บล็อค

เมื่อตอนเริ่มต้นใช้กลยุทธหุ้นห่านทองคำ ผมได้มีโอกาสลองผิดลองถูก ในการลงทุนซื้อหุ้น

 ยอมรับครับ ว่าผมกลัวตลาดหุ้น เพราะคาดคะเนไม่ถูกว่า จะมีแนวโน้มการเคลื่อนไหวไปทางใด

 

 ผมจึงถือหลัก ต้องพยายามปลอดภัยให้มากไว้ก่อน แต่ก็ทำใจยอมรับกับผลขาดทุนทางบัญชี ซึ่งเกิดจากการที่ราคาหุ้น ร่วงต่ำกว่าต้นทุนที่ซื้อไว้ เพราะชอบความคิดของ Warren Buffett ที่บอกว่า ถ้าใครทนเห็นลงต่ำกว่า 50% ไม่ได้ ยังไม่ใช่นักลงทุน

 

 แต่เพราะการใช้หลักปลอดภัย จึงทำให้ผมต้องทำการบ้าน ด้วยการพยายามประเมินมูลค่าหุ้น
ว่าควรจะออกมาเท่าใด โดยใหม่ๆจะตั้งเป้าผลตอบแทนจากปันผล ไว้สูงก่อน คือ 10%

 

 ถ้าหาซื้อไม่ได้ เพราะตั้งราคาซื้อไว้ต่ำไป ก็ค่อยๆขยับขึ้น เป็น 9% บ้าง 8% บ้าง หรือบางทีต่ำกว่าก็ยังมีบ้าง

 ทีนี้ พอซื้อหุ้นเข้าพอร์ตแล้ว ก็ไม่ได้อยู่เฉยๆ คอยติดตามผลงานของบริษัทเป็นระยะๆ
  ที่ชอบมาก คือทุกบริษัทเปิดโอกาสให้นักลงทุน ในฐานะผู้ถือหุ้น สามารถเข้าร่วมประชุมผู้ถือหุ้น
อย่างน้อยปีละครั้ง

 

 จากแต่เดิมที่เคยละเลย ไม่เข้าร่วมประชุมผู้ถือหุ้น ผมก็กลับมาขมีขมัน ศึกษารายการประจำปี(annual reports) อย่างขมักเขม้น
 พอเริ่มศึกษา ก็เริ่มเห็นบางประเด็นที่ไม่เข้าใจ เลยจดบันทึกไว้ แล้วหยิบหยกมาถามในที่ประชุม
 ปรากฏว่า ได้เห็นการทำงานของคณะกรรมการ หลายๆชุด ซึ่งมีทั้งทำอย่างลวกๆ และทำอย่างมืออาชีพ

 พวกที่ทำอย่างลวกๆ กลับมา ผมก็ขายหุ้นทิ้ง เพราะถือว่า คณะกรรมการบริษัท ไม่ได้ทำหน้าที่กำกับดูแลดีพอ ถือว่าสอบตกด้าน CG (Corporate Governance) คือทางด้านธรรมาภิบาล

 

 แต่พวกที่ทำอย่างมืออาชีพ ทำให้ผมเกิดความมั่นใจ โดยเฉพาะตัวCEO ซึ่งเวลาแถลงผลการดำเนินงาน จะว่าไปตามข้อเท็จจริง ไม่ใช่พูดแต่ด้านดีอย่างเดียว จุดอ่อนหรือความเสี่ยงก็พูดด้วย

 

 ที่สำคัญคือ รับฟังคำถามจากผู้ถือหุ้นอย่างตั้งใจ และตอบอย่างมีเหตุผล พร้อมทั้งบอกว่าทางบริษัท จะมีแนวทางการแก้ไขอย่างไร

 

 ในการถาม ในการตอบ ผมจะจดบันทึกไว้ เพราะถือว่านี่เป็นบริษัทของผม การถือหุ้นแม้จะเพียงบางส่วน ก็ทำให้ผมกลายเป็นเจ้าของกิจการคนหนึ่งเหมือนกัน

 บางบริษัท ดีไปกว่านั้นอีก คือมีบริษัทหนึ่งทำเกี่ยวกับน้ำมันพืช ผมได้เสนอให้ทางบริษัท
จัดการบรรยายความรู้เกี่ยวกับธุรกิจที่ทำ ให้กับผู้ถือหุ้น เพื่อให้เกิดความเข้าใจมากขึ้น ทางบริษัทก็จัดให้
ทำให้พวกเราผู้ถือหุ้น เกิดความเข้าใจและมั่นใจมากขึ้น

 คนภายนอก ไม่มีโอกาสเช่นนี้ พอเห็นงบการเงินออกมาไม่ดี ก็พากันเทขาย จนหุ้นบริษัทตกไปต่ำมาก Market Cap เหลือเพียง 3,500 ล้านบาท จากเคยสูงถึงกว่า 10,000 ล้านบาท

 

 แต่พวกเราที่เข้าใจ ขอเน้นว่า ไม่ใช่ได้ข้อมูลแบบภายใน (inside information) เพราะบริษัทจัดให้กับผู้ถือหุ้นที่สนใจ ได้รับฟังข้อมูลอย่างพร้อมเพรียงกัน ก็กัดฟันทยอยซื้อเพิ่ม

 ต่อมา เมื่อบริษัทได้มีการปรับกลยุทธการทำงาน ตามที่เคยเล่าให้ผู้ถือหุ้นฟัง ผลประกอบการก็ออกมาดีขึ้นๆ ราคาหุ้นก็ขึ้นจนทำให้ market cap ขึ้นมาจาก 3,500 ล้านบาท เป็น 13,000 ล้านบาท
ผู้ถือหุ้นอย่างพวกเรา ก็มีความสุขกันทั่วหน้า

 ประเด็นที่ผมอยากจะพูดก็คือ การลงทุนในหุ้น ไม่ใช่กิจกรรมครั้งเดียวแล้วจบ แต่เป็นกิจกรรมที่ควรติดตามทำอย่างต่อเนื่อง

 การได้ศึกษา ธุรกิจและผลการดำเนิงานของบริษัท แล้วมีโอกาสได้สื่อสาร
กับคณะกรรมการและ CEO เป็นเรื่องที่สำคัญมาก

 

 เพราะเป็นโอกาสอันดี ที่เราจะได้สอบถามปัญหาสำคัญๆ ได้แสดงข้อคิดเห็นที่เป็นประโยชน์
ต่อคณะกรรมการบริษัท เพราะสิ่งที่พูดไว้ จะถูกจดบันทึกในรายการที่ประชุมผู้ถือหุ้น

 ซึ่งเมื่อปีหน้ามาถึง เราสามารถจะสอบถามความก้าวหน้า ของเรื่องที่ได้พูดไว้แล้ว
ถ้าบริษัทนำไปปฎิบัติจริง ก็ถือว่าใช้ได้ ไม่ใช่สักแต่พูด

 

 แต่ถ้าไม่ทำเลย อย่างนี้สักครั้งสองครั้ง ก็คงต้องถอย ขายหุ้นทิ้ง
เพราะกำลังเจอกับช้างเกเร ขืนคบต่อ  อนาคตไม่สดใสแน่

 เสียดายอย่างเดียว การประชุมผู้ถือหุ้น มักจะมาใกล้กัน จึงต้องเลือกไป
 ไปแล้ว เสียเวลาบ้างนิดหน่อย แต่ทำให้เข้าใจภาพพจน์บริษัทชัดขึ้น ถือว่าคุ้ม
แถมบางบริษัทก็ใจดี ให้ของชำรวยติดไม้ติดมือกลับมาด้วย

 ซื้อหุ้นแล้ว ได้กลายเป็นเจ้าของกิจการ ดีอย่างนี้แหละครับ

 

