บล็อค

สวัสดีอีกครั้งครับ ทุกๆท่าน :)


นี่เป็นตอนที่ 2 ของคอลัมน์ เส้นทางนักเขียน นะครับ

สำหรับเพื่อนๆ ที่ติดตามอ่านมาเรื่อยๆ คงพอจะทราบว่าปกติแล้ว

เว็บของเรา ยังมีนักเขียนไฟแรง อีกสองท่านคือ คุณ Winny

ผู้เขียนเกี่ยวกับเรื่องกลยุทธ์การลงทุนสไตล์ชิลๆ แต่ไม่ขาดทุน

และคุณ Bejuk ผู้เขียนเล่าประสบการณ์ชีวิตการเงินของตนเอง

ในสไตล์อุทธาหรณ์ สอนใจวัยรุ่นอีกจำนวนมาก...


สาเหตุที่ไม่ค่อยได้เห็นคอลัมน์ของทั้งสองท่านนั้น ก็ไม่ใช่อะไรอื่น

(อะไรอื่น เช่น หมดไฟในการเขียน หรือ ทะเลาะกับ บก.

คือ ไม่ใ่ช่อะไรแบบนั้นนะครับ)

แต่เป็นเพราะว่าปัจจุบันนี้ คุณ Winny เลื่อนตำแหน่งขึ้นไปสูงกว่าเดิม

ทำให้ค่อนข้างจะยุ่งไม่มีเวลามานั่งเขียนชิลๆ

ส่วนคุณ Bejuk บินไปเรียนต่อในด้านถนัดของตนเอง คือด้านกราฟฟิค

ที่ลอนดอน ก็ยุ่งอีกเช่นกันครับ...


ดังนั้น เพื่อไม่ให้ earnconcept.com จอดับ ผมเองจึงต้องรับหน้าที่

เขียนบทความต่อไป... โดยเฉพาะวันนี้เป็นวันที่เลขสวยเกินห้ามใจเหลือเกิน

คือ วันที่ 10 เดือน 10 ปี '10 ใครๆ ที่ไม่ต้องไปร่วมงานแต่งงานในวันนี้

ก็ต้องอยู่บ้าน เขียนบล๊อกกันทั้งนั้น...

ซึ่งบล๊อกของวันนี้ก็คือ...


ใช่แล้วครับ! ตอนที่ 2 ของ เส้นทางนักเขียน...

ก็ขอเริ่มด้วยคำถาม เบสิคๆ นะครับว่า...


"ปัจจุบันนี้ มีใครไหมครับที่กำลังได้ทำงานตรงกับในสายที่ตนเองร่ำเรียนมา

และยิ่งไปกว่านั้น คือกำลังมีความสุขในงานที่ทำอยู่ด้วย?"


ถ้ากำลังได้ทำในงานลักษณะเช่นที่ว่านี้อยู่ ผมต้องขอแสดงความยินดีด้วยมากๆ

นั่นก็เพราะ เป็นสถานการณ์ที่ไม่ใช่จะเกิดขึ้นกับใครได้ง่ายๆ เลย...


เนื่องจากช่วงเวลาที่กำลังเลือกว่าจะต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัย ไหน หรือสอบเข้าคณะอะไรนั้น

เป็นช่วงที่เราๆ ท่านๆ ยัง งงๆ เบลอๆ กันอยู่ว่า ฉันเป็นใคร? ควรทำงานทำอาชีพอะไร?

แล้วคณะที่พอจะสอบเข้าได้นั้น มันจะให้ความรู้ที่จำเป็นต่อ งานที่ฉันอยากจะทำจริงๆ

หรือไม่? และ อีกหลายๆ คำถาม...


ผมสามารถบอกได้เลยว่า... เป็นหนึ่งในบรรดาผู้เลือกอาชีพที่ไม่ตรงกับสายที่ร่ำเรียนมา

(ซึ่งผมเรียน สถาปัตยกรรม เอกภูมิสถาปัตยกรรมศาสตร์ หรือ Landscape Architecture นะครับ)


คำถามสำคัญคือ จะรู้ได้อย่างไรว่า

สุดท้ายแล้ว เราจะเลือกทำอาชีพอะไร?

จะได้เลือกเรียนคณะให้มันถูกต้องซะตั้งแต่แรกไปเลย...


ตอนเรียนจบสถาปัตย์ใหม่ๆ ขณะที่เพื่อนๆ เริ่มได้งานทำตามบริษัทต่างๆ

เมืองไทยบ้าง ต่างประเทศบ้าง ขณะนั้น ผมจำได้ว่าตนเอง ตั้งใจที่จะไม่สมัครงาน

เป็นเวลา 1 ปี เพราะอยากจะให้เวลาตนเองบ้าง ในการคิดทบทวนว่า


"อยากทำงานอะไร และอยากเป็นใคร ฯลฯ"


เพื่อจะได้ใช้เวลาที่เหลืออย่างคุ้มค่ามีความหมาย...


ต้องบอกก่อนนะครับว่า บรรยากาศของครอบครัวผม คือ

ทุกคนต้องทำงาน ไม่ใช่ว่าจะอยู่เฉยๆ ได้

โดยเฉพาะช่วงเวลานั้น เศรษฐกิจกำลังตกสะเก็ดจากวิกฤติต้มยำกุ้งซะด้วย

ดังนั้นการใช้เวลา 1 ปี ที่ว่า

จึงย่อมมีความกดดันจากทางบ้าน และจากสภาพแวดล้อม เช่น

เพื่อนๆ ที่กำลังได้ดิบได้ดีจากการสมัครเข้าทำงานในบริษัทใหญ่ๆ...


