีคุณภาพ นอกจากจะเติบโตแบบปริมาณ ตาม 2 มาตรการแรก

 มาตรการที่ 3 คือ ให้มีความสนใจ กับคุณภาพการสร้างมูลค่า
(Quality of Value Creation)
ของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นเรียบร้อยแล้ว
 ตอนนี้ เรามีบริษัทในตลาดหุ้นกว่า 500 บริษัท

ถ้า CEO แต่ละบริษัท สามารถทำให้กำไรสุทธิของตน โตขึ้น 10%
Market Cap ก็น่าจะโตขึ้น 10% ด้วยเช่นกัน
 เป็นการโตที่ยังไม่ต้องพึ่งจากพลังภายนอก เช่น การนำบริษัทใหม่ๆมาจดทะเบียน
หรือการดึงเงินจากต่างประเทศเข้ามา

เพราะต้องถือว่า การเติบโตแบบนี้ เป็นการเติบโตในเชิงปริมาณ
 ตรงข้ามกับการเติบโตในเชิงคุณภาพ เป็นการเติบโตจากภายใน
คือ จากบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดเรียบร้อยแล้ว
 
ถามว่า เป็นไปได้ไหม?
 ขอตอบว่า เป็นไปได้อย่างยิ่ง เห็นได้ชัดๆ จากบริษัทพลังงานใหญ่แห่งหนึ่ง
ซึ่งเข้ามาจดทะเบียนในปี 25....

 
บริษัทมีทุนชำระแล้ว 28,184,770,250 บาท
ราคาพาร์หุ้นละ 10 บาท
เท่ากับมีหุ้นกว่า 2,818 ล้านหุ้น
 
ตอนหุ้น IPO บริษัทนี้เสนอให้คนจอง เพียงราคา 35 บาท
ผลคือมีคนจองจนล้น ภายในเวลาพริบตาเดียว
 Market Cap ของบริษัทนี้ ในตอน IPO จึงเท่ากับ 2,818 x 35 = 98,630 ล้านบาท

 พอวันแรกเข้ามาซื้อขาย ราคาหุ้นก็ขึ้นไปเกินราคาจองนิดหน่อย แล้วก็ลงมาตลอด
เป็นระยะเวลากว่า 6 เดือน
 ใครที่จองไม่ได้ มีโอกาสซื้อของถูกกว่าราคาจอง ได้อย่างสะดวกโยธิน
อาจจะเป็นเพราะตอนนั้น คนยังมองไม่ออก ถึงศักยภาพการสร้างมูลค่า
ของCEO และผู้บริหาร ก็เป็นได้

 หลังจากนั้น พอผลประกอบการออกมาดี ไตรมาสแล้ว ไตรมาสเล่า นักลงทุนทั้งไทย ทั้งเทศ
ทั้งใหญ่ ทั้งเล็ก ก็หันมาให้ความสนใจ ทำให้ราคาหุ้นวิ่งขึ้นเรื่อยๆ
แม้บางครั้งจะมีการปรับตัวลงมาบ้าง ก็เป็นช่วงสั้นๆ
แต่แนวโน้มระยะยาว ดูสดใสยิ่งนัก
 หุ้นของบริษัทเคยมีราคาสูงถึง 440 บาทต่อหุ้น
Market Cap  ขึ้นมาเท่ากับ 2,818 ล้านหุ้น x 440
หรือ 1,239,920 ล้านบาท คิดเป็น 12.6 เท่าของตอน IPO
ทั้งๆที่บริษัทไม่ได้มีการเพิ่มทุน แม้แต่หุ้นเดียว
 จริงครับ บริษัทอาจจะโชคดี ที่อยู่ในหมวดพลังงาน
เลยได้อานิสงฆ์ จากการที่ราคาน้ำมันดิบ ขึ้นมาอย่างบ้าเลือด
ถึงบาเรลล์ละกว่า $126 หรือในอนาคตอาจจะสูงกว่านี้ก็ได้
ไม่มีใครรู้

 