เทพ รุ่งธนาภิรมย์

M&W

เคยเป็นกันไหมครับ?
เวลาที่กำลังจะทำอะไรใหม่ๆที่ไม่เคยทำ
ใจก็มักจะกลัวๆกล้าๆ
เพราะไม่รู้ว่าผลที่ออกมา จะเป็นเช่นไร

 

ประมาณเดือนที่แล้วผมได้มีโอกาสชมภาพยนตร์
เรื่อง Yes man นำแสดงโดย จิม แครี่
ในเรื่องนางเอกชื่อ อัลลิสัน เป็นนักร้องนำของวงดนตรีแนวแปลกๆ
ที่เพลงไม่ค่อยจะดัง เพราะแปลกเกิน
และเวลาถ่ายรูป เธอชอบถ่ายวัตถุที่ไม่อยู่นิ่ง
เวลาถ่ายรูปคนแทนที่จะให้โพสต์นิ่งๆเท่ห์ๆ เธอก็มักจะกดตอนกำลังเคลื่อนไหว
ทำให้ภาพออกมาดูเบลอๆ แปลกๆ ซะงั้น

 

เธออธิบายให้พระเอกฟังว่า ที่ไม่กลัวการสร้างผลงานสุดแปลกแหวกแนว
ไม่ว่าจะด้านศิลปะหรือดนตรี
ก็เพราะเธอมองว่า โลกใบนี้เปรียบเสมือน สนามเด็กเล่น …

ซึ่งสนามเด็กเล่นก็คือ ที่ที่เวลาเด็กกำลังเล่นนั้น ไม่เห็นจะต้องสนใจว่าทำถูกหรือผิด
เล่นได้อย่างอิสระสร้างสรรค์เต็มที่ และมีความสุข
(ขอแค่อย่าไปแกล้งเด็กคนอื่นก็พอแล้ว)

 

พอดูจบ ก็มีกำลังใจขึ้นมา เพราะขณะนั้นกำลังพยายามเขียนหนังสือเล่มใหม่
ที่แนวทางค่อนข้างจะแตกต่างไปจากที่เคยเขียนมา…

แต่พอคิดได้ว่า เป็นสนามเด็กเล่น
ก็ไม่ต้องกลัวอะไรอีกแล้ว…

 

ลุยเลย...

ภาพร่างของตัวละครเอกทั้ง 2 คนในเรื่องใหม่

by

ธนภัทร รุ่งธนาภิรมย์

สวัสดีสงกรานต์ค่ะผู้อ่านทุกท่าน

ช่วงนี้อากาศก็ยิ่งร้อนขึ้นเรื่อยๆนะคะ

แถมมีวันหยุดยาวนานต่อกัน

แถมในวันหยุดเหล่านั้นก็มีวันที่ห้างร้านพากันปิดตัว

ผลหรือคะ? เดือนนี้ดิชั้นใช้เงินน้อยลงค่ะ 55

ถือเป็นหนึ่งในเรื่องดีในช่วงสถานการณ์แบบนี้

 

กลับมาสู่เรื่องการเดินทางความมั่งคั่งกันดีกว่าค่ะ

ช่วงนี้ดิชั้นคิดเยอะขึ้นนอกเหนือจากเรื่องการเก็บเงิน

คือใช้ชีวิตอย่างไรให้มั่งคั่งในแบบของตัวเอง

 

สำหรับดิชั้น การใช้สิ่งของหรือมีวิถีชีวิตที่ดีมีสุนทรีย์ก็เป็นส่วนหนึ่งค่ะ

แต่อีกสิ่งที่เป็นเหมือนธงที่สามารถบอกว่าบุคคลนั้นมั่งคั่ง

สำหรับดิชั้นคือ ความสามารถในการแบ่งให้คนอื่นค่ะ

ฟังดูนางสาวไทยนิดนึงนะคะ แต่เรื่องจริงค่ะ

 

เอาง่ายๆนะคะ เวลาได้เลี้ยงข้าวคนอื่น

เราจะรู้สึกว่ารวยอย่างบอกไม่ถูกค่ะ

หรือเวลาได้ซื้อของให้คนอื่น ตามเทศกาลต่างๆ

หรือ แม้กระทั่งได้ซื้อให้ตัวเองเป็นของขวัญ ด้วยเงินตัวเอง

ก็จะรู้สึกเช่นเดียวกัน

ก็แปลกดีนะคะ

อาจจะไม่ต่างกับความรู้สึกของคุณหญิงที่ทำการกุศล

แล้วก็ยังดูรวยขึ้นได้เรื่อยๆ

 

จริงๆความมั่งคั่งสำหรับดิชั้นมันอาจจะสัมพันธ์กับ

ความสามารถในการสร้างอะไรขึ้นมาด้วยตัวเองก็เป็นได้

ตอน 1-5 ขวบทุกคนซื้อให้ทุกอย่าง เงินคืออะไรไม่เคยถือ

ตอน 7 ขวบเริ่มเอาเงินที่พ่อให้ไปซื้อขนมกินเองได้

ตอน 15 เริ่มเก็บเงินหยอดกระปุกไปซื้อดินสอสีเอง

ตอน 19 เริ่มรับจ๊อบหาเงินมาซื้อมือถือที่อยากได้

ตอน 20 เริ่มทำงานหาเงินจ่ายค่าเทอมเอง มีเครดิทการ์ดและบัญชี

ตอน 22 เริ่มทำงานจริงจังหาเงินมาดูแลตัวเอง หมดยุคได้ค่าขนม

ตอน 23 เริ่มทำงานมากขึ้นเก็บเงินมากขึ้น และเริ่มเลี้ยงข้าวป๊ากับแม่

ตอน 24 เริ่มหาลู่ทางเพื่อความสำเร็จต่างๆ เริ่มให้แต๊ะเอียคนอื่นบ้าง

ตอน 25 เริ่มคิดว่าจะทำยังไงที่จะเลี้ยงดูครอบครัวของเรา และตัวเอง

ให้อยู่ได้อย่างสุนทรีย์และมีระดับ 555

 

ตอนนี้ดิชั้นมีเป้าหมายอยู่นะคะ

เป้าหมายที่ว่าอีก 5 ปีจากนี้ ดิชั้นอายุ 30

ดิชั้นจะสามารถดูแลตัวเองและคนรอบข้างได้อย่างดี

โดยเฉพาะป๊ากับแม่ ที่ดูแลดิชั้นอย่างดีมาตลอดนะคะ

เมื่อเค้าเคยให้ค่าขนมดิชั้น หาคนดูแล หาของอร่อยให้กิน

ในอีกครึ่งชีวิตที่เหลือ

ดิชั้นก็ตั้งใจว่าจะให้ค่าขนมเค้า คอยดูแลเค้า

และหาของอร่อยให้เค้ากินอย่างไม่น้อยหน้าเช่นกันค่ะ

 

ทุกคนเมื่อมีเป้าหมายแล้วก็ต้องเดินไปปักธงใช่ไหมคะ

แต่ละคนคงมีจุดที่เป็นหลักที่ต่างกัน

แต่สำหรับดิชั้นขอปักธงกับที่บ้านแล้วกันค่ะ ใกล้ตัวดี 555

ก็เป็นหนึ่งในเป้าหมายที่ดิชั้นจะมุ่งหน้าเดินไป และอยากเล่าให้ฟัง

ไม่ยากไม่ง่ายแต่ก็จะเดินไปเรื่อยๆจนกว่าจะถึงค่ะ

 

สุขสันต์วันครอบครัวด้วยค่ะ!