ผมเองคิดว่า ทำไมเรียนจนอายุ 18 ปี จบ ม.6 แล้วก็ต้องพยายาม

สอบเอ็นท์ฯ ให้ติด เข้าเรียนได้ก็ต้องพยายามเรียนให้จบ ตามเวลา 5 ปี (สถาปัตย์เรียน 5 ปี)

จบมาก็ยังต้องหาที่ทำงานให้ได้เลยหรือ?

มันน่าจะมีเวลาให้คิดให้หายใจกันบ้างสิน่า...


ช่วงเวลา 1 ปีนั้น ผมก็ไม่ใช่แบบว่านอนอยู่บ้านเฉยๆ นะครับ ก็พยายามรับ Jobs

ไปด้วย ทำมันหมดทุกอย่าง ตั้งแต่ ออกแบบ website (โออ...ช่วงนั้นมาแรงสุดขีด),

วาดภาพประกอบ, วาดสีน้ำ, วาดรูปคนเหมือน, ออกแบบ landscape, ทำโมเดล,

วาดการ์ตูน, ทำโปรแกรมคอมต่างๆ ฯลฯ

นั่นคือ พยายามลองทำหลายๆ อย่างดู



ช่วงรับปริญญา ยิ่งเห็นได้ชัด ยิ่งกดดันครับ เพราะเพื่อนแต่ละคน (ส่วนใหญ่)

ค่อนข้างได้ดิบได้ดี มีงานทำมีสังกัดกันแล้ว ต่างก็มาแลกนามบัตรกัน ส่วนผมเวลาถูกถาม

ว่าทำอยู่ที่ไหน?

ได้แต่ตอบว่า...ก็ดูๆ อยู่


จนเวลา 1 ปี ล่วงโรยผ่านไป... (หรือ ร่วงโรย หรือ ล่วงเลย?)

ผมก็ยังไม่สามารถหาคำตอบได้อยู่ดี ว่าอยากจะทำอะไร

อันที่จริงแล้ว ที่น่าตกใจคือ อีกหลายๆ ปี ต่อจากนั้น

ผมก็ยังหาคำตอบไม่เจอเลยครับ...


แต่...

มา ณ เวลานี้ ผมรู้สึกว่า ได้ตัดสินใจถูกต้องแล้ว

ที่เริ่มถามคำถามเช่นนั้นกับตนเองในเวลาที่เหมาะสม...

และ ต้องขอบคุณ คุณพ่อและคุณแม่ อีกนับไม่ถ้วน

ที่คอยสนับสนุน และอนุญาตให้ผมทำในสิ่งที่กำลัง

จะเกิดขึ้นในเวลาต่อมา...

 

ขอให้ทุกท่านสุขสันต์ๆ เนื่องในวันเลขสวย...


ธนภัทร รุ่งธนาภิรมย์

10.10.10 <<< เลขสวยจริงๆ ด้วย


ปล. เร็วๆ นี้ จะมีผลงานหนังสือเล่มใหม่จากนักเขียนกิตติมศักดิ์แห่ง

สำนักเอิร์นคอนเซ็ปต์ คาดว่าจะออกทันงานสัปดาห์หนังสือใน

วันที่ 21 ตุลาคมนี้ แล้วจะแจ้งรายละเอียดให้ทราบอีกครั้งครับ :)


สวัสดีครับ ทุกท่าน ในระหว่างที่กำลังคิดๆ

ว่าจะเขียนอัพบล๊อกเรื่องอะไรดีนั้น

ก็เหลือบไปเห็นหนังสือ 3 เล่มที่ชั้นวางหนังสือในห้องทำงาน

หนังสือทั้ง 3 เล่มนั้นก็คือ หนังสือที่เป็นผลงานของผมนั่นเอง

อันประกอบไปด้วย EARN concept, คู่มือบริหารเงิน, และ คู่มือบริหารใจ


ถึงแม้ว่าในขณะนี้ จะยังไม่สามารถพูดได้อย่างเต็มปากว่า

ตนเองเป็น "นักเขียน" (ไม่รู้ว่าต้องให้หนังสือเป็น Bestseller

หรือว่าได้รับรางวัลทรงคุณค่า ซะก่อนหรือไม่)

แต่อย่างน้อยก็รู้สึกยินดีที่ได้ทำหนังสือออกมาถึง 3 เล่มแล้ว

(ไม่น่าเชื่อ!!! เพราะว่าไม่เคยคิดฝันว่าอยากมีอาชีพเป็นนักเขียนเลย)


และถึงจะยังไม่มีเล่มไหนเป็น Bestseller หรือได้รับรางวัลแขนงใดๆ เลยก็ตาม

ผมกลับรู้สึกว่าสิ่งที่ได้ทำนั้น มันสนุกไม่น้อยเลยทีเดียว...

คิดว่าความสนุกนี้เอง ที่เป็นรางวัลในตัวเองอยู่แล้ว


และในเมื่อมันสนุก ก็คงหลีกเลี่ยงได้ยากที่จะไม่พยายามหาโอกาสทำมันอีก

(ดังที่ได้รายงานไว้ใน คู่มือบริหารใจ

คือเมื่อใดก็ตามที่สมองค้นพบสิ่งที่ทำแล้วมีความสุข

สมองจะหาโอกาส ทำในสิ่งนั้นอีกโดยอัตโนมัติ)

ซึ่งสำหรับผม น่าจะหมายถึง การหาโอกาสทำหนังสือเล่มต่อๆ ไปอีกเรื่อยๆ...