 ผมว่า ราคาน้ำมันขึ้น ก็เป็นเพียงปัจัยสำคัญ
ปัจจัยหนึ่ง ที่ช่วยให้รายได้ของบริษัท เติบโตเพิ่มขึ้น
 แต่ถ้าทีมผู้บริหาร ซึ่งมี CEOคนเก่งเป็นแม่ทัพ
ไม่ได้บริหารงานอย่างมุ่งมั่น เพื่อสร้างมูลค่า ให้แก่ผู้ถือหุ้น
บริษัทอาจจะไม่ได้มาไกล ขนาดนี้ ก็เป็นได้

 เห็นไหมครับ บริษัทนี้ช่วยเพิ่มMarket Cap ได้
โดยไม่ต้องมีการเพิ่มจำนวนหุ้น แต่ก็เป็นได้ว่า
มีนักลงทุนต่างชาติ เช้ามาซื้อช่วยดันให้ราคาวิ่งขึ้นด้วย
 อย่างไรก็ดี ผมเชื่อว่า ต่างชาติเป็นนักลงทุนที่มีสมองเหมือนกัน
ไม่ใช่ลงทุนตามกระแส และที่เขาเข้ามาซื้อหุ้นบริษัทนี้
เพราะเชื่อในพลังการสร้างมูลค่า ของทีมผู้บริหารเป็นหลัก

 

 โดยสรุปคือ ถ้าเราทำให้ CEO ทั้ง 500 กว่าบริษัท
มีความตั้งใจมุ่งมั่น ที่จะสร้างมูลค่าให้แก่ผู้ถือหุ้น อย่างมีคุณภาพ

 ตลาดหุ้นของไทย จะเติบโตได้อย่างยั่งยืน
ผู้ลงทุนจะได้นอนหลับฝันดีครับ

สวัสดีปีใหม่ 2010 แด่สมาชิกและผู้เยี่ยมชมทุกๆท่านเลยนะครับ:)

จัดอันดับความสำคัญ

ปัญหาส่วนใหญ่ของคนทำงานก็คือ การนำงานที่ต้องรับผิดชอบ มาปนรวมกันโดยไม่แบ่งความสำคัญของงาน ทำให้สับสนใช้เวลาไปกับงานที่ไม่สำคัญจริง และ พลาดโอกาสที่จะสร้างสรรค์งานสำคัญๆ เราจึงขอแนะนำวิธีการจัดอันดับความสำคัญง่ายๆ ดังนี้
1. ให้แบ่งงานที่ต้องรับผิดชอบออกเป็น 4 หมวด ตามความเร่งด่วนกับความสำคัญของตัวงาน ได้แก่
  A - งานด่วนและสำคัญ เช่น งานที่กำลังถูกตามโดยลูกค้าคนสำคัญ
  B - งานไม่ด่วนแต่สำคัญ เช่น การเขียนรายงานส่งหัวหน้า
  C -  งานด่วนแต่ไม่สำคัญ เช่น การตอบอีเมล, การส่ง fax
  D - งานไม่ด่วนและไม่สำคัญ เช่น การจัดโต๊ะทำงานให้เรียบร้อย
(หมายเหตุ : ความด่วนหรือความสำคัญของงานขึ้นอยู่กับสถานการณ์ของแต่ละท่าน)

2. เทคนิคสำคัญขั้นต่อไปก็คือ ให้พยายามจัดการงานในหมวด C เป็นอันดับแรกเนื่องจากความเร่งด่วน และเพราะความไม่สำคัญนี่เองที่ทำให้เราสามารถที่จะจัดการให้เสร็จโดยเร็วที่สุด ใช้เวลาน้อยที่สุด เพื่อที่จะมีเวลาให้กับหมวด A อย่างเต็มที่ (เพราะงานหมวด A มักจะเป็นผลงานที่ชี้เป็นชี้ตายต่ออนาคตของเรา) หลังจากนั้นจึงหาเวลาจัดการกับหมวด B และ D ตามเวลาเหมาะสม (ถึงจะไม่สำคัญแต่ก็สามารถส่งผลต่องานสำคัญในอนาคตได้เช่นกัน)
การจัดอันดับความสำคัญของงานคือหัวใจของการบริหาร เป็นการจัดสรรเวลาให้ตัวเราเองสามารถจัดการกับงานต่างๆได้อย่างดีที่สุดภายใต้เวลาที่จำกัด ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหารที่เก่งๆ หรือ ผู้ที่จัดการกับชีวิตตนเองได้ดี ล้วนเข้าใจถึงประโยชน์ของการจัดอันดับความสำคัญทั้งสิ้น