=)

 

 

Bejuk

16.04.10

The Journey to Wealth

ช่วง 3-4 เดือนที่ผ่านมาผมได้ย้ายแผนกในบริษัทเดิมจากจัดการกองทุนหุ้นไทยไปรับผิดชอบการลงทุนกองทุนต่างประเทศและออกผลิตภัณฑ์การลงทุนใหม่ๆ  โอ้!…ผมไม่เคยบอกเลยใช่มั้ยครับว่าผมทำงานอยู่ที่หลักทรัพย์จัดการกองทุน กสิกรไทย หรือ ที่คนส่วนใหญ่เรียกสั้นๆว่า บลจ. กสิกรไทย นี้นี่เอง (ให้คิดถึงเสียงคนพากษ์ทีวีแชมเปี้ยนประกอบไปด้วย)

 

จากหน้าที่รับผิดชอบใหม่เลยได้รับมอบหมายให้ไปเป็นวิทยากรในงานสัมมนาที่จัดสำหรับลูกค้าธนาคารกสิกรไทยที่จัดเป็น

ซีรียส์เรื่อยมาตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่แน่ใจ รู้แต่ว่ามีประมาณ 3 เดือนครั้งโดยจะใช้ชื่องานสัมนาว่า Wisdom of Wealth แล้วก็ตามด้วยหัวข้อที่งานในวันนั้นจะพูดถึง ในครั้งนี้ชื่องานคือ Wisdom of Wealth: Opportunities beyond Thailand ซึ่งเล็งที่จะกล่าวถึงว่าทำไมเราจึงต้องออกไปลงทุนต่างประเทศ ผมเลยอยากเอาสไลด์ของวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิอีกท่านที่หลายคนคงรู้จักกันดีและเป็นเจ้านายเก่าของผมเอง คุณ วิวรรณ ธาราหิรัญโชติมาแบ่งปันในตอนนี้

 

 

จากกราฟ 2 รูปข้างบนคงเห็นเป็นอย่างดี ถึงขนาดของตลาดหุ้นไทยเมื่อเทียบกับตลาดโลก เอาแค่ในตลาดภูมิภาคเอเชีย

แปซิฟิคตลาดไทยเรามีขนาดคิดเป็นแค่ 1% ของตลาดรวมในภูมิภาคเมื่อไปถึงระดับโลกซึ่ง ตลาดเอเชียแปซิฟิค คิดเป็นแค่ 1 ใน 3 แล้วละก็ตลาดไทยก็จะมีน้ำหนักคิดเป็นเพียง 0.33 x 1% หรือแค่ 0.33% เท่านั้น

 

เพราะฉะนั้นการที่เราจำกัดการลงทุนของเราไว้เฉพาะในตลาดหุ้นไทยก็ย่อมเป็นการจำกัดโอกาสไปลงทุนในพื้นที่ที่เหลืออยู่อีกถึง 99.67% เลยทีเดียว หลายคนพอพูดถึงตลาดสหรัฐฯ ยุโรป ญี่ปุ่น ก็ยังอาจจะติดอยู่กับภาพการล่มสลายที่น่ากลัวของระบบการเงินตะวันตกที่ส่งผลให้ตลาดหุ้นในบริเวณดังกล่าวหล่นตุ้บตั้บกันลงไปอย่างไม่เป็นท่า และ อาจจะคิดว่าดีแล้วที่ไม่ได้ไปลงทุนก่อนหน้านี้ แต่ผมอยากให้ค่อยๆหันกลับมามองตลาดเหล่านี้เนื่องจากดัชนีชี้นำเศรษฐกิจโลกต่างๆก็ส่งสัญญาณว่ากำลังฟื้นตัวและสำนักวิเคราะห์วิจัยรวมถึงนักเศรษฐศาสตร์ดังๆต่างก็มองว่าสิ่งเลวร้ายที่สุดได้ผ่านไปแล้ว ในขณะที่ราคาหุ้นที่ปรับตัวลงมาในระดับนี้ทำให้ Valuation มีความน่าสนใจกว่าแต่ก่อนเกิดวิกฤตโดยบริษัทข้ามชาติยักษใหญ่อย่าง เนสท์เล่ ที่เรารู้จักกันดีตอนนี้ก็ให้ปันผลสูงถึงราว 5-6%

 

มาถึงตรงนี้ผมไม่ได้ต้องการให้ทุกท่านที่อ่านเสร็จแล้วตรงรี่ออกไปซื้อลงทุนหุ้นต่างประเทศทันทีเลยนะครับเพราะในช่วงสั้นๆที่ผ่านมาราคาหุ้นโลกก็ได้ปรับขึ้นไปค่อนข้างแรงและเร็วน่าจะมีโอกาสหย่อนลงไปบ้างและนั่นก็จะเป็นจังหวะสำหรับผู้ที่สนใจจะเข้าลงทุนจริงๆ สำหรับตอนนี้ผมเพียงแค่ต้องการให้ทุกท่านทราบไว้เพียงแต่ว่ายังมีโอกาสลงทุนอีกมากมายในต่างประเทศก็พอครับ…

by ธนวัฒน์ รุ่งธนาภิรมย์

*หมายเหตุ : บทความนี้เป็นเพียงความคิดเห็นของคอลัมนิสต์เท่านั้น ผู้อ่านโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านบทความและการลงทุน

 

ตอนนี้ดิชั้นกำลังทำเรื่องปิดกิจการบริษัทน้อยๆของดิชั้น

ที่ได้ดำเนินการมาร่วม 3 ปีครึ่งค่ะ

 

เรื่องของบริษัทนี้จะเล่าให้ให้ฟังในตอนต่อๆไปนะคะ

แต่ตอนนี้จะขอพูดถึงเรื่องความรู้สึก

ของเจ้าของกิจการที่กำลังจะปิดตัวลงก่อน

ว่า....

 

เป็นความรู้สึกที่ดีเสียนี่กระไรค่ะ!!

 

ไม่ใช่ดิชั้นซาดิสท์ ชอบทำบริษัทเจ๊งเพื่อความบันเทิงนะคะ

แต่มีคนเคยพูดถึงคำๆหนึ่งให้ดิชั้นฟังว่า

เปิดบริษัทไม่ยากหรอก แต่ปิดเนี่ย... หึ

เสียงหัวเราะทิ้งท้ายที่ชวนให้สยองขวัญอยู่ค่ะ

 

และแล้ววันนี้ หลังจากผ่านมาแล้วประมาณครึ่งปี (นับจากวันที่ลงมติเลิกกิจการ)

ดิชั้นก็ค้นพบแล้วค่ะว่า อี หึ เนี่ย มันหมายความว่าอะไร

ถ้าถามว่ายากไหม ในแง่ระบบระเบียบต่างๆ

ดิชั้นบอกได้เลยว่าไม่ยากค่ะ ถ้า! ถ้านะคะถ้า

ถ้าเราทำธุรกิจแบบโปร่งใสบัญชีถูกต้อง ยื่นเป็นยื่น จ่ายเป็นจ่าย

ไม่มีแจ้งค่าใช้จ่ายเกินจริง ไม่มีเอารายรับไปซ่อน ไม่มีเช็คเด้ง หรือกู้เงินมาแล้วชิ่ง

ก็แค่เคลียร์หนี้อะไรไปให้หมด ขายของ(ทรัพย์สิน)ให้สิ้น

เบสิคก็แค่นั้นค่ะ ทำเรื่องปิดได้เลย

 

ซึ่งดิชั้นเองก็ถือว่าเป็นมนุษย์ที่โชคดี

ที่มีหุ้นส่วนและเพื่อนร่วมงานที่ถือคติว่า

จะทำอะไรต่างๆให้มันถูกต้องกันตั้งแต่แรก

ในด้านบัญชีเลยไม่วุ่นวายมากค่ะ ค่อยๆเคลียร์งานค้างให้ลูกค้า เก็บเงิน จ่ายหนี้

เงินไม่พอก็ระดมกันมาช่วยกันจ่าย จบกันไป

 

แล้ว หึหึหึ ที่แสนโหดร้าย ที่ดิชั้นว่า

มันอยู่ที่ไหน?