 

ก็เลยเป็นที่มาของคอลัมน์ต่อๆ จากนี้ไปครับ...


ที่จะขออนุญาตเขียนเล่าประสบการณ์ที่มาที่ไปว่า

ทำไม และอย่างไร ถึงได้มาทำอย่างที่ทำอยู่

นั่นคือ ถึงจะยังไม่ใช่นักเขียนเต็มตัว แต่ก็เรียกได้ว่า

กำลังเดิน อยู่ในเส้นทางของการเป็นนักเขียน


ซึ่งนอกจากจะเป็นการเตือนใจตนเองแล้ว

ประสบการณ์หรือข้อคิดบางอย่างยังอาจที่จะเป็นประโยชน์แก่เพื่อนๆ ผู้แวะเวียนเข้ามาอ่าน

ผู้กำลังเดินทางอยู่ในเส้นทางสายใดสายหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็น

เส้นทางแห่งการค้นหาความฝัน, เส้นทางแห่งการทำฝันให้เป็นจริง,

หรือเส้นทางแห่งความมั่งคั่งในสไตล์ของตนเอง

เพื่อที่จะให้เว็บ earnconcept.com นี้

ได้ทำหน้าที่เป็นเพื่อนร่วมทางสู่ความมั่งคั่ง ตามที่ตั้งใจไว้

 

ก็ขอฝากคอลัมน์ "เส้นทางนักเขียน" ไว้ด้วยนะครับ

หากมีอะไรติชมแนะนำสอบถาม ก็เขียนลงมาได้เลยเต็มที่ครับ

 

ขอให้ทุกท่านมีความสุข,

ธนภัทร รุ่งธนาภิรมย์

18.9.10

 

ป.ล. ขณะที่กำลังเขียนบทความนี้ iPhone 4G กำลังเป็นที่จับตามอง ของตลาดเป็นอย่างมาก

เนื่องจากความบางสวยงามรวดเร็วทันสมัย แต่ที่ยังได้แต่จับตามองกันอยู่นั้น

เพราะสนนราคายังคงสูงส่งเสียเหลือเกิน (ประมาณเครื่องละ 3 หมื่นกว่าบาท)

 

ผมเองขณะนี้เพิ่งเริ่มใช้ iPhone 3G S และพบว่าทำให้ชีวิตง่ายขึ้นมาก

ทันที ที่ sketch งานเสร็จ ไม่ว่าจะอยู่แห่งไหนที่มีสัญญาณโทรศัพท์

(ใช้ promotion VAS ของ DTAC คือ 99 บาท ใช้ net ได้ 20 ชม./เดือน)

ก็สามารถถ่ายรูปแล้วส่งไปให้ลูกค้า feedback ได้ทันที

หากจะบอกว่า รู้งี้ ใช้นานแล้ว ก็คงจะไม่แฟร์ เพราะทั้งราคาเครื่อง, ประสิทธิภาพ,

และราคา promotion มันเพิ่งจะมาน่าสนใจเมื่อไม่ช้าไม่นานมานี้เอง

ได้ข่าวอีกว่า 4G ก็กำลังจะเข้ามาในราคาที่ถูกลงอย่างมาก

 

 



 

 

ขออนุญาตแนะนำหนังสือใหม่ จากสำนัก EARN concept ครับ;

 

"คู่มือบริหารใจ" เป็นหนังสือแนวจิตวิทยาที่กล่าวถึงข้อคิด

ที่มีประโยชน์ในการดำเนินชีวิตให้มีความสุข อันเป็นความมั่งคั่ง

ที่มากไปกว่า การครอบครองเงินทองทรัพย์สิน

 

โดยเล่าเรื่องผ่านตัวละครชื่อ "ลุค" สถาปนิกหนุ่มผู้เหลือเวลาในโลกนี้

อีกเพียงแค่ 13 วัน กับ "อาเช่" นักจิตวิทยาบำบัด ผู้คอยเป็นเพื่อนให้กำลังใจ

และ ให้คำแนะนำแก่ลุคในช่วงเวลาที่เหลืออยู่

 

"คู่มือบริหารใจ" จะเริ่มวางจำหน่ายที่ร้านหนังสือซีเอ็ดทุกสาขา

ตั้งแต่วันอังคารที่ 31 สิงหาคม 2010 เป็นต้นไป และทยอยวางจำหน่าย

ที่ B2S และ Kinokuniya

มีปกให้เลือก 2 แบบ คือ ปกมาตรฐาน เป็นรูป Portrait ของ ลุค

และปกพิเศษ เป็นรูป Portrait ของพิ้งค์ (คนรักเก่าของลุค)

ขอบคุณครับ,

ทีมงาน EARN concept :)

 

 

 

ทันทีที่ซื้อหุ้นนักลงทุนก็จะกลายเป็นผู้ถือหุ้น  มีศักดิ์และสิทธิ
เป็นเจ้าของกิจการ
ง่ายๆแค่นี้ เป็นเจ้าของแล้ว แม้จะเพียงส่วนเดียว ไม่ใช่ทั้งหมด
ก็มีสิทธิที่สำคัญ โดยเฉพาะจะได้รับไข่ทองคำ (คือเงินปันผล) และ
การเข้าประชุมผู้ถือหุ้น

 