HUG magazine vol.11 October 2009

มีคนอีกเยอะมากเวลาพูดถึงตลาดหุ้นจะมีอาการเกร็งและกลัว
เลยยังติดใจฝากเงินกับแบ็งก์ต่อไปทั้งๆที่รู้ว่าดอกเบี้ยที่ได้รับ
ต่ำมากเมื่อเทียบกับเงินเฟ้อ

 

 ในฐานะนักลงทุนมดงานซึ่งจัดเป็นรายย่อยในตลาดหุ้น
ขอพูดจากประสบการ์ณว่าการจะอยู่ให้รอดปลอดภัยและได้เก็บเกี่ยวผลประโยชน์มีงานที่ต้องทำใหญ่ๆ อยู่ 4 เรื่อง คือ
1)  เข้าใจหุ้น
2) เลือกหุ้น
3) ตีมูลค่าหุ้น
4) บริหารพอร์ตหุ้น

 

เรื่องเข้าใจหุ้น เป็นเรื่องสำคัญที่สุด ถ้าใครยังไม่เข้าใจการทำงานของหุ้นไม่ควรลงทุนในหุ้น มิฉะนั้น มีโอกาสเจ็บตัวสูง
 การเข้าใจหุ้นทำได้ไม่ยาก ขอให้มองให้ออกว่า หุ้นคือ สินค้าพิเศษ ที่มีการสร้างมูลค่า (Value Creation) หรือ ทำลายมูลค่า (Value Destruction) คือมีทั้งบวก และลบ

 

 พอรู้อย่างนี้ งานของนักลงทุน ก็ต้องพยายามเรียนรู้ ว่าการสร้างมูลค่า คืออะไร อย่างด่วนจี๋
 ถ้าเข้าใจการสร้างมูลค่าแล้ว จะเข้าใจหุ้นอย่างแท้จริง

 น่าเสียดายมาก ที่คนส่วนใหญ่มองข้ามเรื่องนี้ ทำให้ไม่เข้าใจการทำงานของหุ้น เลยขาดหลักสำคัญ ในการลงทุนกับหุ้น

 เมื่อเข้าใจหุ้นดีแล้ว เรื่องที่สองคือ การเลือกหุ้น (Stock Selection) ก็ไม่ใช่เรื่องยาก
 ข้อมูลที่มีให้ ไม่ว่าจะมาจากบริษัทเจ้าของหุ้น จากตลาดหุ้น จากนักวิเคราะห์ รวมทั้งจากสื่อต่างๆ มีมากมาย
 การเลือกหุ้น ในชั้นนี้ ยังไม่ต้องไปสนใจราคาหุ้น
 เพราะที่ต้องการ คือเรื่องคุณภาพ

 

 ถามว่า คุณภาพอะไร?

 ขอตอบว่า คุณภาพการสร้างมูลค่าครับ
ส่วนหุ้นที่ทำลายมูลค่า ไม่ต้องไปสนใจให้เสียเวลา
 หุ้นที่มีการสร้างมูลค่า จะมีข้อมูลที่ออกมาดี เช่น ROE สูง

 ROE คือ Return on Equity หรืออัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น ฟังแล้วอย่าเพิ่งงงครับ
 ROE ง่ายๆก็คือ แต่ละปีเงินของผู้ถือหุ้นได้ผลตอบแทนเท่ากับกี่%
 ถ้าเกิน 15% ก็พอใช้ได้ ต่ำกว่านี้ ต้องถือว่า CEO ยังไม่เก่ง CEO  บางแห่งทำ ROE ได้เกิน 30% ยังมีเลยครับ
 ทีนี้ พอเลือกหุ้นคุณภาพได้แล้ว อย่าเพิ่งรีบซื้อ ต้องทำเรื่องที่ 3 ก่อน