 

นี่เลยค่ะ

แถวนี้

อยู่ในใจดิชั้นนี่เอง

 

ในช่วงเวลาที่สภาพจิตใจเราเปราะบางจากเหตุที่ไม่คาดคิด

ลองนึกถึงโฆษณาเซียงเพียวอิ๊วที่คุณพ่อพูดออกมาว่า “หมดกัน สร้างมากับมือ”

นั่นหละค่ะ ความเจ็บปวดประมาณนั้น 555

แล้วเมื่อจู่ๆแหล่งรายได้หลักของเราหายไป

และเมื่อเรารู้ว่า เราเป็นหนี้โรงพิมพ์อยู่ เป็นหนี้เงินชดเชยพนักงานที่ร่วมทุกข์ร่วมสุข และหนี้โน่น หนี้นี่

และเมื่อเราไม่มีเงินจ้างคนมาจัดการงานที่ค้างอยู่ได้

และเมื่อเราต้องจัดการทุกอย่างด้วยมือตัวเอง และเอารายได้เข้าบริษัท

และในขณะที่เราก็ยังต้องใช้ชีวิต หาหมอสิว เติมน้ำมัน ซ่อมคอมที่พัง จ่ายค่าโทรศัพท์

และมีเงินอยู่ตรงหน้าที่เราแตะไม่ได้ และต้องทำงานเพิ่มขึ้นไปอีกเพื่อหาเงินมาใช้ส่วนตัว

และในขณะที่สภาพแวดล้อมที่เราคุ้นเคยเปลี่ยนไป

ห้องทำงานของเรากลายเป็นของคนอื่น ป้ายออฟฟิศที่เคยติดอยู่ก็โดนปลดออก

ของที่รักก็ถูกขายออกไปในราคายิ่งกว่ามิดไนท์เซลล์ที่ใดๆ

เพื่อนร่วมงานที่เคยเจอหน้ากันทุกวันก็กระจัดกระจายไป

และเราก็ต้องทำงานกับฝ่ายบัญชีเพื่อทวงหนี้ และขอผลัดผ่อนหนี้

อย่างสนุกสนานเหมือนเล่นเก้าอี้ดนตรี แต่บางกรณีก็ไม่สนุก

 

ถือเป็น 6 เดือนที่ทรมานจิตใจน้อยๆของดิชั้นพอสมควรเลยทีเดียวค่ะ

ก็ไม่ถึงกับร้องไห้ฮือๆนะคะ แต่เป็นความรู้สึกติดค้างอะไรตลอดเวลา

บางครั้งดิชั้นถึงขั้นอยากชิ่งหนีไปเมืองนอกแล้วปล่อยมันไว้แบบนี้ไปเลย

แต่ทุกวันดิชั้นก็บอกกับตัวเองว่า ทำต่อไป อย่าหยุด

เพราะดิชั้นและเพื่อนเริ่มบริษัทนี้กันมาด้วยความตั้งใจที่ดี

ก็จะขอปิดมันลงในความตั้งใจเดียวกัน

โดยที่ทุกคนที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น ลูกค้า ซัพพลายเออร์ พนักงาน หรือหุ้นส่วนเอง

จะต้องได้รับในสิ่งที่สมควรได้ กันอย่างถูกต้องครบถ้วน

 

และแล้วค่ะ วันนี้ก็มาถึง

(แม้จะมาช้าก็ยังดีกว่าไม่มาค่ะ! 55)

ดิชั้นเพิ่งจ่ายเช็คให้เจ้าหนี้รายใหญ่ที่สุดไปได้

รวมถึงก็ได้จ่ายเงินที่ติดค้างไว้มาจนหมดเกือบครบสมบูรณ์

Balance ในบัญชีธนาคารก็หดหายคืนสู่สามัญมากๆ

แต่เป็นการคืนสู่สามัญที่สร้างความภูมิใจ

และสบายใจขั้นสูงสุดเลยค่ะ

 

เป็นอีกวันหนึ่งที่ดิชั้นได้ตระหนักว่า ความสุขในชีวิต

ไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขน้องเงินที่ยาวเหยียด

แต่มันอยู่ที่ใจของเรานี่เอง

 

และถึงแม้สิ่งหนึ่งที่สำคัญจะจบลง

แต่ดิชั้นเชื่อลูกชายในโฆษณาเซียงเพียวอิ๊วค่ะ

ที่ได้กล่าวไว้ว่า

...สร้างใหม่ก็ด้ะ!

 

ขอให้ทุกคนสู้ๆ กับปัญหาอะไรก็ตามตรงหน้านะคะ

ทำในสิ่งที่คุณเชื่อ

ล้มได้ ร้องได้ โวยวายได้ แต่อย่าหยุด

แล้วสุดท้ายเมื่อมันจบลง

มันจะคุ้มค่าทุกหยาดเหงื่อทีเดียวค่ะ

=)

 

Bejuk

11.03.10

The Journey to Wealth

 มีผู้อ่านบอกมาว่า บทความประเมินมูลค่าหุ้น
อ่านตอนแรก  ดูเหมือนยาก แต่พอได้ลองนำไปใช้ ก็สามารถช่วยให้การตัดสินใจ
ในการลงทุนได้ดีขึ้น

 

 แต่มีข้อสงสัยอยู่ว่า ทำอย่างไรจึงจะสามารถคาดคะเน เงินปันผลต่อหุ้นที่บริษัท
จะจ่ายออกมาในอนาคต เพราะถ้ารู้ ก็สามารถหามูลค่าหุ้นได้โดยไม่ยาก

 

 การประเมินว่าบริษัทจะจ่าย เงินปันผลต่อหุ้น (Dividend Per Share หรือ DPS)
เท่าไหร่นั้น
  ต้องมีการศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม

โดยผมใช้หลักการ PEN แต่ไม่ใช่ ปากกานะครับ
PEN ย่อมาจาก 3 คำคือ Policy, Expected Revenues และ Net Margin

 

1. นโยบายปันผล (Dividend Policy)
บริษัทส่วนใหญ่จะเขียนเป็นนโยบายไว้ค่อนข้างจะชัดเจน
ดูได้จากเว็บไซต์ของตลาดหลักทรัพย์
โดยกำหนดเป็นร้อยละ หรือที่เรียกกันว่า Payout Ratio
เช่นไม่ต่ำกว่า 40% หมายถึง ถ้าบริษัทมีกำไรสุทธิต่อหุ้น 15 บาท
จะจ่ายเงินปันผลไม่ต่ำกว่า 6 บาท เป็นต้น

 

 และนักลงทุนก็ควรดูตัวเลขการจ่ายปันผลในปีที่ผ่านๆมา
เพราะสามารถช่วยให้รู้ว่า
บริษัทได้ทำตามที่พูดไว้มากน้อยแค่ไหน
โดยเฉพาะบริษัทที่ระบุไว้เพียงว่าจะจ่ายตามความเหมาะสม
 การเรียนรู้ประวัติของการจ่ายเงินปันผลของหุ้นแต่ละตัว
จะทำให้เห็นภาพของการบริหารของ CEO ได้ชัดขึ้นด้วย

 

2. รายได้ที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (Expected Revenues)
ความจริง  ผมควรใช้ยอดขาย (Sales)
เพราะเป็นตัวสะท้อนที่ดีว่า
ฐานลูกค้าของบริษัทแน่นหนาแค่ไหน
แต่เอาเข้าจริง ข้อมูลที่ได้มักจะเป็นยอดรายได้รวม(Revenues)
ซึ่งคิดว่าคงจะใช้ได้ เพราะส่วนใหญ่กว่า 90% ของรายได้
ก็มาจากยอดขายอยู่แล้ว