 นักลงทุนที่ถือหุ้นไม่เยอะ มักจะเรียกตัวเองว่า ผู้ถือหุ้นรายย่อย
เวลาที่อยู่ในที่ประชุมใหญ่ จริงๆแล้ว ไม่ต้องบอกว่ารายย่อยก็ได้ เพราะในวันนั้น
ผู้ถือหุ้น ก็คือ ผู้ถือหุ้น จะใหญ่หรือเล็กแค่ไหน ก็มีสิทธิเข้าประชุมเหมือนๆกัน
ทีนี้ พอเข้ามาแล้ว ต้องอย่าให้เสียโอกาส เพราะการจะได้ซักถาม
หรือให้ข้อเสนอแนะ ต่อสภาสงครามหรือ คณะกรรมการบริษัท
มักจะมีแค่ปีละหนเท่านั้น

 

 บริษัทที่มีสภาสงครามหุ้นที่ดี จะรับฟังคำถามหรือข้อเสนอแนะ
ที่สร้างสรรค์และเป็นประโยชน์ อย่างตั้งอกตั้งใจ ถ้าตั้งคำถามดีๆ พวกเราชาวมดงาน
(นักลงทุนรายย่อย) ก็จะได้รับการชี้แจง ที่ชัดเจน และทำให้จับทางได้ว่า
สภาสงครามของบริษัท มีเจตนาจริงจังแค่ไหน ในการสร้างมูลค่า ให้กับกิจการ

 

 เพราะหน้าที่ของสภาสงคราม คือ การทำให้รายได้เติบโต
คุมต้นทุนและค่าใช้จ่ายให้ดี เพื่อให้กำไรออกมาแล้ว เติบโตเร็วกว่ารายได้
ในระยะยาว ถ้าสภาสงครามเอาแต่แก้ตัว ไม่ยอมจัดการแก้ไข
ออกจากที่ประชุมแล้ว ขายหุ้นทิ้งได้ ไปหาหุ้นตัวอื่น
ที่มีสภาสงคราม ทั้งดีทั้งเก่งกว่า จะดีที่สุด

ขณะเดียวกัน มดงานก็ต้องทำให้
สถาบันมดงาน ดูน่านับถือไปด้วย

 

 ประการแรก ควรแต่งกายให้เรียบร้อย เลี่ยงการใส่เสื้อยืด
และรองเท้าแตะ เข้าไปประชุม

 

 ประการที่สอง อย่าถามอะไรที่เกี่ยวกับราคาหุ้น
ราคาหุ้นจะขึ้นจะตก เป็นเรื่องของอารมณ์ตลาดหุ้น
อยู่นอกเหนือการควบคุม ของสภาสงครามหุ้น ถ้าจะถาม ขอให้เน้นถามถึงผลประกอบการ
รวมทั้งแนวโน้ม เพราะนี่คือหน้าที่เต็มๆ ของสภาสงครามหุ้นเลยครับ

 

 ประการที่สาม กรุณาอย่าถามหรือต่อว่า
เกี่ยวกับของว่างเลยครับ บางที มีคนมาประชุมกันมากเกิน
ของว่างเลยไม่พอ ก็ต้องให้อภัย เพราะบริษัทที่เขาจัดให้
ก็เป็นเรื่องของน้ำใจ จะไปทวงเขา มันจะดูไม่ดีนะครับ

 

 ประการสุดท้าย เป็นเรื่องเกี่ยวกับของชำรวย
นี่ก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับน้ำใจ ของบริษัทเหมือนกัน

 

 บางแห่งถือเป็นโอกาสดี เอาสินค้ามาให้ผู้ถือหุ้น
หรือผู้รับมอบฉันทะ ที่ได้สละเวลามาประชุม ได้ทดลองใช้สักชิ้นสองชิ้น
ต้องถือเป็นของแถมพิเศษ เล็กๆน้อยๆ ตรงนี้สำคัญมาก ต้องขอเน้น เพราะมีบางคน
ไปต่อว่าหรือถามของชำร่วย กับสภาสงคราม
ทำให้ภาพพจน์ของมดงาน ดูไม่ดีเลย ดังนั้นนะครับ ถ้านักลงทุนมดงาน
ทำให้ถูกต้องทั้ง 4 ข้อนี้ สถาบันมดงานก็จะกลายเป็น สถาบันที่มีความหมาย

 

 เพราะเราแต่งตัวเรียบร้อย ไม่ถามถึงราคาหุ้น
ไม่พูดถึงของว่างหรือของชำร่วย แต่ เราจะเน้นถามเฉพาะในเรื่อง
เกี่ยวกับผลการดำเนินงาน ทีนี้ สภาสงครามจะต้องเกรงใจเรา จะฟังเรามากขึ้น
เพราะถ้าผลงานดี เราก็ชม ผลงานแย่  เราก็ถาม พร้อมทั้งขอทราบแนวทางการแก้ไข
ทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ประชาธิปไตยของชาวหุ้น ก็จะเบ่งบานขึ้น
อย่างมีคุณภาพ สภาสงครามก็จะเร่ง สร้างผลงานผ่านแม่ทัพใหญ่
คือ CEO แล้วอย่างนี้ ราคาหุ้นในระยะยาว ไม่ไปโลดได้ไง
ใช่ไหมครับ?