 เรื่องที่3 คือ การตีมูลค่าหุ้น (Stock Valuation) เพื่อจะได้รู้ว่า หุ้นคุณภาพที่ว่าดี และ เลือกไว้แล้ว ควรจะมีมูลค่า(Value)ออกมาเท่าใด

 ตอนนี้ คงพอเห็นว่า Stock Valuation คือ การหา Value ของหุ้นนั่นเอง
 การหามูลค่าหุ้น ตามประสามดงาน ก็ทำแบบชาวบ้าน ไม่ได้ยุ่งยากอะไรมาก
 มดงานอย่างผม ก็ใช้เรื่องเงินปันผลนั่นแหละ แล้วคิดกลับเป็นมูลค่า แบบที่เรียกว่า “ผลตอบแทนจากเงินปันผล” หรือ Dividend Yield

 

 พอได้มูลค่ามาปุ๊บ ก็มาถึงเรื่องที่ 4 คือ การบริหารพอร์ตหุ้น (Port Management)
โดยดูว่า ราคาหุ้นตอนนั้น สูง หรือ ต่ำกว่ามูลค่า

 

 เรื่องนี้สำคัญมาก เพราะสมัยก่อน พอมีใครเชียร์ว่า หุ้นตัวไหนจะวิ่ง ก็รีบทะเร่อทะร่าเข้าไปซื้อ เพราะกลัวตกรถไฟ
 โดยหารู้ไม่ว่า ราคาที่กำลังวิ่ง ด้วยแรงของคุณกระทิง มันสูงกว่ามูลค่าไปตั้งเยอะแล้ว
 ผลก็เลย เจ็บตัว กลายเป็นแมงเม่า บินเข้ากองไฟ
 รอดออกมาได้ แต่ปีก 2 ข้างไหม้หมด กลายร่างเป็นมดงาน ที่ทำอะไรไม่ผลีผลาม
 เดี๋ยวนี้ มีสติมากขึ้น ไม่ได้ปล่อยให้ ความโลภ ความกลัว ครอบงำอย่างแต่ก่อน
 นอกจาก จะพยายามซื้อหุ้นดีๆ ที่ราคาต่ำกว่ามูลค่าแล้ว ยังใช้กลยุทธตกแต่งสวน
ทำให้พอร์ตโตขึ้น มีหุ้นทำงานให้มากขึ้น

 

 สรุปแล้ว งานหลักของนักลงทุน มี 4 เรื่องคือ
• Value Creation
• Stock Selection
• Stock Valuation
• Port Management
ถ้าทำ 4 เรื่องนี้ได้ดี จะพบว่าหุ้น มีเสน่ห์กว่าที่คิด
 ถ้าถามว่าทั้ง 4 เรื่องนี้ อะไรสำคัญที่สุด?
 ขอตอบว่า สำคัญทุกเรื่อง โดยเฉพาะเรื่อง
Value Creation สำคัญมากๆ
 ต้องรีบเข้าใจให้ดีนะครับ

 

 

กราฟแสดงสัดส่วนการลงทุนที่เหมาะสมสำหรับช่วงอายุ 20-80 ปี

การผลิต – บริโภค (Prosuming)

...

ใช่ค่ะ การซื้อไม่ใช่การแก้ปัญหา

แต่แม้จะรู้อย่างนั้นนะคะ ดิชั้นก็ยังมีโรคประหลาดอยู่โรคหนึ่งค่ะ

คือเวลาเครียด หรือมีเรื่องกังวล ดิชั้นมักจะมีเรื่องให้เสียเงินแบบแปลกๆ

ซึ่งบางทีไม่ใช่การเสียเงินเพื่อซื้อของจำเป็นใดๆ

แต่เป็น การเสียเงินเพื่อซื้อความรู้สึกสบายใจค่ะ

 

จริงๆอาการนี้ก็ค่อนข้างเป็นสากลอยู่นะคะ

อย่างในหนัง และหนังสือสุดฮิตเรื่อง Shopaholic

ก็ยังพูดถึงนางเอก ที่เป็นโรคเสพย์ติดการช้อบปิ้ง

เพราะว่าเมื่อได้ซื้อของแล้วจะรู้สึกว่าชีวิตดีมีความสดใสขึ้นมา

http://z.about.com/d/bestsellers/1/0/X/8/-/-/confessions_of_shopaholic.jpg

เป็นหนังน่ารักดูสนุกเรื่องหนึ่งเลยค่ะ

 