 ที่ผมอยากรู้คือแต่ละปี
บริษัทจะมีทางทำให้รายได้เติบโตขึ้น
ปีละเท่าใด

 

 ตัวอย่างเช่น ถ้าRevenues ของบริษัทปีที่แล้ว
อยู่ที่ 10,000 ล้านบาท
และผมคาดว่าการเติบโต (Growth) อยู่ที่ 15%
ผมก็เอา 1.15 คูณกับ 10,000
จะได้ออกมาเป็น Expected Revenues
เท่ากับ 11,500 ล้านบาท

 

3. อัตรากำไรสุทธิ (Net Margin)
เช่นเดียวกันครับ
Net Margin ผมก็ควรจะหามาจากยอดขายด้วย
แต่ก็ติดขัดที่ข้อมูล
ผมจึงใช้ Net Margin โดยใช้ตัวกำไรสุทธิตั้ง
หารด้วย Revenues
คูณด้วย 100 ก็ออกมาเป็น %
 เท่าที่ผมสังเกตุดู บริษัทส่วนใหญ่จะมี Net Margin
ที่ประมาณ 4 ถึง 7% มีเพียงน้อยบริษัทมากที่จะมี Net Margin
เกิน 7%
เป็นระยะเวลายาวนาน (ผมเข้าใจว่า ถ้ามีกำไรดีเกินไป
ก็จะทำให้มีคู่แข่งเข้ามาชิงส่วนแบ่งธุรกิจ)

 

 ตัวอย่างครับ
ถ้าผมคาดว่า Net Margin ของบริษัทดังกล่าวไว้ในข้อ 2 จะอยู่ที่ 5%
ผมก็เอา .05 ไปคูณรายได้ 11,500ล้านบาท
จะได้กำไรสุทธิออกมาอยู่ที่ 575 ล้านบาท

 ทีนี้ถ้าต้องการคำนวณว่าบริษัทจะจ่ายปันผลเท่าไร
ผมก็เอา Payout 0.40 คูณ 575 จะได้ 230 ล้านบาท
พอถึงคราวนี้ การหาเงินปันผลต่อหุ้น
(Dividend Per Share หรือ DPS)
ก็ทำได้ง่าย

 

 วิธีการคือ เอาจำนวนหุ้นไปหารตัวเลข 230 ล้านบาท
ถ้าบริษัทมีหุ้นทั้งหมด 500 ล้านหุ้น
หุ้นแต่ละหุ้นจะได้ DPS = 230/500
หรือเท่ากับ 0.46 บาทต่อหุ้น

 แต่ถ้าดูจากการประกาศจ่ายปันผลในอดีต
พบว่าบริษัทมักจะจ่ายเกิน  คือจ่ายที่ 50%
อยากทราบว่าบริษัทจะจ่ายเป็นเงินปันผลเท่าไร
ก็เอา Payout 0.50 ไปคูณ 575 ล้านบาท
ในกรณี บริษัทจะจ่ายให้นักลงทุน
เป็นเงินถึง 287.5 ล้านบาท
เพิ่มขึ้นอีก 57.5 ล้านบาท!

 

 คราวนี้ก็แปลงยอดเงินปันผล
ออกมาเป็น DPS ด้วยการเอาหุ้นทั้งหมดไปหาร
DPS จะเท่ากับ 287.5/500
หรือต่อหุ้นที่ 0.575 บาท
ผู้ถือหุ้นก็ยิ้มเพราะได้เงินปันผลมากขึ้น
บริษัทจะปัดเศษเป็น0.55 บาทก็ไม่ว่ากัน

 

 พอได้ Expected DPS มา 2 ตัว
คือ 0.46 กับ 0.55 บาท
อยากประเมินราคาหุ้น
ก็ใช้ Dividend Valuation Matrix
ดังที่เคยได้พูดถึงไว้แล้ว

 หุ้นของบริษัทนี้ก็น่าจะมีมูลค่า
คร่าวๆ ดังนี้

ดูอย่างนี้แล้ว  คงพอเห็นใช่ไหมครับ
ถ้าราคาหุ้นตัวนี้อยู่ต่ำกว่า 6 บาท
ลงมา คงมีคนช้อนเก็บกันเยอะ แต่ถ้าราคาเกิน 9 บาทขึ้นไป
คงมีคนเริ่มเทขายไม่น้อยเหมือนกัน

การรู้วิธีการคำนวณมูลค่าหุ้นบ้างดีตรงนี้ ทำให้รู้เขารู้เรามากขึ้น
พอทำบ่อยๆก็คล่องขึ้นเอง ส่วนการหา DPS ไม่ยากเลย
เพียงใช้หลักของ PEN เท่านั้นเอง

 ความจริง การที่เราพยายามหา DPS
ทำให้เรามีความสนใจในหุ้นที่ลงทุนมากขึ้น
และจะมองดูผลประกอบการในระยะยาวมากขึ้น
พร้อมกับบังคับให้ต้องติดตามผลประกอบการอย่างใกล้ชิด
แต่ไม่ถึงกับต้องเฝ้าจอทุกนาที แค่ไตรมาสละหนก็พอ

 DPS คือกระแสเงินที่นักลงทุนจะได้รับ
ไปในอนาคตอย่างต่อเนื่อง ถ้ายังถือหุ้นอยู่
และผลประกอบการของบริษัทยังดีอยู่

 แต่ถ้าเห็นว่ามีการเปลี่ยนแปลง อย่างมีนัยสำคัญ
ก็สามารถจะขายหุ้น เพื่อเอาเงิน ไปลงทุนในหุ้นตัวอื่น
ที่ดูท่าจะมีแววมากกว่า

 ข้อสำคัญ ขอให้กล้าที่จะคิด ลองทำออกมาดู
ไม่ต้องกลัวว่าจะทำผิด ผิดบ้างถูกบ้างเป็นประสบการณ์จริง
ซึ่งจะทำให้นักลงทุนมั่นใจขึ้น จนในที่สุด
ยืนอยู่บนขาของตัวเองได้อย่างมั่นคงครับ


 

 

 

 

 

 

เมื่อปลายเดือนที่แล้วได้มีโอกาสไปออกรายการ Smart Planning ที่ช่อง Money Channel ของตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยเป็นหัวข้อที่พูดถึงเกี่ยวข้องกับการลงทุนในทองคำ เนื่องจากเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนดีในปี 2009 คือราคาทองโลกปรับตัวขึ้นเกือบ 30% หลายคนจึงอยากทราบว่าราคาทองคำจะเป็นอย่างไรต่อไปในปีเสือนี้…

 

โดยรวมผมเล่าให้พิธีกรรายการคุณมะเหมี่ยว ฟังว่าปัจจัยหลักในการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำอย่างมีนัยสำคัญในช่วงเวลาดังกล่าวปัจจัยหนึ่ง คือการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐที่หย่อนลงกว่า 4% (สำหรับประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างค่าเงินดอลลาร์กับราคาทองคำรวมถึงราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ผมจะเล่าให้ฟังในคราวหน้าครับ) ในขณะที่ธนาคารกลางต่างๆ ก็ได้เข้าซื้อทองคำเพิ่มขึ้นเพื่อใช้เป็นเงินสำรองทดแทนเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่กำลังได้รับความเชื่อมั่นน้อยลงในฐานะสกุลเงินกลางสำหรับการค้าโลก…

 