 

 อยากให้คนไทยเป็นมดงานคุณภาพกันเยอะๆ
และมีโอกาสถาม ส.ส หรือ ส.ว ซึ่งก็คือสภาสงครามหุ้นประเทศไทย
ได้เหมือนตอนประชุมบริษัทจัง ถ้าฝันนี้เป็นจริง หุ้นบริษัทประเทศไทยจำกัด (มหาชน)
จะเป็นหุ้นที่เติบโตอย่างยั่งยืน ด้วยอานิสงค์ของธรรมาภิบาล
อย่างแน่นอนครับ

จากบทความที่แล้วตลาดหุ้นไทยได้ปรับตัวขึ้นมากว่า 100 จุด นักลงทุนบางกลุ่มก็เริ่มรู้สึกว่าหุ้นเริ่มแพงไปในขณะที่อีกกลุ่มยังเชื่อมั่นว่าตลาดหุ้นไทยยังถูกและจะสามารถปรับตัวขึ้นต่อได้จากสภาพคล่องอันล้นหลามที่ไหลเข้าประเทศอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปลายเดือนพฤษภาคม   ที่ว่าถูกหรือแพงไปนักลงทุนส่วนใหญ่ดูได้จากอะไร วันนี้เราจะมาหาคำตอบกัน…

 

เชื่อว่าผู้อ่านเกือบทุกท่านคงจะคุ้นเคยกับค่า พีอีเรโช (P/E Ratio หรือ PER) กันไม่มากก็น้อย ซึ่งค่านี้จะปรากฏให้เห็นในหนังสือพิมพ์ธุรกิจหน้าที่เป็นตารางราคาหุ้นเป็นประจำทุกวันเพื่อเป็นค่าที่นักลงทุนทั่วไปใช้บอกความแพงความถูกของหุ้นเป็นรายตัวหรือตลาดหุ้นทั้งตลาด  โดยมากหุ้นที่มี PER สูงจะถูกมองว่าแพงและหุ้นที่ PER ต่ำจะถูกมองว่าต่ำ… แต่ก็มีในบางกรณีเช่นกันที่หุ้น A ที่มี PER 10 เท่าถูกมองว่าเป็นหุ้นที่ถูกแต่หุ้น B ที่มี PER  6 เท่ากลับถูกมองว่าแพง สงสัยมั้ยครับว่าทำไม?

 

ก่อนจะไปต่อผมอยากจะเริ่มต้นที่พื้นฐานก่อนสักเล็กน้อย (อาจจะน่าเบื่อสำหรับนักอ่านบางท่านที่รู้อยู่แล้ว สามารถข้ามไปได้นะครับ) PER นั้นเต็มๆมาจาก Price to Earnings Ratio หรืออัตราส่วนราคาหุ้น ต่อกำไรต่อหุ้น (Earnings Per Share: EPS) โดยราคาหุ้น (Stock Price) คือราคาที่วิ่งขึ้นลงทุกวันของหุ้นตัวหนึ่งๆ และ กำไรต่อหุ้น (EPS) คือผลกำไรรวมทั้งปีของบริษัทหารด้วยจำนวนหุ้นทั้งหมดที่ออกโดยบริษัท ดังนั้น PER ก็คือต้นทุนในการได้มาซึ่งกำไร 1 บาทต่อหุ้นนั่นเอง ซึ่งหากมองถึงจุดนี้ PER สูงก็คือแพง PER ต่ำก็คือถูก…แต่ตลาดหุ้นมักจะมีการมองไปยังอนาคตข้างหน้าหรือ Forward Looking เสมอ!

 

กลับมาดูหุ้น A ที่ PER 10 เท่าที่นักลงทุนมองว่าถูกเพราะมีการคาดการณ์ว่ากำไร 1 บาทของหุ้น A ในปีนี้จะโตเป็น 1.25 บาทในปีหน้า ทำให้ PER หุ้น A มีแนวโน้มปรับลงเป็น 10 ÷ 1.25 = 8 เท่าในปีหน้า ในขณะที่การคาดการณ์โดยกลุ่มนักลงทุนเดียวกันมองว่ากำไร  1 บาทของหุ้น B ในปีนี้จะลดลงเหลือ 80 สตางค์หรือ 0.8 บาทต่อหุ้นในปีหน้า ทำให้ PER หุ้น B มีแนวโน้มปรับขึ้นเป็น 10 ÷ 0.8 = 12.5 เท่าในปีหน้า เมื่อเทียบกับ PER หุ้น A ปีหน้าที่ 8 เท่าเลยถูกมองว่าแพงกว่า    การดู PER ที่ใช้ผลกำไรในปีหน้าเป็นการดู Forward Looking PER ส่วนการดู PER ที่ใช้ผลกำไรของปีนี้ซึ่งจริงๆก็คือผลกำไรที่บริษัทประกาศออกมาแล้วเป็นการดู Trailing PER

 

โดยสรุปก็คือ ถ้าจะดูหุ้นว่าถูกหรือแพงโดยใช้ PER ให้ทะลุปรุโปร่งแล้วละก็ควรที่จะใช้ Forward Looking PER ที่มีการรวมการคาดการณ์ผลประกอบการในอนาคตไปด้วยแล้ว

 

ในตอนหน้าเราจะมาดูส่วนกลับของ PER ที่เรียกว่า Earnings Yield กัน…

 

Happy Investing ครับ

ธนวัฒน์ รุ่งธนาภิรมย์

The Wealth Strategy

09.08.10

*หมายเหตุ : บทความนี้เป็นเพียงความคิดเห็นของคอลัมนิสต์เท่านั้น ผู้อ่านโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านบทความและการลงทุน

บทความนี้ขออนุญาตแนะนำตัวละครหลักที่จะมาปรากฎตัวในหนังสือเล่มล่าสุดแห่งสำนักเอิร์นคอนเซ็ปต์นะครับ

 

1. ลุค (23ปี) -สถาปนิกหนุ่มหน้าตาดี มีความสามารถสูงทั้งด้านศิลปะและการดนตรี อนาคตไกล