ถึงแม้ว่าดิชั้นเองจะไม่ได้เป็นขั้นหนักแบบนางเอกเธอ

แต่มันก็มีกรณีชวนคิดอยู่ดีค่ะ ยกตัวอย่างเช่น

 

เวลาเครียด หรือเหนื่อยกับงาน ดิชั้นจะยิ่งรู้สึกอยากทานของดีๆเพื่อบำรุงร่างกาย

พออยากทานของดีๆ ก็ต้องหาเรื่องออกไปข้างนอก หาร้านถูกใจ

เมื่อถึงร้านแล้วก็จะรู้สึกว่า ไหนๆก็ถ่อมาถึงนี่แล้ว

ก็ต้องสั่งของที่ดีที่สุด หรืออยากที่สุด

ซึ่งก็ไม่พ้นปูนิ่ม ปลาดิบ กุ้งแม่น้ำ เนื้อย่างสันใน อะไรก็ว่าไป

ตามด้วยของหวานโน่นนิดนี่หน่อย

พอจบพิธีเช็คบิลก็ค่อยเริ่มตระหนักได้ว่า เอ๊ะ เราทำ(ทาน)อะไรลงไป!! 555

 

ซึ่งในบางครั้งบางคราวก็ไม่เป็นไรหรอกค่ะ

แต่ถ้าเกิดวาระแบบนี้บ่อยๆ

ก็ทำให้หน้ามืดหน้ามึนได้เหมือนกัน

 

อีกอาการนอกจากสั่งอาหารอย่างไร้สติแล้ว

ก็จะมีอาการซื้อหนังสืออย่างไร้สติด้วยค่ะ

 

ด้วยนิสัยรักการอ่านหนังสือทุกประเภท

ดิชั้นก็เป็นหนึ่งในมนุษย์ที่จัดได้ว่ามีความถี่ในการซื้อหนังสือค่อนข้างสูง

ซึ่งมันก็มีประโยชน์ค่ะ ใช่

แต่ในกรณีที่ไม่รู้จะซื้อมาทำไม ก็มีเหมือนกัน เช่น

 

เวลาเครียดเรื่องบริษัทขาดทุน ก็หาซื้อหนังสือการบริหารของ Harvard มาอ่าน

แต่ขอสารภาพว่าป่านนี้ยังคั่นไว้ในบทที่ 1 และก็ไม่ได้ทำให้บริษัทเกิดกำไรขึ้นแต่อย่างใด

 

เวลารู้สึกว่าตัวเองไม่อัพเดท เสื้อผ้าหน้าผมดูไม่ได้ ก็จะหาซื้อ Magazineแฟชั่นมาอ่าน

ก็อ่านครั้งเดียววางนะคะ ไม่สามารถส่งผลกับความโทรมของดิชั้นในช่วงนั้นๆได้ 555

 

หรือในยามที่เบื่องาน ก็จะหาซื้อหนังสือท่องเที่ยวที่นู่นที่นี่ อ่านจบบ้างไม่จบบ้าง

แต่เวลาที่หยิบออกมาจากแผงมันก็ทำให้รู้สึกดีเป็นนัยๆว่า ไม่ได้ไปก็ได้อ่านหละวะ

 

แม้กระทั่งเวลารู้สึกอ้วน สิวขึ้น ก็จะหาหนังสือบำรุงความงามต่างๆนาๆมาอ่าน

ทั้งๆที่บน Internet ก็มีข้อมูลเหล่านี้ให้เลือกอ่านมากจนเกินพอเลยทีเดียว

(แนะนำ www.jeban.com เว็บไซต์ความงามที่มีทุกอย่างที่คุณต้องการค่ะ)

 

เอาเป็นว่าทุกปัญหา ดิชั้นสามารถบรรเทาได้ด้วยการซื้อหนังสือค่ะ 555

 