ผมคงเปิดประเด็นที่ต้องขยายความเล่าสู่กันฟังในครั้งต่อไปมากพอสมควรแล้ว จึงขอสรุปด้วยปัจจัยที่น่าจะสนับสนุนราคาทองคำไปใน 12 เดือนข้างหน้าดังนี้ครับ

 

 

1. การอ่อนค่าของดอลล่าร์สหรัฐ - คาดการณ์ว่ากลุ่มสหภาพยูโร (EU) จะมีมาตรการช่วยเหลือประเทศกรีซออกมาในช่วง 2 – 3 เดือนข้างหน้า ซึ่งจะลดความกดดันของอัตราแลกเปลี่ยนสกุลยูโร/ดอลล่าร์สหรัฐ โดยคาดว่าอัตราแลกเปลี่ยนสกุลยูโรน่าจะกลับขึ้นมาอยู่ที่ 1.38 – 1.40 

 

แม้ว่าในระยะสั้นค่าเงินดอลล่าร์สหรัฐจะแข็งค่าขึ้น เนื่องจากเงินทุนไหลเข้าหา Safe haven แต่ยังมีการคาดการณ์ว่าดอลล่าร์สหรัฐน่าจะอ่อนตัวลงต่อเนื่องในระยะยาว เมื่อเทียบกับสกุลเงินของประเทศเกิดใหม่(รวมประเทศไทยด้วย) เนื่องจากแนวโน้มการขาดดุลการคลังในระดับสูงต่อเนื่องไปอย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 5 ปีจากปัญหาเรื้อรังของวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ที่เพิ่งผ่านไปหมาดๆ ในขณะที่เศรษฐกิจของสหรัฐฯน่าจะเติบโตได้ช้ากว่าเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศเกิดใหม่อย่างมีนัยสำคัญ

 

2. อุปสงค์และอุปทานทองคำ เริ่มเข้าสู่ภาวะสมดุล – คาดว่าจะยังไม่มีการผลิตทองคำใหม่ๆในช่วง 5 – 10 ปีข้างหน้า และ IMF และธนาคารกลางชาติต่างๆชะลอการขายของ gold reserve อย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่กลางปี 2000 นอกจากนั้นมีความต้องการทองคำเพื่อใช้ในการผลิตเครื่องประดับและชิ้นส่วนอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น จากประเทศเกิดใหม่ (Emerging Market) และธนาคารกลางของประเทศเหล่านี้ก็ได้เพิ่มการลงทุนในทองคำสำหรับสำรองอัตราแลกเปลี่ยน (FX Reserve)

 

3. มองทองคำเป็นการลงทุนและเครื่องมือป้องกันความเสี่ยง – เริ่มมีการลงทุนในทองคำมากขึ้น เนื่องจากมองว่าเป็นกระจายความเสี่ยงของพอร์ตลงทุนอย่างหนึ่ง ทำให้มีความต้องการลงทุนในทองคำของทั้งนักลงทุนสถาบันและรายย่อยเพิ่มมากขึ้น และพบว่าการลงทุนทองคำเป็นเครื่องมือการป้องกันความเสี่ยงที่อาจจะเกิดจากเงินเฟ้อที่มีประสิทธิภาพ นอกจากนั้นการลงทุนในทองคำยังนิยมเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการเกิดเหตุการณ์เชิงลบและวิกฤตการณ์ต่างๆ เช่น ความล้มเหลวของตลาด และความไม่สงบทางการเมือง เป็นต้น

 

แนวโน้มราคาทองคำ ทางเทคนิค

ผมคาดว่าราคาทองคำในช่วง 3-6 เดือนข้างหน้าน่าจะอยู่ในช่วง USD1,050-1,150 ต่อออนซ์เนื่องจากตลาดทุนทั่วโลกยังรอมาตรการช่วยเหลือประเทศกรีซโดยกลุ่มสหภาพยูโรด้วยความระมัดระวัง อย่างไรก็ตามในระยะยาวราคาทองคำน่าจะปรับตัวขึ้นจากช่วงราคานี้ไปได้โดยผมคาดว่าราคาทองคำมีโอกาสขึ้นไปทดสอบระดับ High เดิมคือ  USD1,250 ต่อออนซ์ ในช่วง 12 เดือนข้างหน้า

 

คาดการณ์ราคาทองคำจากสำนักต่างๆ

Source: Deutsche Bank, Goldman Sachs, Bank of America Merrill Lynch,
RBS, Societe Generale, Bloomberg

*หมายเหตุ : บทความนี้เป็นเพียงความคิดเห็นของคอลัมนิสต์เท่านั้น ผู้อ่านโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านบทความและการลงทุน

ไม่ชอบอะไรกันยะ เห็นหมกมุ่นขนาดนี้

คุณผู้อ่านอาจจะถามในใจ

คือวันนี้ดิชั้นได้ตระหนักความประหลาดของตัวเองเรื่องหนึ่ง คือ

มันแปลกมาก ที่ดิชั้นอยากมั่งคั่ง มีเงินใช้พอเพียง มีตัวเลขใน bank ที่พุ่งปรี๊ด

แต่ แต่

ดิชั้นไม่ชอบคุยเรื่องเงินค่ะ!

 

เหตุที่ค้นพบเกิดจากเมื่อสักครู่ ที่ดิชั้นส่งราคางานออกแบบไปให้ลูกค้า

แล้วลูกค้าโทรมาคอมเมนต์ว่า มันแพงไปนะ

ชั่วขณะนั้นเอง ดิชั้นรู้สึกถึงกระแสภายในที่มันเปรี๊ยะๆๆ เป็นอาการต่อต้านอย่างสุดใจ

ที่ทำให้เกิดความรู้สึกว่า อะไรกันเนี่ย ถูกขนาดนี้แล้ว จะเอายังไง จะให้ทำฟรีเลยมั้ย

ทำฟรีเลยก็ได้! ถ้างานชั้นมีค่าขนาดนั้นก็เอาสิ เดี๋ยวทำให้ฟรีฟรีเลยยยยยยย

ไม่งั้นก็เอาไปทำเอง จัดเลย์เอาท์ใน Microsoft word ไปเลยสิยะ ว๊ากกกก

 

แต่ดีที่สงบปากไว้ แล้วบอกว่าค่ะค่ะ จะดูให้ใหม่นะคะ

ทำให้ดิชั้นยังมีงานมีรายได้อยู่ในมือ 555

 

ในความคิดสุดท้ายหลังจากคุยกับลูกค้าเสร็จคือ

ดิชั้นไม่ชอบเรื่องเงินๆทองๆเลย

อยากทำงานออกแบบอย่างเดียว

ไม่อยากคิดราคาแล้ว ไม่อยากทวงเงิน ลาขาดกันที เหนื่อยใจ

ขอมี AE เป็นของตัวเองได้ไหมไหมไหม

(AE = Account Executive คือผู้ดูแลลูกค้า คุยและรับหน้าแทน designer)

 

มันเป็นความรู้สึกแย่ๆ

เวลาเดียวกับที่ดิชั้นเจอคนเหนียวหนี้ไม่จ่ายแล้วต้องโทรตาม

หรือคนที่หาว่างานดิชั้นแพงงานคนนี้ถูก (ก็ไปจ้างมันเซ่! << ควบคุมอารมณ์ด้วยค่ะคุณเบลล์)

หรือคนที่บอกว่าอยากได้งานออกแบบหรูหราอลังการแต่ผมมีเงินให้แค่นิ๊

หรือตอนที่มีคนจะให้ยืมเงิน ดิชั้นก็จะรู้สึกโมโหขึ้นมาทันที ว่า ชั้นหาเองได้ย่ะ อย่ายุ่ง

 

มันเหมือนว่าดิชั้นเอาตัวเองไปปนเปกับตัวเงินจนมั่วไปหมด

เป็นคำแปลประหลาดๆเหล่านี้

ให้เงินเยอะ = ให้เครดิทดิชั้นเยอะ ว่างานดิชั้นดีเลิศประเสริฐศรี

จ่ายเงินช้า = ดูถูกดิชั้น เห็นว่าดิชั้นโง่ใช่มิ!