2. อาเช่ (25ปี) - นักจิตวิทยาสาวไฟแรงสูง ผู้มุ่งมั่นที่จะช่วยเหลือบำบัดทุกข์แก่เพื่อนมนุษย์

3. พิ้งค์ (22ปี) - เจ้าหน้าที่โบรคเกอร์ อารมณ์สนุกสนานร่าเริง ผู้รักการช้อปปิ้งเป็นชีวิตจิตใจ

(ถ้ายังจำกันได้ พิ้งค์ คนนี้คือ เพื่อนสุดเลิฟของเอิร์นนั่นเอง)

 

โดยเล่มนี้ได้นักกราฟิคหญิงประจำสำนักมาช่วยดูแลเรื่องเสื้อผ้าสไตลิสต์ให้ตั้งแต่เริ่มต้นโปรเจค

ขอขอบคุณ Bejuk มา ณ ที่นี้ด้วย

 

หนังสือกำลังใกล้เสร็จมากๆแล้วครับ ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดน่าจะเป็นเดือนสิงหาคม 2010

โดยจะแจ้งวันวางจำหน่ายทางเว็บนี้อีกครั้งหนึ่ง

 

ขอบคุณมากครับ,

ทีมงาน EARN concept :)

 

ตอนนี้ชีวิตเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงอีกระดับหนึ่ง

เดือนกันยายนนี้ดิชั้นจะไปเรียนต่อที่ลอนดอนแล้วค่ะ

เป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นและออกจะกระทันหันอยู่เหมือนกัน

เพราะตอนแรกตั้งใจจะไปต้นปีหน้า

ตอนนี้เหลือเวลาอีก 2 เดือนกว่าค่ะ

มีเรื่องต้องจัดการมากมาย

 

เริ่มจากการซื้อของต่างๆนาๆเพื่อเตรียมพร้อม

ง่ายๆหน่อยก็ ตัดแว่นเพิ่ม ซื้อยาสิวจากร้านหมอ

กระเป๋าเดินทาง เสื้อหนาว กล้องดิจิตอล

(เพราะถ้าใช้กล้องฟิล์มที่ใช้อยู่คงไม่มีปัญญาอัดรูปที่นั่นได้555)

External hard drive ไว้ back up งาน

ตัดผม ทำฟัน ถอนฟันคุดเพิ่มเติม ทำวีซ่า ตรวจร่างกาย

นัดทานข้าวกับเพื่อนๆ ญาติๆ

จองบ้านที่นู่น จ่ายค่าเทอม และอื่นๆ

 

น่าสนุกดีทีเดียวค่ะ

แต่ปัญหาอยู่ที่ไหนคะ แท่น แท๊น

อยู่ที่สภาวะการเงินของดิฉันเองค่ะ มันจะเป็นที่ไหนไปได้

เมื่อมานั่งนับเงินแล้วก็พบว่า ตอนนี้เงินเก็บก็พอมีบ้าง

แต่กลับน้อยลงไปกว่าช่วงสามเดือนที่แล้วอีก

เนื่องด้วยว่าพอเปลี่ยนชีวิตจากงานประจำมาเป็น freelance

แผนการเก็บเงินเดือนละ 8,500 ก็เกิดขึ้นแบบขยักขย่อน

ตามจังหวะการรับเงิน ที่ไม่ได้สม่ำเสมอเหมือนแต่ก่อน

แถมมีการซื้อคอมพิวเตอร์ใหม่ ด้วยการดึงเงินเก็บออกมาใช้

น่าอับอายแทรกบทความหนีสิ้นดีค่ะ

ในช่วงระยะเวลา 1 เดือนนี้

ดิชั้นจะไปนั่งขบคิดว่า

บริหารเงินอย่างไร ในยามที่เงินไม่มาก

แต่มีเรื่องที่จำเป็นต้องใช้พร้อมกันในเวลาอันสั้นค่ะ

ใครมี idea อย่างไรก็แนะนำกันมาได้นะคะ

แล้วจะมาเล่าความคืบหน้าให้ฟังในบทความหน้าค่ะ

 

Bejuk

22.06.10

The Journey to Wealth

 

โดยมากเพื่อนฝูงมักจะถามผมว่า “ซื้อหุ้นตัวนั้นดีมั้ย? ตัวนี้ดีมั้ย? ซื้อตรงนี้แพงมั้ย(ทั้งๆที่ก็มีคำตอบในใจอยู่แล้ว และก็คงหวังให้ผมช่วยสนับสนุนอยู่ลึกๆ)” โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนที่ตลาดหุ้นหรือหุ้นตัวนั้นๆได้ทำการปรับตัวขึ้นไปแล้วอย่างค่อนข้างร้อนแรง และ คำตอบที่ผมมักจะถามกลับไปก็คือ “ไปอยู่ไหนมาตอนตลาดหุ้นอยู่ต่ำกว่านี้(หรือหุ้นตัวนั้นถูกกว่านี้)?”