จนกระทั่งอาทิตย์ที่แล้ว ดิชั้นได้มาเจอบทความในเว็บไซต์ minimalist

(เว็บไซต์ที่ว่าด้วยเรื่องการใช้ชีวิตminimalแบบง่ายๆ

หรือจะใช้คำว่าชีวิตพอเพียงก็น่าจะเข้าข่ายนะคะ)

 

Buying is not the solution

http://mnmlist.com/buying-is-not-the-solution/

 

ก็เลยได้มีการตระหนักเพิ่มเติมว่า

อาการที่ดิชั้นเป็นเนี่ย มันเป็นเหมือนภาพลวงตา

ไม่รู้ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร แต่เวลาที่คนเราได้ซื้ออะไรใหม่ๆเข้ามาตอบปัญหาในชีวิตแล้ว

ดิชั้นก็จะนึกเออออเอาเองว่า โอ้ ใช่แล้ว สิ่งนี้จะเป็นสิ่งที่นำแสงสว่างมาสู้ชีวิตชั้น!!

 

ได้ทานของดีแล้ว > หัวสมองจะแล่น ร่างกายจะทำงานได้ดียอดเยี่ยมยิ่งใหญ่

ได้ซื้อหนังสือมาแล้ว > ทุกคำตอบของปัญหาจะพรั่งพรูออกมา

ได้ซื้อครีมพอกหน้ามาใหม่ > หน้าดิชั้นจะสวยโดดเด้งยิ่งกว่าใคร

ได้ซื้อโน้ตบุคใหม่มา > งานออกแบบของดิชั้นจะมีการพัฒนายิ่งขึ้นมากด้วยศักยภาพของมัน

และอีกร้อยแปดพันเก้า

 

ถามว่าเหล่านี้เป็นความจริงบ้างไหม?

ตอบได้เลยว่า 90% มันไม่จริงค่ะ!!

 

เพราะทุกๆอย่างที่คลี่คลายไปได้ มันไม่ได้เกิดจากการที่ดิชั้นมีวัตถุมาไว้ในครอบครอง

แต่ว่าเกิดจากความมั่นใจ อุ่นใจ และสบายใจที่มากขึ้น จากการได้ซื้อมาต่างหาก

สรุปแล้วถ้าจิตใจของดิชั้นแข็งแรงดีและมีสติ

การซื้อของเหล่านี้มาให้รกบ้านก็ไม่จำเป็นเลยค่ะ

 

จากนี้ไปดิชั้นเลยมีคาถาใหม่ไว้เรียกสติตัวเองนะคะ

ก่อนที่จะซื้ออะไรจุ๊กๆจิ๊กๆต่างๆนาอะไรก็ตาม จะสูดหายใจ 2 ที

แล้วถามตัวเองว่า

1. ที่จะซื้อเนี่ย ที่บ้านยังมีอยู่แล้วรึเปล่ายะ?

2. แล้วมัน จำเป็น ต้องซื้อ ตอนนี้ ไหม?

 

ลองทำมาแล้ว 2 วัน เวิร์คค่ะ!

เพราะมันสามารถหยุดยั้งดิชั้นจากการซื้อแป้งตลับใหม่ (ทั้งที่ของเก่ายังเหลือ)

และการสั่งอาหารเว่อร์เกินความจำเป็นได้ (กลับไปทานที่บ้านกับมาม๊าแทน)

 

เรื่องนี้ก็แล้วแต่มุมมองของบุคคลค่ะ เพราะดิชั้นก็เชื่อว่า

หากการซื้อนั้นมันสามารถทำให้คุณมีความสุขและสบายใจได้

แม้มันจะดูไร้สาระ แต่มันก็เป็นสิทธิที่พึงกระทำได้นะคะ ไม่ใช่ความผิด

ก็แค่ต้องรับผลของมัน คือการที่น้องเงินหลุดลอยออกจากกระเป๋า

แทนที่จะถูกเก็บไว้ทำอะไรอย่างอื่นที่จำเป็นกว่าเท่านั้นเอง

 

ยังไงก็ขอให้ผู้อ่านทุกท่าน

ซื้อของอย่างมีความสุขและมีสติค่ะ

=)

 

Bejuk

17.11.09

 

The Journey to Wealth