ต่อราคา = งานดิชั้นไม่มีค่าพอจะได้รับเงินเท่านี้หรอก ฮ่าๆๆ

 

ดูดูไปก็ เอ๊ะ บ้าไปแล้ว!

จะส่วนตัวไปไหน

 

เพราะจริงๆมันอาจจะเป็นแบบนี้

ให้เงินเยอะ = องค์กรงบเหลือ ก็เอาจ่ายๆให้คนนี้ไปแหละ งานเป็นไงไม่รู้ไม่สน

จ่ายเงินช้า = อยากจ่ายมากแต่หมุนเงินไม่ทัน ลูกไม่สบาย โดนโกง และอื่นๆ

ต่อราคา = งานดีนะ แต่ด้วยความที่เป็นคนจีนเลยขอนิดนึง ต่อเล่นเล่น

ก็น่าคิดใช่ไหมคะ แบบว่าไม่ได้เกี่ยวอะไรกับดิชั้นเลย 55555

 

และถ้าดิชั้นริจะสร้างความมั่งคั่งให้ตัวเอง

เรื่องแบบนี้ก็เป็นอะไรที่ต้องเคยชินกับมันได้แล้ว

แบบเจ้าของกิจการที่มีเงินไหลเข้าออกตลอดเวลา

เค้าเหล่านั้นก็ทำเรื่องนี้ทุกวัน ทุกเวลา

กู้เงิน ยืมเงิน จ่ายเงิน ต่อราคา โดนโกง โดนต่อราคา เช็คเด้ง เสนอราคา

โดนด่า รับเงิน รับส่วย จ่ายแป๊ะเจี๊ยะ ทวงหนี้ ลดหนี้ โดนขู่กรรโชก โดนสรรพากรไล่บี้

และอื่นๆเป็นจำนวนมากมายหลายพันล้าน

โดยไม่มานั่งคิดเล็กคิดน้อยอะไรแบบนี้เลย

 

ก็เลยคิดได้ว่า

ถ้าดิชั้นมัวแต่เอาความรู้สึกส่วนตัวหรือคุณค่าของตัวเอง (และงานตัวเอง)

ไปผูกกับตัวเลขล่ะก็ ดิชั้นคงขยับขาไปไหนไม่ได้

โดนต่อหน่อยก็ไม่เอาแล้ว ไม่ทำ โดนโกงหน่อยก็เข็ด เลิก

อย่างนี้จะไปมั่งคั่งยังไงได้คะ!

 

ดิชั้นเลยสร้างความตั้งใจใหม่ไว้ว่า

จะมองเงินเป็นเลข ไม่ใช่ตัวตนหรือส่วนหนึ่งของดิชั้น

เหมือนเกมที่ว่าเราอิ่มที่ตรงไหน พอดีที่ตรงไหน จะเอาเลขอะไรล่ะ

ถ้าลูกค้าต่อราคามา ดิชั้นก็ลดเลขลง อ่ะพอใจไหม? ไม่พอก็ผ่านไป

ทวงหนี้ ถ้าไม่ได้ ก็ทวงอีก เรื่อยๆ จนกว่าจะเบื่อ 555

ถ้ายังไม่ได้อีก ก็เตือนคนรอบข้างให้ระวังคนนี้ไว้แล้วก็จบกันไป

คราวหน้าดิชั้นก็จะได้มีบทเรียนในการทำสัญญาต่างๆให้แน่นหนา

 

สรุปว่า ถ้ารักน้องเงิน ก็ต้องดูแลเค้าให้ดี

ในการดูแลกัน บางทีก็มีเรื่องให้ปวดหัวบ้าง เหมือนดูแลลูกหรือแฟน เป็นเรื่องที่พ่วงกันมา

เค้าทำให้เรามีความสุข ซื้อของได้ดั่งใจ กินข้าวได้อิ่มหนำ

เราจะจัดการเรื่องโน้นนี้ของเค้าซะหน่อยคงไม่เหนือบ่ากว่าแรง

 

และถึงเค้าจะวุ่นวาย เราก็ควรพูดถึงเค้าด้วยความรักใช่ไหมคะ 555

จากนี้ไปดิชั้นก็จะพูดถึงเรื่องเงินอย่างสนุกสนานและมีสติค่ะ

รักนะ น้องเงิน!

=)

 

Bejuk

24.02.10

The Journey to Wealth

 

คุณใช้เวลากับสิ่งใดนานถึง 10,000 ชั่วโมง แล้วหรือยัง?

หนังสือ Outlier เขียนโดย Malcolm Gladwell

(แนะนำโดยคุณวิตต)
ได้กล่าวไว้ว่า หากคุณใช้เวลาทำสิ่งใดเป็นเวลา 10,000 ชั่วโมง
คุณจะมีความสามารถในด้านนั้น ระดับ World Class เลยทีเดียว...

 

และถ้ามีความสามารถระดับขั้น World Class แล้วล่ะก็ ไม่ว่าจะยังไง สิ่งที่คุณทำมันต้องได้เงินมหาศาลอย่างแน่นอน มันจึงย้อนกลับมาสู่คำถามที่ว่า...

 

แล้วมีความสามารถใดบ้างที่คุณสามารถที่จะอยู่กับมันได้นานถึง 10,000 ชั่วโมง?

 

ถ้าลองหารด้วย 8 ชั่วโมงต่อวัน 365 วันต่อปี จะได้ออกมาประมาณ 3 ปีครึ่ง
แต่ในชีวิตจริง คงไม่มีใครสามารถที่จะทำสิ่งเดิมๆ วันละ 8 ชั่วโมง ทุกๆวัน ไม่เว้นวันหยุดราชการ เป็นเวลา 3 ปีครึ่งหรอกนะครับ  เนื่องจากภารกิจอื่นๆที่ต้องรับผิดชอบอีกมากมาย

 

ดังนั้น 10,000 ชั่วโมง ของแต่ละคนนั้น อาจขยายเวลาไปได้ตั้งแต่ 5 ปี – 50 ปี หรือมากกว่านั้น ก็เป็นได้ ขึ้นอยู่กับ ความมุมานะส่วนตัว และโอกาสที่จะอำนวย

 

ผมเชื่อว่าการที่คนเราจะอยู่กับอะไรได้เป็นเวลา 10,000 ชม.นั้นคงไม่ใช่อะไรที่ทำเพื่อเงินแน่ๆ (เพราะถ้าทำเพื่อเงินแล้วมันมีอุปสรรค หรือไม่ได้เงิน ก็มักจะหยุดไปเองซะก่อน อย่าลืมว่า 10,000 ชม. เป็นอะไรที่มาราธอนจริงๆ)

 

หากแต่สิ่งนั้น เป็นสิ่งที่เรารักมากที่สุดต่างหาก....

 

"เริ่มต้นในสิ่งที่รัก จบลงที่ความมั่งคั่ง... เริ่มต้นที่เงิน จบลงที่ความว่างเปล่า"

 

สำหรับผม ทั้งที่ใช้เวลาเรียนวิชาสถาปัตยกรรมกับวิชาการเงิน รวมทั้งสิ้น 6 ปีครึ่ง สุดท้ายกลับพบว่าสิ่งที่ตนเองทำอยู่เกือบจะตลอดเวลา ทั้งที่รู้ตัว และไม่รู้ตัว ก็คือการวาดรูป คือเริ่มวาดมัน ตั้งแต่อนุบาลมาเรื่อยๆ แต่ไม่เคยลงเรียนอะไรจริงๆจังๆ เลย แล้วก็ไม่เคยส่งผลงานประกวดได้รางวัลอะไรกับเค้าเลยด้วย ช่วงเวลาที่เรียนสถาปัตย์กับการเงินนั้น ก็จะนั่งวาดรูปตลอดเวลา พอโดนอาจารย์หรือเพื่อนว่า ก็กลับรู้สึกภูมิใจซะงั้น...