 

ฟังเผินๆเหมือนจะกวน (ซึ่งจริงๆก็มีนัยแฝงเช่นนั้นอยู่ลึกๆ) แต่ข้อเท็จจริงของนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จข้อแรกๆเลยคือ “ควรซื้อหุ้นเมื่อราคาถูกและขายทำกำไรออกไปบ้างเมื่อราคาแพง” ส่วนอีกข้อที่แถมมาด้วยเลยละกันคือ

 

“อย่าใช้จิตวิทยาหมู่ (Herd Instinct หรือ Herd Psychology) เป็นตัวนำ” คือพอเห็นคนแห่เข้าซื้อหุ้นดันตลาดพุ่งแรง กลัวตกรถเลยอยากเข้าบ้าง Herd Instinct นี้แหละที่เป็นตัวทำให้ตลาดหุ้นสวิงกิ้ง (Swinging)ได้ทั้งขาขึ้นและขาลงเพราะคนเรามักจะ overreact ไปกับเหตุการณ์ต่างๆ เป็นเรื่องธรรมดา

 

เรื่อง Herd Instinct นี้เป็นหนึ่งในบทเรียนวิชา Behavioral Finance ซึ่งพยายามใช้โมเดลคณิตศาสตร์ที่ซับซ้อนเรียนกันไปถึงปริญญาเอก คอร์สหนึ่งก็ใช้เวลากันเป็นเทอมๆที่เดียว บทสรุปที่ผมรวบรวมได้คือ ไม่มีโมเดลใดโมเดลหนึ่งเลยที่นักลงทุนสามารถนำไปใช้พึ่งพาสำหรับการลงทุนที่ก่อให้เกิดกำไรในทุกสถานการณ์ เมือเกิดเหตุการณ์ที่อยู่นอกเหนือการคาดการณ์ขึ้น อาทิ การล่มสลายของ Lehman Brothers และวิกฤติตลาดทุนโลกในปี 2008 นักคิดค้นโมเดลก็จะออกมาบอกว่าเหตุการณ์ดังกล่าวยังไม่เคยมีขึ้นมาก่อน (Unprecedented Event) จึงยังไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะนำไปใช้คาดเดา…

 

นอกเรื่องซะยาว…กลับมาประเด็นที่ว่า “ซื้อหุ้นตอนนี้ดีมั้ย?” ผมแค่อยากตอบสั้นๆว่า “ถ้า(ค่อนข้าง)มั่นใจว่าจะสามารถขายหุ้นออกไปที่ราคาสูงกว่านี้โดยได้รับผลตอบแทนหลังหักค่าคอมมิชชั่นแล้วละก็ ซื้อไปเถอะครับ”

…..
………….

…………………

………………………….

ผู้อ่านคงอยากเตะผมเข้าให้บ้างแล้วใช่มั้ยครับ? หากผมจบลงเพียงแค่นั้น?

 

จริงๆ แล้ว ประเด็นการลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนมันมีอยู่แค่นั้นหากแต่ว่าการจะนำมาซึ่งความมั่นใจดังกล่าวต่างหากที่ต้องแลกมาด้วยหยาดเหงื่อ แรงกาย และ ความอดทน อดกลั้น…

 

“หยาดเหงื่อ แรงกาย” คือการที่เราต้องทำตัวหูกว้างไกล ต้อง อ่าน อ่าน แล้วก็ อ่าน เกี่ยวกับปัจจัยที่กระทบการลงทุน ปัจจัยเหล่านี้มีเป็นร้อยแปดฯ ต้องหัดมีตะแกรงร่อนส่วนตัวด้วย มิเช่นนั้นอาจโดนข้อมูลท่วมท้นหรือที่เรียกกันว่า Information Overload ได้ (ถ้าอยากรู้ว่าปัจจัยที่กระทบดังกล่าวมีอะไรได้บ้าง ลองกลับไปอ่านบทความเก่าๆ ของผมดูนะครับ) จากนั้นก็ต้องนำสิ่งที่เราอ่านมาวิเคราะห์จนตกผลึกเพื่อใช้เป็นพื้นฐานในการมองอนาคตให้ได้ 6 เดือนข้างหน้าเป็นอย่างน้อย

เพราะตลาดหุ้นมักจะมีปฏิกิริยาต่อสิ่งที่จะเกิดขึ้นไปก่อนล่วงหน้าประมาณ 6 เดือนจากการเก็บข้อมูลย้อนหลังมาโดยสำนักวิจัยต่างๆ เมื่อมองเทรนด์หรือแนวโน้มพอที่จะออกแล้วก็เริ่มตัดสินใจลงทุน แต่ก็ต้องมีการประเมินมูลค่าแท้จริง (Fair Value) ของหุ้นที่จะเข้าลงทุนประกอบด้วย โดยทั่วไปหาก Fair Value ที่ประเมินได้อยู่สูงกว่าราคาที่จะเข้าซื้อซักประมาณ 20%-25% ก็น่าจะทยอยเข้าลงทุนได้ (เรื่องการประเมินมูลค่าหุ้น (Stock Valuation) ก็ว่ากันได้เป็นฉากๆ ไว้คราวหน้า หรือหากผู้อ่านอยากทราบเรื่องใดเป็นพิเศษก็ Vote เข้ามาได้ครับ)

 

ส่วน “อดทน อดกลั้น” ก็คือความพยายามไม่ตกเป็นเหยื่อของ Herd Instinct ซึ่งเท่าที่ผมสังเกตดูมักจะมีความรุนแรงสุดช่วงที่ตลาดกำลังจะเปลี่ยนเทรนด์ การลงทุนตาม Herd Instinct อาจนำมาซึ่งปรากฏการณ์ “ติดดอย” (ซื้อแพง) หรือ “ขายหมู”(ขายถูก) ในเวลาชั่วพริบตา           ในทางกลับกัน การลงทุนโดยไม่เร่งรีบ ผ่านการวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ และ ค่อยเป็นค่อยไป ในระยะยาวจะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าจริงครับ

 

Happy Investing ครับ

by ธนวัฒน์ รุ่งธนาภิรมย์

*หมายเหตุ : บทความนี้เป็นเพียงความคิดเห็นของคอลัมนิสต์เท่านั้น ผู้อ่านโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านบทความและการลงทุน

บทนำของ 'ลุค' ตัวเอกในหนังสือเล่มใหม่

จากสำนัก เอิร์นคอนเซ็ปต์

ที่กำลังจะมีการตีพิมพ์เร็วๆนี้...

โดยในบทนำนี้ จะอธิบายลักษณะโดยทั่วไปของตัวเอกและตัวละครรอบข้าง

เป็นการ์ตูนสั้น ความยาว 9 หน้า

 

โปรดคลิ้กที่นี่เพื่อเริ่มอ่านการ์ตูนหน้าถัดไป

 

ขอบคุณครับ

ทีมงาน EARN concept :)

บทความที่แล้วยังสวัสดีสงกรานต์กันอยู่เลยนะคะ

มาถึงบทความนี้ บ้านเมืองเรากำลังอยู่ในช่วงสถานการณ์วิกฤติ

มีไฟโหมกระหน่ำ และต้องการน้ำดับร้อนไม่แพ้กันเลยค่ะ

 

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มันทำให้ดิชั้นนึกถึง

อะไรที่กว้างไกลกว่าความมั่งคั่งส่วนตัวค่ะ

ตอนนี้ดิชั้นกำลังนึกถึงว่า คนตัวเล็กๆอย่างเรา

ทำอย่างไรถึงจะทำให้ประเทศเรา ฟื้นฟู พัฒนา และมั่งคั่งได้

โดยเฉพาะหลังจากเหตุการณ์ความวุ่นวายสงบลง

ผลกระทบต่างๆทางเศรษฐกิจก็ย่อมตามมาใช่ไหมคะ

 

ดิชั้นกำลังคิดง่ายๆ ว่า ถ้าเหตุการณ์นี้

ทำให้เราต้องเอาเงินจะที่มาพัฒนาประเทศ สมมุติว่าจำนวน ห้าหมื่นล้าน

กลายเป็นมาซ่อมประเทศแทน ตอนนี้เราก็เหมือนติดลบ

และถ้าประเทศนี้เป็นบ้านเรา เราก็ต้องร่วมกันหาเงินเพิ่ม

เพื่อมาเป็นกองทุนในการพัฒนา ถ้าเราอยากเห็นประเทศเป็นบวก

และถ้าให้ยุติธรรม เราต้องหารค่ะ! หารรายคน

60 ล้าน หาร 50,000 ล้าน = 833 บาท

ใช่ค่ะ ช่วยกันหาเงิน เพิ่ม คนละ 833 บาทเท่านั้น!

ประเทศเราก็จะกลับสู่สภาพเดิมค่ะ!!

 

โิอเคค่ะ อย่าเพิ่งปิดหน้าจอกันไปนะคะ

มันไม่ได้หดหู่ขนาดนั้น

เพราะตามคำจำกัดความของ ความมั่งคั่ง ในความคิดดิชั้น

เงินไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่ควรให้ความสำคัญค่ะ

 

อ้างอิงถึงบทความที่แล้วนะคะ

จริงๆวิธีจัดการความมั่งคั่งของประเทศ อาจจะเป็นอะไรที่ง่ายมากก็เป็นได้

ที่ดิชั้นเคยเขียนไว้ว่า คนที่มั่งคั่ง สำหรับดิชั้น คือ

คนที่มีความสามารถในการให้กับคนอื่นได้มากกว่าปกติ

ดังนั้นสมการมันก็ง่ายๆค่ะ

ประเทศที่มั่งคั่งและประสบความสำเร็จ

คือประเทศที่เต็มไปด้วยการให้ มากกว่าปกติ !

 

ให้เงินถ้าคุณมี และคนอื่นต้องการ

ให้ความรู้ ถ้าคุณฉลาด และมีคนที่เข้าไม่ถึงรออยู่

ให้กำลังใจ ถ้าคุณแข็งแกร่ง และคนอื่นกำลังทุกข์ยาก

ให้อภัย ถ้าคนอื่นโกรธแค้น และทำเรื่องไร้สติ

ให้เวลาที่คุณจะเอาไปดูทีวี ไปทำอะไรที่มีประโยชน์

ให้พลังงานและความตั้งใจ ในการทำงานใดๆก็ตาม

เพื่อให้ผลลัพธ์ของมันคืนสู่ประเทศ

 

การให้อภัย 1 ครั้ง หรือการเสียสละ 1 หน

ดีไม่ดีอาจสร้างผลลัพธ์ที่มากกว่า 833 บาทก็เป็นได้นะคะ

ทุกคนที่เป็นคนไทย มีสองมือ หนึ่งหัวใจ ที่เท่ากัน

และมีความรักให้ประเทศเหมือนกันทุกคน

ยิ่งให้มากเท่าไหร่ คุณก็ยิ่งมั่งคั่ง

ประเทศก็ยิ่งร่ำรวย WIN-WIN เสียนี่กระไร

 

ดิชั้นเชื่อมั่นในตัวประเทศไทย

และคนไทย ว่าเป็นชนชาติและประเทศ

ที่แม้ไม่ได้เจริญและรวยที่สุด แต่ว่าวิเศษที่สุด

หลักฐานก็คือ ดิชั้นอยู่ที่นี่มาได้ 25 ปีอย่างมีความสุข

 

มุ่งหน้าสู่ “ไทยมั่งคั่ง” มาร่วมกันให้ทุกอย่างที่ให้ได้ กันเถอะค่ะ

 

รักประเทศไทย

และคนอ่านด้วยค่ะ

 

Bejuk

20.05.10

The Journey to Wealth