 

การวาดรูป จึงเป็นเหมือนเพื่อนสนิท ที่คุ้นเคยกันอย่างมากถึงมากที่สุด

จนกว่าจะรู้ตัว ผมก็ตกหลุมรัก เพื่อนคนนี้ไปซะแล้ว...

จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่า จะใช้เวลา 10,000 ชั่วโมงกับอะไรดี ผมต้องใช้กับการวาดรูปอย่างแน่นอน
ที่สำคัญไปกว่านั้น คือ ผมไม่รู้ว่าตั้งแต่เริ่มวาดรูปมาจนถึงตอนนี้ ได้ใช้เวลาไปทั้งสิ้นกี่ ชม.แล้ว เพราะไม่รู้จะกลับไปนับยังไง

รู้แต่ว่า ถ้าสามารถทำได้ ก็อยากที่จะวาดไปตลอดชีวิต...
...
...
...
แล้วคุณล่ะ... อยากจะใช้เวลา 10,000 ชั่วโมงกับอะไรมากที่สุด?

 

by...

ธนภัทร รุ่งธนาภิรมย์ (นนท์)

สวัสดีค่ะ ห่างหายจาก The Journey to Wealth ไปเสียนาน

ซึ่งก็สัมพันธ์กับ ...

วิถีความมั่งคั่งของดิชั้นที่กำลังออกนอกลู่นอกทางค่ะ

ยังไงคะ ยังไง!

เพราะบทความก่อนหน้านี้ยังประกาศกร้าวว่าเก็บเงินใกล้สำเร็จทะลุเป้า

เรื่องมันเป็นอย่างนี้ค่ะ

 

อยู่มาวันหนึ่ง ดิชั้นก็เกิดทำ ATM บัญชีคู่ใจหาย

ด้วยความเรื่อยเปื่อย จึงแค่อายัดไว้ แล้วก็ไม่ไปทำใหม่เสียที

แต่เรื่องมันก็เริ่มจากตรงนั้นน่ะค่ะ

 

อยู่มาวันสอง ด้วยความที่ อุ๊ย เงินหมด ATM ก็ไม่มี ร้านนี้ก็ไม่รับเครดิทการ์ด

เลยคุ้ยๆกระเป๋าตังดูก็พบ ATM ของบัญชีเงินเก็บอันทรงคุณค่า!

(เหมือนที่เคยเล่าคือ ดิชั้นจะมีบัญชีที่ไว้ใช้ กับบัญชีที่ไว้เก็บ แยกกันค่ะ)

ซึ่งดิชั้นก็ไม่รู้มันมาได้ไงนะคะ เพราะปกติจะแอบเอาไว้

ก็เลย อ่ะ นิดนึงละกัน ขอยืมเงินตัวเองก่อน ค่อยคืน กดมา ห้าพันบาทถ้วน

 

อยู่มาอีกวันหนึ่ง ก็มีคุณพี่คนนึงฝากโอนเงินมูลค่าหนึ่งหมื่นห้าพันบาท

โดยที่เค้าเอาเงินสดมาให้ และให้เราโอนไปยังบัญชีหนึ่ง

ด้วยความขี้เกียจ (อีก) ดิชั้นก็เอาเงินสดเก็บไว้กับตัว

และเอา ATM เงินเก็บอันทรงคุณค่า กดโอนไปให้เค้า

 

และเหตุการณ์คล้ายๆกันนี้ก็ได้เกิดขึ้อีกประมาณสี่ห้าครั้ง

ค่าส่งเอกสารเรียนต่อ ค่าหมอสิว ค่าเครดิทการ์ดเดือนที่แล้ว ฯลฯ

โดยดิชั้นได้อ้างกับตัวเองว่า มันจำเป็น และเดี๋ยวค่อยเอาเงินอีกบัญชีมาคืนก็ได้

จนรู้ตัวอีกที ในเวลาอันรวดเร็ว

น้องเงินเก็บอันทรงคุณค่าของดิชั้นก็ถูกเบิกหายไปแบบงงๆค่ะว่าไปไหน!?

พอสลิปอันล่าสุดออกมา ตัวเลขมันลดฮวบอย่างน่ากลัวจนทำให้ดิชั้นได้สติค่ะ

 

เมื่อรู้ตัวดังนั้น ดิชั้นเลยรีบแจ้นไปทำ ATM ใหม่ (ของบัญชีปกติ)

และกดดูเพื่อจะเอาเงินไปคืนแก่บัญชีน้องเงินเก็บ

แต่สิ่งที่พบก็คือว่า ... เงินมันไม่พอค่ะ 555555555

ไม่พอเยอะด้วยนะคะ ไม่ใช่แค่ไม่พอธรรมดา

 

และนั่นคือเรื่องราวที่เกิดขึ้นค่ะ

ใครอยากไว้อาลัยให้เหตุการณ์นี้ ร่วมไว้ได้เลยนะคะ

 

สรุปคือสภาพเงินเก็บตอนนี้ของดิชั้นก็เริ่มผิดแผนไปแล้ว

ทำให้ดิชั้นได้ตระหนักว่า

สิ่งที่ ไม่ค๊วร ไม่ควร ไม่ควร และ ไม่ควรทำเลย

คือการทำลายความศักดิ์สิทธิ์ของบัญชีเงินเก็บอันทรงคุณค่าค่ะ

เพราะถ้าเรากล้าเบิกเอาเค้าออกมาครั้งแรกแล้ว

มันจะต้องมีครั้งที่ สอง สาม สี่ ห้า อย่างแน่นอน

 

การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าของดิชั้นสำหรับเรื่องนี้คือ

1. เอาATMบัญชีน้องเงินเก็บไปเก็บไกลๆ

2. จดโน้ตไว้ว่าเราต้องเอาเงินใส่คืนไปเท่าไหร่

3. ทวงหนี้จากลูกค้าเก่าๆโดยขอให้เค้าโอนเงินเข้าบัญชีน้องเงินเก็บแทน

ถ้ามีความคืบหน้าในการกลับเข้าเส้นทางสู่ความมั่งคั่งจะเป็นอย่างไร

แล้วจะเอามาเล่าให้ฟังกันนะคะ

 

 

นอกจากนี้ยังขอยินดีกับการเปิดตัว คู่มือบริหารเงิน สีปี๊ด

เป็นลูกสุดที่รักของคุณนนท์ที่เขียนออกมาได้อย่างสนุกและน่าอ่านเหมือนเช่นเคย

เพื่อเป็นการเฉลิมฉลอง ดิชั้นรู้ว่าผู้อ่านอยากเห็นหน้าคนเขียนเหมือนกัน

เลยทำการ snap ภาพคนเขียนคู่กับหนังสือ มาฝากกัน

.

.

.

.

.

.

.

.

.

ได้แค่นี้ค่ะไม่งั้นอาจโดนพักงานได้ 555

คือผู้เขียนแก(ต้องการ) low profile ค่อนข้างมากนะคะ

แต่บอกได้คำเดียวว่า เป็นตัวละครเอกสองตัวรวมกันแล้วหาร2ค่ะ

หน้าตาบุคลิกคล้ายอันดา แต่ใสปิ๊งเหมือนเอิร์นค่ะ!

=D

 

Bejuk

06.02.10

The Journey to Wealth